Wartani
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี+สำนักสื่อ wartani
برسام كيت مغجادي سقسي دمي كآمنن دفطاني+لمباكا ميدياوارتاني
Let us be the witnesses for peace in PATANI+Wartani Media Agency
Bersama kita menjadi saksi demi keamanan di PATANI+Lembaga media Wartani

เกณฑ์ทหารกับการ วัดดวง ใบดำ-ใบแดง

Posted on 0

โดย  ทวีศักดิ์   ปิ   ผู้ปฏิบัติงาน สำนักสื่อวาร์ตานี

ในเดือนเมษายน นอกจากจะเป็นเดือนแห่งการพักร้อน เดือนแห่งการพักผ่อน ในวันหยุดยาว  แต่สำหรับ ชายไทยที่มีอายุ ครบ 21 ปี บริบูรณ์ หรือ ชายไทยที่อยู่ในสถาบันการศึกษา อาจจะใช้สิทธิผ่อนผัน ตามกรณีไป 4-5 ปี ต่างก็ ดิ้นรนกระสับกระส่าย บางคนถึงกับ หา จอมขมังเวทย์ อาบน้ำมนต์ต่างศรัทธาในแต่ละศาสนา,สำหรับมุสลิมก็จะละหมาดฮายัต ขอ น้ำมนต์ จากบรรดาโต๊ะครู แต่อย่างไรก็ต่างระบบเกณฑ์ทหารยังมีความเหลื่อมล้ำของสังคมในฐานะลูกหลานคนรวย คนจน และบางคนถึงกับหาหนทางเพื่อใช้เงินซื้อสิทธิ์ให้หลุดพ้นจากการตรวจร่างกาย หรือภาษาทหารเรียกว่า ใช้เงินซื้อประเภทที่2 คือ ขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์กำหนด

ซึ่งในอดีตการที่ชายไทยไม่อยากไปเกณฑ์ทหารเป็นเพราะ มีการบอกต่อๆกันมา ว่า ในค่ายทหารมีการฝึกหนัก ทำให้เกิดความกลัว ที่จะต้องไปฝึกฝน ในระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี ในค่ายทหารและหลังจากปี 2547 หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ บวกกับมีนโนบายของกระทรวงกลาโหม ที่ส่งกองกำลังทหารเพื่อมาอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ บางคนถึงกับเกิดความกลัวที่จะต้องมาอยู่พื้นที่ชายแดนใต้ บางคนกลัวถูกแกล้ง เนื่องจากมีการบอกต่อๆกันว่า การเลือกค่ายทหารหลังผ่านการฝึกฝน บางกองร้อย วัดดวงที่โชค ใครโชคดีก็ได้อยู่รับใช้นาย แต่ใครโชคไม่ดี ก็ต้องไปอยู่ชายแดนใต้ หากเรามาสำรวจดูส่วนใหญ่คนที่จับใบแดงจะเป็นลูกหลานคนจน ส่วนลูกคนมีเงิน-คนชั้นกลางมีทางออกมากกว่า วัดดวงแดง-ดำ ตั้งแต่มีโอกาสเรียนหลักสูตร รด.เพื่อไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ในขนาดที่จำนวนความต้องการกำลังทหารเกณฑ์ในแต่ละปีขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการ บางปีจำนวน เพิ่มขึ้น บางปี จำนวนลดลง ขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการ

สำหรับในปีนี้ 2559 ชายฉกรรจ์ทั่วประเทศ กว่าสามแสนคนเข้ารับการเกณฑ์ทหารในช่วงวันที่ 1-12 เมษายน  ซึ่งในปีนี้  กองทัพบกต้องการกำลังพล 75,324 คน กองทัพอากาศ 8,099 คน กองทัพเรือ 16,000 คน กองบัญชาการกองทัพไทย 1,149 คนและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 735 คน ร่วมทั้งสิ้น ในปีนี้กองทัพไทย ต้องการกำลังพลทั้งสิ้น 101,307 คน

 

Posted in ARTICLE, POLITICS, SOCIAL

นักสื่อสารชี้! คนรุ่นใหม่ต้องสืบทอดอักษรยาวี เพราะมีส่วนสำคัญต่อสันติภาพปาตานี

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

วันที่ 5 เมษายน 2559 21.00-22.30 น. เสวนา ในหัวข้อ ความสำคัญของภาษามลายูด้วยอักขระยาวีในพื้นที่ปาตานี ในงาน มหกรรมภาษาและวัฒนธรรมมลายู จัดโดยชมรมภาษามลายู ม.อ. หาดใหญ่ วิทยากรโดย นายซอลาฮุดดีน กริยา ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ Awanbook และ นายทวีศักดิ์ ปิ บรรณาธิการข่าวสำนักสื่อวาร์ตานี (WARTANI) ดำเนินรายการโดย นาย ฮากีม เจะโด ประธานชมรมสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่

นายซอลาฮุดดีน ได้กล่าวว่า ในประวัติศาสตร์ ตัวเขียนหรือระบบการเขียนด้วยอักษรยาวีนั้น เข้ามาสู่โลกมลายูพร้อมๆกับศาสนาอิสลาม ผ่านการค้าขายโดยชาวอาหรับ เปอร์เซียและอินเดีย ซึ่งนำเข้ามาเพื่อใช้เป็นกาอธิบายหลักคำสอนอัลกุรอ่าน และได้รับการยอมรับในโลกมลายู จึงมีการนำมาใช้สำหรับการเขียน ในด้านอื่นๆที่นอกเหนือจาก อัลกุรอ่าน อาทิ เช่น ในการทำสารราชสำนัก และหนังสือในการค้าขายในโลกมลายู

นายซอลาฮุดดีน กล่าวอีกว่า คำว่า ยาวี นั้น มาจากที่คนอาหรับใช้เรียกคนมลายูว่า Jawah หรือ jawa ซึ่งหมายถึงคนชวา ทำให้ต่างชาติเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า ดินแดนชวา ซึ่งหมายถึงมลายูนั่นเอง

นายซอลาฮุดดีน กล่าวต่อว่า เยาวชนรุ่นใหม่ต้องเห็นความสำคัญการมีอยู่ของนักเขียนยาวี เพราะเป็นการทำหน้าที่ที่จะสืบทอดดมรดกจากบรรพบุรุษให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้และยังคงอยู่กับสังคมปาตานีต่อไป

ด้าน นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวว่า หากมองภาษามลายูอักขระยาวีในฐานะคนทำงานสื่อ จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ ของอักษรยาวี คือที่เขียนตามฝาผนังมัสยิด เขียนตามอิฐสุสาน (แนแซกุโบร์) สามารถที่จะมองและวิเคราะห์ออกมาว่า ภาษามลายูอักขระยาวี กับพื้นที่ปาตานีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากศาสนาได้ ถือได้ว่า อักขวะยาวี เป็นตัวอักษรที่มีความสำคัญต่อศาสนาเป็นอย่างมาก

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวอีกว่า สิ่งที่สังคมปาตานีได้ภาคภูมิใจเป็นอย่างมากคือ อักขระยาวี ถูกนำมาเขียนโดยอุลามะฮ์ปาตานีในอดีตเพื่อเขียนกีตาบ(ตำรา/หนังสือสอนศาสนา)ให้คนปาตานีได้เรียนรู้ศาสนาผ่านกีตาบที่เขียนโดยอักขระยาวี และได้มีการยอมรับว่าเป็นตำราทางศาสนาอิสลามที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวอีกว่า ความสำคัญของภาษามลายูด้วยอักขระยาวีในพื้นที่ปาตานี นั้น ได้มีการนำมาใช้เรียนในโรงเรียนตาดีกาตั้งแต่เด็ก และตาดีกาใช้หนังสือที่เขียนด้วยอักขระยาวี เป็นหนังสือเรียนของตาดีกา

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวต่ออีกว่า หากจะมองในโลกของการสื่อสารจะเห็นได้ว่า ข่าวในพื้นที่ชายแดนใต้หรือปาตานี นั้นเป็นข่าวที่สังคมมลายูในแถบนี้ให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย แต่ส่วนมากเราจะใช้ภาษาไทยในการเขียน จึงทำให้ผู้คนที่อยู่นอกประเทศเข้าใจยาก ฉะนั้นเราต้องมีการเขียนข่าวที่เป็นภาษามลายูหรือให้มีการแปลให้เป็นภาษามลายูด้วย

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อักขระยาวี สำคัญต่อพื้นที่ปาตานีอย่างไรนั้น ขอตอบว่า อักขระยาวี เป็นตัวแปรสำคัญในกระบวนการสร้างสันติภาพด้วย เนื่องจาก หลักการของกระบวนการสันติภาพที่สำคัญคือความเข้าใจ สื่อที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ ผู้ที่รับสาร สามารถเข้าใจอย่างลึกซึ่ง ฉะนั้นหากเขียนด้วยภาษามลายู อักขระยาวี จะสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกร่วมได้ในระดับหนึ่งด้วย

Posted in Culture, NEWS, SOCIAL | Tagged ,

ความเป็นมา ปอเนาะญีฮาดวิทยา จากอดีต-ถึงปัจจุบัน

Posted on 0

13 มีนาคม 2559 เว็บเพจ ศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา ได้เผยแพร่ประวัติความเป็นของปอเนาะญีฮาดวิทยา

โดยสังเขป ผ่านรูปแบบ อินโฟกราฟิก ( Time Line – Pondok Jihad ) ทำให้มีผู้ใช้โซเชี่ยลมีเดีย กดไลค์ กดแชร์กันอย่างแพร่หลาย  

ซึ่งมีเนื้อหาสรุปช่วงเวลาที่สำคัญ ดังนี้ 

พ.ศ.2511 บาบอเฮง ก่อตั้ง ปอเนาะญีฮาดวิทยา เพื่อแก้ปัญหาการขาดการศึกษาและด้านสังคมที่ในสมัยนั้นมีแหล่งอบายมุขป็นเรื่องปกติ ชื่อปอเนาะว่า“ญีฮาด”นั้น หมายถึง “(มุญาฮาดะห์) การมุ่งมั่งในการพัฒนาตนเอง การปรับปรุงตนเอง”

11 กรกฎาคม พ.ศ. 2522  บาบอเฮง หรือ นายบือราเฮง เจ๊ะอาแซ ถูกยิงเสียชีวิตหลังจากนั้นชาวบ้านได้เห็นควรร่วมกันแต่งตั้ง นายดุลเลาะ แวมะนอมาป็นผู้รักษาการแทน บาบอเฮง

ปี พ.ศ.2523 นายดุลเลาะ แวมะนอ ได้แต่งงานกับ น.ส.ยาวาฮีลูกสาวบอบอเฮง และรับหน้าที่ครูใหญ่ และมีการบูรณาการ ระบบการศึกษาจากระบบปอเนาะแบบดั้งเดิม ถูกเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนญีฮาดวิทยา”โดยนายดุลเลาะ แวมะนอ รับหน้าที่เป็น ครูใหญ่

ปลายปี 2547 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาปิดล้อมโรงเรียน ค้นปอเนาะแต่ไม่ได้ตั้งข้อหาแต่อย่างใดเนื่องจากไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

กลางเดือน พฤษภาคม 2548 เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ามาพร้อมกับหมายจับ นาย ดุลเลาะ แวมะนอ ครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยา มีการออกข่าวอย่างครึกโครมในขณะนั้นทั้งๆที่ยังไม่มีการพิพากษาของศาลจนถึงที่สุด

25 พฤษภาคม พ.ศ.2548 โรงเรียนญีฮาดวิทยาหรือปอเนาะญีฮาด ถูกสั่งให้ปิดอย่างเป็นทางการ ตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น

20มิถุนายน พ.ศ.2548 นายริดวาน แวมะนอ (พี่ชาย นายบันยาล) ทายาทปอเนาะญีฮาดวิทยา พร้อมเพื่อนอีก 2 คน ถูกยิงด้วยปืนเก็บเสียงเสียชีวิต กลายเป็นอีกคดีหนึ่งในสามจังหวัดภาคใต้ที่ยังหาตัวผู้ลงมือไม่ได้

เดือนตุลาคม พ.ศ.2555 ศาลปัตตานีก็ได้มีคำสั่งให้นายดูนเลาะ แวมะนอ ครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยา เป็นบุคคลสาบสูญ และเดือนพฤศจิกายน ในปีเดียวกัน ก็มีการอายัดทรัพย์สินที่ โดยคำสั่งของ ปปง.

เดือนสิงหาคมปีพ.ศ.2558 ศาลแพ่งได้มีการสืบพยาน ทางปอเนาะญีฮาดหรือครอบครัวแวมะนอยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ พร้อมที่จะสู้คดีเพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งการอายัดทรัพย์สิน

25 สิงหาคม 2558 ทางครอบครัวแวมะนอ ได้เดินทางไปยังศาลแพ่ง กรุงเทพ ตามที่ศาลนัดหมายสืบพยาน และศาลสืบพยานเพียงแค่สามปาก อีกสามปากศาลได้นัดอีกครั้ง ในวันที่ 5 ตุลาคม 2558

วันอังคารที่ 15 ธ.ค.58 ศาลแพ่งมีคำพิพากษา ริบที่ดินและทรัพย์สินปอเนาะญีฮาดวิทยา ซึ่งมีเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ราคาประเมิน 591,090 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

14 กุมภาพันธ์ 2559ครอบครัวแวมะนอ ร่วมกับชาวบ้านและคณะศิษย์เก่าปอเนาะญีฮาดวิทยา ได้ตัดสินใจไม่ขออุทธรณ์ พร้อมเก็บข้าวของทั้งหมดย้ายออกจากบ้านซึ่งก็เป็นที่ตั้งของโรงเรียนปอเนาะ โดยย้ายมาเก็บและพักอาศัยชั่วคราว ที่โรงเรียนตาดีกากือแด บริเวณมัสยิดมัสยิดกือแด(ท่าด่าน)

สิ้นสุดการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมของรัฐของครอบครัวแวมะนอ จึงขอยุติความเกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิงต่อที่ดินและทรัพย์สินที่ถูกยึดและตกเป็นของรัฐ

Posted in ARTICLE, SOCIAL

Dsj,รายงาน . เปิดใจ’บันยาล แวมะนอ’ : “ญีฮาดฯ ไม่กลับไปที่เดิมอีกแล้ว”

Posted on 0

อิมรอน ซาเหาะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ Dsj รายงานข่าว  เปิดใจบันยาล แวมะนอ เหตุผลที่ต้องทิ้งปอเนาะญีฮาดวิทยาเดิม เพราะถูกสร้างให้มีมลทินไปแล้ว แต่ไม่ทิ้งเจตนาเดิมของผู้ก่อตั้งและชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมใจจัดงานเลี้ยงหาทุนสร้างสถานศึกษาในที่ใหม่ที่มากกว่าความเป็นปอเนาะ โต๊ะอิหม่ามย้ำปอเนาะญีฮาดเป็นวาระของทุกคนและมติของชาวบ้านท่าด่านที่ต้องการให้ย้ายออกมาสร้างที่อยู่ใหม่

การตัดสินใจทิ้งโรงเรียนญีฮาดวิทยาของครอบครัวแวมะนอแล้วไปพักอาศัยชั่วคราวที่มัสยิดและโรงเรียนตาดีกาบ้านท่าด่าน ม.3 ต.ตะโล๊ะกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี รวม 14 ชีวิต หลังจากศาลแพ่งพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยาหรือปอเนาะบ้านท่าด่านเนื้อที่ 14 ไร่เศษตกเป็นของรัฐในความผิดฐานก่อการร้ายตามกฎหมายฟอกเงินส่ง ผลสะเทือนไม่น้อยต่อสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี

และในที่สุดทางศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา จะจัดงานเลี้ยงข้าวยำน้ำชาเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญีฮาดวิทยาและพัฒนาชุมชนท่าด่านให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ที่จะถึงนี้ เป้าหมายเพื่อซื้อที่ดิน 10 ไร่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่

ทำไมครอบครัวแวมะนอตัดสินใจเช่นนั้น ทั้งที่รัฐอนุญาตให้อยู่ต่อและจะให้เปิดเป็นสถานศึกษาได้ตามเจตนารมณ์เดิมของผู้ก่อตั้งผู้บริจาค นายบันยาล แวมะนอ ลูกชายนายดุลเลาะ แวมะนอ ที่เป็นอดีตครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีซึ่งเกิดมาตั้งแต่ปี 2548 เปิดใจอธิบายเรื่องนี้

 

สร้างที่ใหม่เพื่อสานต่อเจตนารมณ์เดิม

นายบันยาล แวมะนอ บอกว่า เหตุผลที่พยายามจะระดมทุนเพื่อสร้างโรงเรียนขึ้นมาอีกครั้งก็เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของบาบอเฮงผู้ก่อตั้งปอเนาะญิฮาด และเพื่อให้คนในหมู่บ้านมีที่ศึกษาหาความรู้โดยเฉพาะด้านศาสนา เพราะ 11 ปีที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่าการไม่มีโรงเรียนสอนศาสนาคอยฝึกอบรมเด็กและเยาวชน ส่งผลเสียต่อสังคมที่นี่อย่างที่หลายคนก็ทราบดี เช่น ติดยาเสพติด และปัญหาอื่นๆ เป็นต้น

“นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ชาวบ้านอยากให้มีโรงเรียนสอนศาสนาในหมู่บ้านอีกครั้ง จึงได้ช่วยๆ กันเตรียมจัดงานระดมทุนที่ใกล้จะถึงในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เพื่อที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ในหมู่บ้านนี้อีกครั้ง”

 

ไม่กลับไปที่เดิมอีกแล้ว เพราะถูกทำให้มีมลทิน

นายบันยาล กล่าวว่า หากถามว่าทำไมถึงไม่กลับไปเปิดสถานศึกษาในที่เดิม ก็เพราะรัฐเองก็แถลงแล้วว่าที่เดิมเป็นที่ดินวากัฟ (สาธารณะประโยชน์) และจะทำให้เป็นที่วากัฟตามเจตนารมณ์เดิมของบาบอเฮง แต่เราจะไม่กลับไปแล้ว เพราะภาพของสถานที่ตรงนั้นรัฐได้สร้างให้สังคมภายนอกเห็นเป็นสถานที่ที่สกปรกหรือมีมลทินไปแล้ว

หากเรากลับไปเปิดโรงเรียนอีกครั้งในภาวะที่มีมลทินอยู่นั้น คนนอกก็จะมีอคติต่อสถานศึกษาแห่งนั้นได้ และจะเกิดปัญหาตามมาคือไม่มีใครอยากจะมาสอนและไม่มีคนที่จะมาเรียน แล้วจะกลับไปเปิดที่เดิมเพื่ออะไร?

“ที่ผ่านมา 11 ปีที่เราอาศัยอยู่ตรงนั้นก็ไม่มีใครกล้าไปเยี่ยมเลย แม้แต่ชาวบ้านหรือญาติพี่น้องเองก็ไม่กล้าเข้าไปถามข่าวคราวของเรา หากเรากลับไปที่เดิมอีกแล้วใครจะกล้าไป?”

แต่หากรัฐจะเปิดเป็นสถานศึกษาในที่นั้นอีกครั้งเอง ผมก็ไม่มีปัญหาไม่ได้ใดๆ แล้วแต่รัฐบาลจะเห็นควร จะเอาใครมาสอนก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงแค่ว่าอย่านำครอบครัวของเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยก็พอ”

 

ปอเนาะญีฮาดเป็นเจตนาร่วมของคนในหมู่บ้าน

นายบันยาล กล่าวว่า ในความเป็นจริง กรณีปอเนาะญิฮาดนั้นที่ดินเท่านั้นที่เป็นของครอบครัวเรา ส่วนเจตนารมณ์ในการสร้างปอเนาะนั้น จุดเริ่มต้นไม่ใช่เจตนารมณ์ของบาบอเฮงคนเดียว แต่เป็นเจตนารมณ์ของชาวบ้านในพื้นที่ที่คิดว่าจำเป็นต้องมีสถานศึกษาศาสนา เพื่ออบรมเยาวชนให้มีความรู้พื้นฐานทางด้านศาสนา เพราะหากไม่มีความรู้ศาสนาหรือไม่มีศูนย์เรียนรู้ศาสนาในพื้นที่ ทุกคนก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าจะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง

การสร้างปอเนาะญีฮาดจึงเป็นเจตนารมณ์ร่วมของคนในหมู่บ้าน จึงเป็นที่มาว่าจะต้องสร้างสถานศึกษาในชุมชนขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นงานจัดเลี้ยงระดมทุนที่จะถึงนี้จึงกลายเป็นวาระของทุกคนในหมู่บ้านนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวเราเท่านั้น

คาดว่างานเลี้ยงเพื่อระดมเงินที่กำลังจะถึงนี้น่าจะมีคนมาร่วมงานจำนวนมาก เพราะพี่น้องช่วยกันเชิญคนมาร่วมงานเยอะมาก โดยปกติแล้วงานต่างๆ เจ้าของงานจะเป็นคนเชิญเอง แต่งานนี้เรายังไม่ทันได้ออกไปเชิญก็มีพี่น้องอาสามาช่วยเราเชิญคน เพราะพวกเขาเองก็คงไม่อยากเห็นภาพของครอบครัวเราที่จะต้องอาศัยอยู่ที่มัสยิดและโรงเรียนดาตีกานานไปกว่านี้

 

ที่ใหม่ไม่สอนแบบปอเนาะอย่างเดียว

นายบันยาล กล่าวว่า ตอนนี้แผนการเปิดสถานศึกษาแห่งใหม่ยังอยู่ในช่วงประชุมเตรียมการ และหลังจากงานระดมทุนก็จะมาคุยกันว่าจะเชิญใครมาสอนบ้าง ตนเป็นแค่เพียงผู้คอยคิดมัต(ให้บริการ)เท่านั้น และทำหน้าที่ตามที่คนในหมู่บ้านมอบหมาย

สถานศึกษาที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน จะรายละเอียดมากกว่าปอเนาะแบบดั่งเดิม เช่น อาจจะมีการเรียนการสอนคัมภีร์อัลกุรอานหลักสูตรกีรออาตีสำหรับเด็กและสำหรับคนสูงอายุ มีชมรมเยาวชนคนรุ่นใหม่ มีชมรมปันจะสีลัต หรืออื่นๆ เป็นต้น แล้วแต่เจตจำนงของประชาชนในพื้นที่

 

มีวิชาหลากหลาย ทั้งสันติภาพและกฎหมาย

นายบันยาล กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าศูนย์การเรียนรู้นี้จะรองรอบคนทุกวัย อาจเรียกได้ว่าเป็นวิทยปัญญาที่ได้จากวิกฤตในครั้งนี้ก็เป็นได้ เพราะในอดีตปอเนาะเป็นสถานศึกษาศาสนาแก่เด็กหรือเยาวชนอย่างเดียวเท่านั้น

เป็นไปได้ว่าศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมานี้ การเรียนการสอนจะเข้มข้นและหลากหลายกว่าเดิม โดยเฉพาะความรู้ที่จำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ความรู้เรื่องสันติภาพ ความรู้เรื่องกฎหมายหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ทั้งหมดในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับที่การประชุมภายหลังจากงานระดมทุนว่าจะเป็นอย่างไร

 

โต๊ะอิหม่ามย้ำปอเนาะญิฮาดเป็นวาระของทุกคน

นายมูฮัมหมัดนาวาวี หะยีอับดุลกอเดร์ โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดกือแด(บ้านท่าด่าน) กล่าวว่า กรณีของครอบครัวแวมะนอกลายเป็นเรื่องของทุกคนในหมู่บ้าน เพราะเกี่ยวข้องกับปอเนาะที่เป็นที่วากัฟของทุกคนในหมู่บ้านนี้ ไม่ใช่สมบัติของเจ้าของปอเนาะ ยกเว้นที่ดินเท่านั้นที่ครอบครัวแวมะนอเป็นเจ้าของ ส่วนมัสยิด ปอเนาะแต่ละหลัง(หอพักนักเรียก) แม้ตัวอาคารโรงเรียนเองก็เป็นหยาดเหงื่อของคนในหมู่บ้านทั้งสิ้น จึงกลายเป็นเรื่องของทุกคนและทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ

เหตุผลที่จะสร้างสถานศึกษาขึ้นมาใหม่ก็เพื่อจะสานต่อเจตนารมณ์ของบาบอเฮงและชาวบ้านในอดีตที่ต้องการให้มีสถานที่เรียนศาสนาในหมู่บ้าน เพื่อคอยให้ความรู้ศาสนาแก่เยาวชนในพื้นที่

 

มติของชาวบ้านท่าด่านที่ต้องการให้ย้ายออก

นายมูฮัมหมัดนาวาวี บอกว่า ครอบครัวแวมะนอไม่ได้ย้ายออกมาเองโดยพลการ เพราะก่อนที่พวกเขาจะออกมาก็ได้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านมาแล้วว่า พวกเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะพวกเขาเป็นเพียงแค่ผู้ดูแลปอเนาะเท่านั้น ทางชาวบ้านในพื้นที่จึงลงมติให้ออกมา แล้วชาวบ้านจะหาที่หรือสร้างปอเนาะขึ้นมาใหม่แทน จึงเป็นที่มาของการจัดงานเลี้ยงระดมทุนในวันที่ 19 มีนาคมนี้

“สิ่งที่ผู้นำศาสนาแถลงเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ผมอาจเห็นต่างจากที่เขาบอกว่าเป็นที่ดินวากัฟและจะให้กลับไปเป็นวากัฟเหมือนเดิม เพราะความเป็นจริงแล้วที่ดินนั้นมีเจ้าของถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งก่อสร้างเท่านั้นที่เป็นวากัฟ แต่สิ่งที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่นี่แหละที่จะทำให้เป็นวากัฟทั้งที่ดินและปอเนาะหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมด ยกเว้นตัวบ้านของครอบครัวแวมะนอซึ่งก็ใช้พื้นที่ไม่เยอะ”

 

กินข้าวยำฟังเสวนา ปอเนาะญิฮาด-ชะตากรรมปาตานี

นายมูฮัมหมัดนาวาวี บอกว่า สำหรับงานกินข้าวยำเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญิฮาดวิทยาและพัฒนาชุมชนท่าด่านให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 เวลา 09.00-21.00 น. ณ สนามฟุตบอลกลางประจำหมู่บ้านท่าด่าน จัดโดยศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

ศูนย์ประสานงานนี้ประกอบด้วย 6 ฝ่ายหลัก คือ มัสยิดท่าด่าน โรงเรียนตาดีกา กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและท้องที่ ร่วมกับ เครือข่ายศิษย์เก่าปอเนาะญิฮาด สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี (PerMAS) และเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)

ในงานจะมีวงเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “ปอเนาะญิฮาดวิทยา-บทเรียนและอนาคตชะตากรรมปาตานี” มีนายอนุกูล อาแวปูเตะ (อับดุลกอฮาร์ บิน ฮาญีอับดุลอาวัง) ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี นายบัลยาน แวมะนอ ตัวแทนครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา นายหะยีอัฮหมัด ฮาซัน ประธานเครือข่ายศิษย์เก่าปอเนาะญิฮาดวิทยาเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)

งานนี้ถือเป็นครั้งแรกๆ ในพื้นที่ที่จัดงานกินข้าวยำสมทบทุนไปพร้อมๆ กับบรรยากาศของการนั่งฟังการเสวนาสาธารณะไปด้วย

 

ลำดับเหตุการณ์โดยสรุป

 

คดีเริ่มต้นเมื่อปี 2548 มีแจ้งข้อหาบุคคลว่าฝึกอาวุธภายในบริเวณโรงเรียน 36 คน มี 18 คนเข้ามอบตัวสู้คดีและได้รับการปล่อยตัวหมดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ อีกบางส่วนหลบหนีรวมทั้งนายดอเลาะ แวมะนอ ในปีเดียวกันพี่ชายของบันยาลถูกยิงเสียชีวิต

 

วันที่ 15 ธันวาคม 2558 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนญีฮาดวิทยา หรือปอเนาะบ้านท่าด่าน ม.3 บ้านท่าด่าน ต.ตะโล๊ะกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ในเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่ง คดีแพ่งในคดีแดงที่ ฟ.160/2558 ซึ่งมีความผิดฐานก่อการร้าย ตามนิยามบทบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (8) ของกฎหมายว่าด้วยคดีแพ่งและกฎหมายการฟอกเงินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

 

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 นายโสภณ ทิพย์บำรุง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 รองอัยการจังหวัดปัตตานีได้ชี้แจงข้อกฎหมายกรณีศาลแพ่งมีคำพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดินดังกล่าว เนื่องจากมีพยานยืนยันว่ามีการใช้ที่ดินเป็นฝึกการก่อการร้าย จึงถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้กระทำความผิด แต่รัฐก็ยังให้ปรับปรุงเป็นสถานศึกษาให้กับชุมชน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยให้เจ้าของที่เดิมเป็นผู้บริหารต่อไป

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ครอบครัวแวมะนอทั้งหมด 14 คน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนเก็บข้าวของทั้งหมดย้ายออกจากบ้านในอยู่ในบริเวณโรงเรียนไปอาศัยอยู่ที่มัสยิดและโรงเรียนตาดีกา และตัดสินใจไม่อุทธรณ์เพื่อสู้คดี

 

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ประชาชนจากที่ต่างๆ เริ่มหลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมครอบครัวของนางยาวาฮี แวมะนอ และมีการตั้งศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยาที่มัสยิดบ้านท่าด่าน

 

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ชาวบ้านท่าด่านได้รวมตัวกันที่มัสยิดประมาณ 200 คน เพื่อคณะทำงานศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 คณะผู้นำองค์กรศาสนาประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้รวม 9 คนได้แถลงแนวทางการแก้ปัญหาการยึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยา นำโดยนายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด(กอจ.)ปัตตานี โดยจะตั้งคณะกรรมการพิเศษพิจารณาแนวทางการใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และตอบสนองเจตนารมณ์เดิมของเจ้าของที่ดิน แต่นายบันยาล ยืนยันว่าที่ดินทั้ง 14 ไร่ของโรงเรียนญีฮาดวิทยาตกเป็นของรัฐแล้ว จึงไม่เกี่ยวกับครอบครัวของตน และทางศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือฯก็จะจัดงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อสมทบทุนหาเงินซื้อที่ดิน 10 ไร่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่ในวันที่ 19 มีนาคม 2559 นี้

Posted in ARTICLE, POLITICS, RELEGION, SOCIAL

การวะกัฟในปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ปัญหาและทางออก

Posted on 0

ภายหลังจาก ศาลแพ่งพิพากษา ที่ดินจำนวน14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ด้วยที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นที่วะกัฟเพื่อสาธารณะประโยชน์ของชุมชน จึงมีการถกเถียงเป็นวงกว้างถึงหลักการในศาสนาอิสลาม ว่าด้วยเรื่องของที่ดินวะกัฟ

สำนักสื่อวาร์ตานีขอหยิกยกบทความ เรื่อง การวะกัฟในปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามปัญหาและทางออก ของ อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์  (อับดุลสุโก  ดินอะ) 

กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งได้เผยแพร่ใน http://www.oknation.net/blog/shukur

         

  ด้วย พระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์พระองค์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกคน

 

การวะกัฟเป็นภาษาอาหรับหมายถึงการบริจาคเพื่อสาธารณะกุศล ตามนิยามวิชาการหมายถึงการจำกัดกรอบตัวทรัพย์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและอุทิศผลประโยชน์ของมันให้โดยหวังผลบุญจากอัลลอฮผู้อภิบาลแห่งสากลโลก.

ท่านศาสนทูตมุฮัมมัดได้วัจนะความว่า

“เมื่อมนุษย์ได้เสียชีวิตการงานต่างๆ ของเขาก็จะตัดขาด(สิ้นสุดลง) ยกเว้นจากสามสิ่ง(ที่จะไม่ขาดคือจากการบริจาคทานที่คงถาวรความรู้ที่ให้ประโยชน์   และจากลูกที่ศอลิหฺ(ที่ดี)ที่คอยขอพรให้แก่เขา”[บันทึกโดยมุสลิมหมายเลข 1631]

 

สำหรับเงื่อนไขที่จะทำให้การวะกัฟถูกต้องเป็นผล

  1. สิ่งที่วะกัฟต้องเป็นทรัพย์สินที่เป็นวัตถุที่รู้แน่นอนสามรถใช้ประโยชน์ได้พร้อมกับคงรูปโดยไม่หมดสิ้นไป
  2. การวะกัฟต้องเป็นไปในหนทางที่ดีเช่น  มัสญิด  สะพานหรือเขื่อน  ญาติมิตรและคนยากจน
  3. การวะกัฟจะต้องเจาะจงฝ่ายที่จะรับอย่างชัดเจนแน่นอนเช่นให้แก่มัสญิดหลังนั้น  หรือเจาะจงตัวบุคคล  เช่น ให้แก่นายซัยดฺเป็นต้น  หรือเจาะจงประเภท  เช่นให้แก่คนยากจน.
  4. การวะกัฟต้องเป็นผลทันทีโดยไม่มีการกำหนดเวลาหรือผูกขาดไว้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด(เช่นหากคนนั้นมาฉันจะวะกัฟ..)ยกเว้นการแขวนไว้กับความตายของตัวผู้วะกัฟเอง(คือจะวะกัฟหลังจากที่ตัวเขาตายไปแล้ว)ถือว่าใช้ได้.
  5. ตัวผู้วะกัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำนิติกรรมได้ ( ผู้ที่วะกัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ )

 

การวะกัฟสามารถทำได้ด้วยวาจา  เช่น  การกล่าวว่า : ฉันวะกัฟให้  ฉันยกให้เป็นสาธารณะกุศล , ฉันมอบให้ทาน เป็นต้น และสามารถทำได้ด้วยการกระทำ  เช่น  การก่อสร้างมัสยิดและอนุญาตให้คนเข้าไปละหมาดได้  หรือการสร้างสุสานและอนุญาตให้นำศพไปฝังได้

 

จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้วะกัฟวางไว้ เช่นการรวม(ใครบ้าง)เข้าไป หรือ ให้(ใคร)ก่อนหลัง หรือเรียงลำดับ เป็นต้น ตราบใดที่เงื่อนไขนั้นไม่ขัดแย้งกับศาสนา และหากผู้วะกัฟไม่ได้วางเงื่อนใดๆถือว่าให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีหากไม่มันขัดกับหลักศาสนา ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วให้ถือว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน.

 

สิ่งที่วะกัฟมีเงื่อนไขว่าจะต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน อาทิเช่น ตึก สัตว์ สวน  อาวุธ  เครื่องใช้ เป็นต้น และสุนัตให้ทำการวะกัฟทรัพย์ที่ดีสุด หรืองามที่สุดในบรรดาทรัพย์ที่มีอยู่.

 

หากวะกัฟให้กับบรรดาลูกๆ แล้วหลังจากนั้นให้แก่คนยากจน  ถือว่าผลประโยชน์ของสิ่งนั้นเป็นของบรรดาลูกๆ ทั้งลูกชายและลูกผู้หญิง และลูกๆของพวกเขา(หลาน) รวมถึงแหลนๆและผู้สืบเชื่อสายรุ่นต่อๆไป โดยที่ลูกที่เป็นชายผู้จะได้รับส่วนแบ่งเป็นสองเท่าของลูกผู้หญิง และหากพวกเขาบางส่วนมีครอบครัวหรือมีความจำเป็นหรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ หรืออาจเจาะจงสำหรับผู้ที่มีความเครงครัดในศาสนาเป็นคนดีมีศิลธรรม การวะกัฟโดยเจาะจงคนเหล่านั้นก็ถือว่าใช้ได้.

 

หากผู้วะกัฟกล่าวว่า “สิ่งนี้วะกัฟให้แก่ลูกๆของฉันที่เป็นชาย หรือบรรดาลูกชายของคนๆนั้น ถือว่าได้เฉพาะลูกที่เป็นชายเท่านั้นไม่รวมลูกหญิง ยกเว้นหากผู้ที่ถูกวะกัฟให้เป็นเผ่า เช่นเผ่า(บะนี)ฮาชิม เป็นต้น ถือว่าผู้หญิงก็ครอบคลุมเข้าไปกับผู้ชายด้วย(เพราะคำว่าบะนีในที่นี้ไม่ได้แปลว่าลูกชายเท่านั้นแต่แปลว่าเผ่า)

 

บทบัญญัติเมื่อสิ่งที่วะกัฟมิอาจใช้ประโยชน์ได้

การวะกัฟเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดไม่อนุญาตให้มีการยกเลิก ขาย ยกให้ สืบทอดเป็นมรดก หรือนำไปจำนำจำนอง ดังนั้นหากผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องอาจเป็นเพราะสิ่งวะกัฟเกิดชำรุดเสียหายเป็นต้น ถือว่าวายิบที่จะต้องขายมันไป แล้วนำราคาของมันไปบริจาคในสิ่งที่เหมือนกัน เช่นหากมัสยิดหนึ่งเกิดใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ให้ขายแล้วนำเงินไปให้มัสยิดอื่นทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของการวะกัฟไว้ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวจะไม่เกิดผลเสีย หรืออันตรายแก่ใครๆ.

 

หุกการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสิ่งที่วะกัฟ

สุนัตให้มีการเปลี่ยนแปลงบูรณะรูปลักษณ์ของสิ่งวะกัฟเมื่อผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์ เช่นเปลี่ยนบ้านให้เป็นร้านค้า เปลี่ยนสวนให้เป็นบ้าน โดยค่าใช้จ่ายสิ่งวะกัฟให้เอามาจากผลประโยชน์ของมัน ยกเว้นหากมีการวางเงื่อนไขให้เอาจากแหล่งอื่น และอนุญาตให้ขัดกับเนื้อหาคำกล่าวของผู้วะกัฟเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า ดีกว่า หรือตรงตามความประสงค์ของอัลลอฮฺมากกว่า.

 

ผู้จัดการและบริหารการวะกัฟ

ถ้าหากผู้ที่วะกัฟไม่ได้ระบุผู้ที่จะดูแลสิ่งวะกัฟ ถือว่าการดูแลนั้นจะตกเป็นหน้าที่ของผู้ที่ถูกวะกัฟให้หากเป็นบุคคล แต่ถ้าหากวะกัฟให้กับองค์กร เช่นมัสญิด หรือเป็นบุคคลที่ไม่อาจจำกัดได้ เช่นคนยากจน ถือว่าการดูแลรักษาเป็นหน้าที่ของศาลหรือผู้มีอำนาจปกครอง.

 

สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในการวะกัฟ

การวะกัฟที่ประเสริฐที่สุดคือสิ่งผลประโยชน์ของมันครอบคลุมบรรดาคนมุสลิมในทุกยุคทุกสมัยและสถานที่  เช่น  การวะกัฟให้แก่มัสญิด  สถานศึกษา  นักศึกษา ผู้ที่ทำการญิหาดในหนทางของอัลลอฮฺ  เครือญาติ  คนยากจน  และผู้อ่อนแอในหมู่มุสลิมเป็นต้น.

การวะกัฟนั้นเป็นสิ่งถาวรที่อนุญาตให้มอบให้คนอื่นทำการทำนุบำรุงพัฒนานำไปบริหารโดยใช้ทุนทรัพย์ของคนๆ นั้นแล้วนำกำไรมาแบ่งกันระหว่างผู้รับวะกัฟกับผู้ที่เอาไปบริหาร

ปัญหาและข้อท้าทายวะกัฟในปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

จะเห็นได้ว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้การวะกัฟนั้นจะมีการจัดงานขอบริจาคมากในสถานที่ทั้งสองด้วยเหตุผลเพื่อพัฒนาการศึกษา  การขอรับบริจาคอาจซื้อที่ดิน  สร้างอาคาร หรืออื่นๆที่เข้าในเงื่อนไขการวะกัฟที่กล่าวมาแล้วแต่พบว่าหลายแห่งทรัพย์การวะกัฟมิได้ถูกจดทะเบียนเป็นของกลาง  แต่ใส่ชื่อบุคคลหลายกรณีเคยนำทรัพย์เหล่านี้กู้เงินในธนาคารและไม่สามารถถ่ายถอนได้หลายที่ก็สามารถผ่อนได้   หลายกรณีผู้ครอบครองนำใช้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนใช้เพื่อพัฒนาการบริหารโรงเรียนในขณะที่บางท่านนำใช้ส่วนตัว

ตามทัศนะผู้เขียนทรัพย์สินวะกัฟต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในขณะเดียวกันต้องระบุชัดเจนโดยเฉพาะที่ดินให้จดทะเบียนภายใต้มูลนิธิหรือทรัพย์สินอื่นๆที่เขาวะกัฟก็ให้ระบุขัดเจนกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในแง่กฎหมายไทย ส่วนกฎหมายพระเจ้านั้นท่านก็ต้องตอบต่อพระเจ้าเอาเอง

 

หมายเหตุอ้างอิงจาก

มุหัมมัด อิบรอฮีม อัต-ตุวัยญิรีย์.แปลโดยอิสมาน จารง.2552.การบริจาคเพื่อสาธารณะกุศล.https://islamhouse.com/th/articles/209278/

Hud, Kamal.______________________.al-Wakaf.

http://www.alashraf-leb.org/docs/Awkaf/wakuf_definition/Wakuf_Def.htm

Sulaiman Dorlah.2015.Waqf di Thailand. https://www.facebook.com/sulaiman.dorloh.5

Posted in ARTICLE, Human Rights, RELEGION, SOCIAL

ปอเนาะญีฮาดวิทยา ในมิติทางสังคม และลักษณะนิสัยของความเป็นมลายูมุสลิมปาตานี

Posted on 0

ทวีศักดิ์ ปิ  ผู้ปฏิบัติงานสำนักสื่อวาร์ตานี 

 

สถาบันปอเนาะคือ ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ของชุมชน ซึ่งปอเนาะ กับ สังคมมุสลิมนั้น เปรียบได้กับความเค็มของน้ำทะเล การที่น้ำทะเลไม่เน่าเสียเพราะมีความเค็มของน้ำทะเลได้ปกป้องรักษาไว้ เปรียบเสมือนกับปอเนาะที่ช่วยรักษาไม่ให้สังคมมุสลิมเน่าฟอนเฟะจากอบายมุขต่างๆ เป็นคำพูดของ ‘บาบอปอเนาะดาลอ’ อับดุลการีม นาคนาวา ประธานสภาอูลามาอฺฟาฏอนีย์ดารุสส  จะเห็นได้ว่า ปอเนาะคือแหล่งอารยธรรมสันติภาพที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้แห่งนี้ ที่มุสลิมในพื้นที่ได้รับความรู้ในเรื่องศาสนาเพราะอิทธิพลของปอเนาะในพื้นที่แห่งนี้

ฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า การสั่งปิดปอเนาะและการคุกคามปอเนาะจากรัฐในช่วง 12 ปีไฟใต้ สร้างแรงสะเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

การสั่งปิดปอเนาะของรัฐในช่วงปี 50 ต้นๆ ถึงสองแห่งในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นคำถามที่ชาวบ้านยังไม่กระจ่างถึงสาเหตุการสั่งปิดแต่อย่างไรก็แล้วแต่การสั่งปิด ห้ามทำการเรียนการสอนยังไม่สะเทือนความรู้สึกเท่าการสั่งยึดที่ดินปอเนาะญีฮาด

แม้เจ้าหน้าที่จะออกมาพูดหรือบอกว่า การสั่งยึดทรัพย์ปอเนาะญีฮาดในครั้งนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายเนื่องจากเป็นคำตัดสินของศาลตามกระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานของศาล แต่รัฐก็ต้องยอมรับและรับให้ได้ว่า การสั่งปิด/ยึดปอเนาะเป็นเรื่องอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนของตนด้วย และที่สำคัญการสั่งยึดที่ดินเป็นคำสั่งของศาลในทางนิติรัฐแต่ในความรู้สึกทางสังคมนั้นรัฐไม่สามารถที่จะห้ามความรู้สึกที่กระทบจิตใจของประชาชนได้ แม้มีหนทางในข้อเสนอของรัฐที่มีมาภายหลังจากข้อกฎหมายได้บังคับแล้วก็ตาม

สำหรับประเด็นที่อ่อนไหวและกระทบความรู้สึกต่อหัวใจประชาชน คือ การยึดที่ดินวากัฟ หนทางการแก้ปัญหาภายหลังของรัฐที่ได้ยื่นข้อเสนอผ่านแถลงการณ์ขององค์กรศาสนาว่า ทางราชการจะสานต่อเจตนารมค์ ด้วยการให้ใช้ที่ดินพื้นดังกล่าวนี้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาต่อไปตามเจตนารงค์ของผู้ก่อตั้งก็ตาม และองค์กรศาสนาก็ออกมาพูดว่า มีความตั้งใจที่จะให้ทุกคนเข้าใจ สบายใจ ทางเราก็สบายใจ เราไม่อยากให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาประเด็นยาวไป ต้องใช้ความสามารถของศาสนาในการอธิบายประเด็นเหล่านี้ให้ทุกคนเข้าใจ

แต่ก็มีข้อสังเกตของบรรดาประชาชนรอบนอกว่า กระบวนการทั้งหมดเกี่ยวข้องกับความมั่งคง แล้วความมั่งคงกับองค์กรศาสนาเกี่ยวข้องกันอย่างไร ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ได้ยืนยันว่า สิ่งที่เราแถลงออกไปนั้น ฝ่ายความมั่นคงมอบให้คณะกรรมการของเราเต็มที่ คณะกรรมการของเราจะออกลักษณะไหน ความมั่นคงก็ยินดีจะสนับสนุนแล้วเราก็นำเสนอให้ความมั่นคงรับทราบรับรู้ เพื่อปฏิบัติ เรื่องความถูกต้องเราต้องแยก เรื่องศาลเราต้องเข้าใจ ต้องเคารพศาล ศาลเองก็ต้องประกอบด้วยหลักฐานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมของเขาก็จบไป”

 

ในการแถลงการณ์ขององค์กรศาสนาได้ระบุว่า  การที่ศาลยึดที่ดินปอเนาะญีฮาดในครั้งนี้ กำลังถูกให้เป็นเครื่องมือที่บิดเบือนและชี้นำไปจากความจริงที่ศาลระบุ โดยมีองค์กรต่างๆที่ออกมาเคลื่อนไหวให้การช่วยเหลือ

สิ่งนี้เราก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่า การช่วยเหลือกับความจริงที่ศาลได้ระบุเป็นหลักฐานประกอบการยึดกับความเป็นมนุษยธรรมที่เข้าไปช่วยเหลือในความมิตร เป็นญาตินั้น เป็นประเด็นที่ต่างกัน และล่าสุด ก็มีประกาศจากศูนย์ช่วยเหลือและเครือข่ายจะมีการจัดงานกุศลเพื่อระดมช่วยเหลือ สิ่งนี้ได้ชี้ให้เห็นชัดว่า กลุ่มองค์กรได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อการช่วยเหลือให้กับครอบครัวที่กำลังประสบอยู่

สำหรับสิ่งที่เป็นประเด็นในเรื่องของความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมนั้น ก็ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีการพูดคุยสำหรับวันนี้และมีการถกประเด็นเหล่านี้มาแล้ว เกิน 10 ปีของห้วงระยะเวลาความรุนแรงในพื้นที่แห่งนี้มาแล้ว

สำหรับการตัดสินใจ ไม่ขอยื่นอุทธรณ์ ของครอบครัวแวมะนอ โดยผ่านการหารือจากชาวบ้านและศิษย์เก่าของปอเนาะ  และตัดสินใจเลือกที่จะย้ายออกไปอยู่ที่มัสยิดเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 59 ที่ผ่านมานั้น จากวันนั้นถึงวันนี้ มี ผู้คนไปเยี่ยมเยียนครอบครัวทุกวันอย่างไม่ขาดสายเพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือครอบครัว ปฏิสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นลักษณะนิสัยของชาวมลายูมุสลิมปาตานีที่ถือปฎิบัติมาแต่อดีต ดังพี่น้องในสายเลือดเดี่ยวกันที่มีความรู้สึกเจ็บร่วมกันเสมือนหนึ่งเป็นอวัยวะเดียวกัน เมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดเจ็บ ส่วนอื่นก้เจ็บไปด้วย  นั่นคือความเป็น ‘อิควะห์’ (มุสลิมเป็นพี่น้องกัน)

 

*หมายเหตุ : สำนักสื่อวาร์ตานี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งเนื้อหา ท่าที และความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกองบรรณาธิการ

Posted in ARTICLE, POLITICS, RELEGION, SOCIAL

บันทึกจากคนนอก : อักษรยาวียังคงโดดเด่นในปาตานี

Posted on 0

อับดุลเลาะ วันอะฮ์หมัด 
หมายเหตุเผยแพร่ครั้งแรก
เว็บไซต์ฟาตอนีออนไลน์ เมื่อ 19 ก.พ.2016

 

กว่าสองเดือนที่ฉันอาศัยอยู่ในประเทศที่ขนานนามว่าเมืองช้างเผือก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของไทย การมาเยือนในครั้งนี้ ฉันมาพร้อมกับเพื่อนๆ อีกสี่คนจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อมาทำหน้าที่ในฐานะผู้สอนตามโครงการ การศึกษาเพื่อสันติภาพ และอีกทั้งเป็นการกระตุ้นในการใช้ภาษามลายูของคนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มภาคประชาสังคมอาเจะห์ หรือ Aceh Civil Society Task Force (ACSTF) กับกลุ่มภาคประชาสังคมปาตานี นั่นก็คือกลุ่มบูหงารายากรุ๊ป (Bunga Raya Group) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวในประเด็นด้านการศึกษาและกลุ่มปัญญาชนปาตานีเป็นหลัก

การเรียนการสอนในรูปแบบการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ของไทย มิใช่เป็นเรื่องง่ายนัก ในที่นี้จะเห็นได้จากการที่สังคมส่วนใหญ่ที่นี่จะมีความมักคุ้นกับอักษรยาวีเป็นหลัก (ภาษามลายูที่เขียนด้วยอักษรอาหรับ) เมื่อเทียบกับอักษรไทย นับประสาอะไรกับอักษรโรมัน(ลาติน) ที่ถึงแม้นว่าทางสากลจะให้การยอมรับตัวเขียนอัลฟาเบตว่าเป็นมาตรฐานของตัวเขียนแล้วก็ตาม ทว่าสังคมที่นี่มักจะให้ความสำคัญกับตัวเขียนดังกล่าวนั้น ในฐานะตัวเลือกที่สองรองจากตัวเขียนยาวีและตัวเขียน ก.ไก่ (ภาษาไทย)

พยัญชนะของตัวเขียนยาวีนั้น เป็นการยืมจากพยัญชนะอาหรับแทบทั้งหมดและมีบางส่วนที่เอามาจากพยัญเปอร์เซีย ซึ่งพยัญชนะ(ตัวเขียนยาวี)นั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างอักษรอาหรับจำนวน 28 ตัว และอักษรเปอร์เซียจำนวน 5 ตัว ซึ่งพยัญชนะ “อลีฟ”(ا) ออกเสียงเป็น “อา”(أ)  ตัว “บาอฺ”(ب) ออกเสียงเป็น “บา” (با) เป็นต้น และเช่นเดียวกับตัว “ฆา”(ڬ)  คือเสียงที่มาจากอักษร “กอฟ” (ك) ที่มีจุดข้างบน ในขณะที่อักษร “ชา”(چ) ที่มีรูปแบบเหมือนตัว “จีม”(ج) ที่มีจุดสามจุดข้างล่าง และอื่นๆ

ตัวเขียนยาวีจะไม่มีการใช้วรรคยาวสั้น แต่จะใช้การเติมตัว “อลีฟ” “ยาอฺ” และ”วาว” เพื่อใช้เป็นสระ อา อี อู บางครั้งคนที่นี่มิค่อยใส่สระ ทำให้เกิดความสับสนในการทำความเข้าใจเช่นกัน

การใช้ตัวเขียนยาวีในภาคใต้ของไทยสามารถช่วยเหลือข้าพเจ้าที่ไม่รู้ ก.ไก่ ได้เยอะพอสมควร และการใช้ตัวเขียนยาวีมิใช่แค่เพียงในสถาบันปอเนาะและหนังสือเรียนเท่านั้น แต่ในสาธารณพบว่ายังมีการใช้ตัวเขียนยาวีเช่นเดียวกัน อย่างเช่น ป้ายบอกทาง ป้ายประชาสัมพันธ์ ห้องสุขา และแม้กระทั้งที่ห้างสรรสินค้าเอง ที่พบว่ามีการใช้ตัวเขียนยาวีอยู่เช่นกัน จากการสังเกตของข้าพเจ้า แม้แต่ในการใช้ชื่อเฟสบุ๊คพวกเขายังใช้ตัวเขียนยาวีเช่นกัน

อักษรโรมันในพื้นที่แห่งนี้จะไม่ได้รับความนิยมมากนัก ไม่ว่าจะเป็นปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางพื้นที่ทางภาคใต้ของไทย ซึ่งมีความลำบากพอสมควรสำหรับการเรียนการสอนของฉัน ซึ่งก่อนที่จะทำการสอนภาษามลายู มักจะต้องสอนพวกเขาให้เขียนและรู้จักพยัญชนะโรมันก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งที่นี่ได้เพิ่มภาระให้กับตัวฉันเองเป็นอย่างมาก และพวกเขาทำให้ฉันต้องปวดหัวยิ่งนัก ลองจินตนาการดูว่า ฉันกำลังสอนเด็กๆ ที่มีอายุประมาณ 10-19 ปี ทว่าพวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถที่จะอ่านตัวเขียนโรมันได้ และไม่ค่อยนักที่พวกเขาจะร้องขอให้ฉันเขียนชื่อพวกเขาในภาษาโรมัน(รูมี) ซึ่งคำนวณดูแล้ว สัดส่วนที่ไม่สามารถอ่านภาษาโรมันได้ไม่น้อยกว่า 50% ของประชากรที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของไทย ที่ไม่สามารถอ่านภาษาโรมันได้ ซึ่งหากไม่สามารถที่จะอ่านตัวเขียนรูมีแล้ว คงเข้าข่ายเหมือนการไม่รู้หนังสือโดยปริยาย ซึ่งสังคมในภาคใต้ของไทยส่วนใหญ่ก็คงเป็นเช่นนั้น

ว่าด้วยตัวเขียนยาวี เมื่อศตวรรษที่ 15 และ 16 แห่งคริสต์ศักราช วรรณกรรมมลายูมีการแพร่หลายอย่างกว้างขวาง ความยิ่งใหญ่และความมีสง่าในช่วงอดีตที่ผ่านมา ถึงกระนั้นสังคมทางภาคใต้ของไทย ยังคงมีความมุ่งมั่นปรารถนาที่จะอนุรักษ์เรื่องดังกล่าว ถ้าหากย้อนดูประวัติศาสตร์ของตัวเขียนยาวีแล้ว จะพบว่าเริ่มแรกนั้นมีการแพร่หลายมาจากคาบสมุทรปาไซ ซึ่งเป็นการเผยแพร่อย่างคู่ขนานพร้อมกับการแผ่อิทธิพลของศาสนาอิสลามในเอเชียอาคเนย์แห่งนี้ ซึ่งได้กลายเป็นภาษากลางโดยปริยาย ในฐานะภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างกันในภูมิภาคแห่งนี้

ตัวเขียนยาวีนั้นมีคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ยิ่งนักและได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปะ พร้อมๆ กับการเป็นอัติลักษณ์สำหรับคนมุสลิม ทว่า ณ วันนี้ สำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ของอาเจะห์เอง กลับพบว่าพวกเขาไม่ค่อยให้ความสนใจในการศึกษาตัวเขียนยาวีอีกแล้ว ทั้งๆ ที่อาเจะห์เองเป็นเมื่องแห่งชารีอัต อย่างน้อยก็ต้องมีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะอนุรักษ์ไว้ซึ่งอัติลักษณ์ของตัวเขียนยาวี ซึ่งสิ่งที่น่ากังวล ณ ตอนนี้คือ อย่าว่าแต่จะเขียนยาวีอ่านก็ยังไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้มากมายถึงตำรางานเขียนของอูลามาอฺอาเจะห์ทั้งหลายล้วนเขียนตำราด้วยตัวเขียนยาวี

ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ มีเพียงสามเมืองเท่านั้นที่ได้ขนานนามว่าดารุสสาลาม นั่นก็คือ อาเจะห์ดารุสสาลาม ปาตานีดารุสสาลาม และบรูไนดารุสสาลาม ซึ่งปาตานีและบรูไนยังคงมีการกระตุ้นส่งเสริมเพื่อให้ใช้ตัวเขียนยาวีกันอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าอาเจะห์เองอาจสามารถรักษาไว้ซึ่งมรดกแห่งบรรพชนนี้ได้ ในการอนุรักษ์ตัวเขียนยาวีให้คงอยู่สืบไป

 

แปลจาก http://www.kanalaceh.com/2016/02/05/citizen-reporter-arab-jawi-mengakar-di-thailand-selatan/

 

นางสาวเมาลีเดีย อาดินดา (หนึ่งในคณะผู้แทนจากกลุ่มภาคประชาสังคมอาเจะห์ACSTF ภายใต้โครงการการศึกษาเพื่อสันติภาพ และภาษามลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)

 

Posted in ARTICLE, Culture, SOCIAL | Tagged , , , ,

”ทำไม่ไม่มาคุยกับชาวบ้าน” นักเคลื่อนไหวถาม สุรินทร์ ปาลาเร่ ในวันหารือ ประธานคณะกรรมการอิสลาม 5 จังหวัดชายแดนใต้

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

22 ก.พ.59 ที่ผ่านมา เวลา 11.00 น .คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ ม.4 บ้านคลองประดู่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อติดตามดูพื้นที่มัสยิดและกุโบร์ (สุสานสาธารณะประโยชน์) ที่กำลังเป็นประเด็นของการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของชาวเทพาอยู่ในขณะนี้ จากนั้น ในเวลา 14.00 เครือข่ายในพื้นที่รายงานว่า ที่มัสยิดกลางจังหวัดสงขลา พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยประธานและรองประธานประจำคณะกรรมการอิสลามประจำ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งนายพล คงเสือ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 3 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ร่วมประชุม และแถลงชี้แจงกรณีข้อวิตกกังวลของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ หมู่ที่ 4 บ้านคลองประดู่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายกุโบว์ หรือสุสาน รวมทั้งมัสยิด ซึ่งติดอยู่ในแนวเขตพื้นที่สำรวจโครงการพัฒนาโรงฟ้าถ่านหินเทพา และมีบุคคลบางกลุ่มนำไปขยายความจนเกิดเป็นประเด็นความขัดแย้งใหญ่โตอยู่ในขณะนี้
พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ตั้งคณะกรรมการทำงานเข้าร่วมติดตาม และตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ร่วมกับ กฟผ. ซึ่งจากการหารือร่วมกันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า จะไม่มีการรื้อถอนกุโบร์ หรือมัสยิดที่ตั้งอยู่ในแนวเขตพื้นที่สำรวจโครงการพัฒนาโรงฟ้าถ่านหินเทพาอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดกับหลักการของศาสนาอิสลาม และการก่อสร้าง หรือดำเนินโครงการใดๆ ก็ต้องให้สามารถอยู่ร่วมกับคนในพื้นที่ได้ด้วย ซึ่งความขัดแย้งรวมทั้งกระแสการการต่อต้านที่เกิดขึ้นนั้น มาจากบุคคลบางกลุ่มที่เอาประเด็นที่ละเอียดอ่อนดังกล่าวไปขยายความ และนำชื่อบุคคลระดับสูงในแวดวงศาสนามาทำการแอบอ้างให้ดูน่าเชื่อถือ เพื่อปลุกระดมคนเท่านั้น
ด้านนายพล คงเสือ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 3 กฟผ. กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่โครงการเกือบ 3 พันไร่ มีกุโบร์และมัสยิดอยู่ในแนวเขตประมาณ 3 แห่ง ซึ่งทาง กฟผ. ไม่ได้มีแนวคิดที่จะรื้อถอนแต่อย่างใด และการก่อสร้างโครงการก็ไม่ได้ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วเป็นตัวโรงไฟฟ้าทั้งหมด เพราะโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องอยู่ร่วมกับคนในชุมชนได้ และทาง กฟผ. ยังยินดีที่จะร่วมอนุรักษ์ศาสนสถานที่สำคัญ และมีคุณค่าทางจิตใจเหล่านี้เอาไว้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ทาง กฟผ. เคยทำหนังสือผู้นำศาสนาทุกแห่งในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 58 ที่ผ่านมา

 

ด้านนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ ได้ให้ความเห็นต่อกรณีการลงพื้นที่ของคณะกรรมการอิสลามประเทศไทยว่า าการลงพื้นที่ของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่ได้มีการแจ้งกำหนดการให้ชาวบ้านทราบเพื่อไปร่วมรับฟังรายละเอียดการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกไม่พอใจ เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการฯ แต่ กฟผ.และคณะกรรมการอิสลามฯ กลับไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงพื้นที่ของคณะกรรมการกลางอิสลามในครั้งนี้ ชาวบ้านจึงมีคำถามว่า ทำไมคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสงขลาไม่มาคุยกับชาวบ้านที่คัดค้านด้วย ทำไมคุยกับฝ่าย กฟผ.ฝ่ายเดียว แบบนี้ปัญหาจะแก้ไขได้อย่างไร
นายดิเรกกล่าวอีกว่า กฟผ.เดินทางมา ที่ปอเนาะตะเยาะซู เพื่อพบปะคณะกรรมกลางอิสลาม กฟผ.เป็นเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งจะสร้างผลกระทบให้ชุมชนโดยตรง แต่กลุ่มคนที่จะจะได้รับผลกระทบโดยตรงถูกกีดกันออกจากวงพูดคุย ทำไมคณะกรรมการอิสลามฯและกฟผ.ถึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าปอเนาะตะเยาะซูเป็นมูลนิธิ ซึ่งมีความหมายว่าไม่ใช่สถานที่ส่วนบุคคลแต่มูลนิธิได้มาจากการร่วมแรงร่วมใจบริจาคของคนจำนวนมากดังนั้นทุกคนคือเจ้าของและมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบความไม่ชอบธรรมที่จะเกิดขึ้น วิธีแอบคุยกันเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

และผู้สื่อข่าวมีรายงานในเพจ SN news ว่าระหว่างที่ เจ้าหน้าที่ กฟผ.กำลังพูดคุยกับคณะกรรมกลางอิสลามภายในโรงเรียนมูลนิธิอิตีซอมวิทยา (ปอเนาะตะเยาะห์ซู) อยู่นั้น เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสันติภาพเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เคลื่อนขบวนมาบริเวณหน้าโรงเรียนมูลนิธิอิตีซอมวิทยาโดย ใช้รถกระบะติดแผ่นป้ายไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมแผ่นป้ายและธงสีเขียว สัญลักษณ์ในการคัดค้านโครงการฯมาเพื่อยืนยันแสดงพลัง พร้อมกล่าวโจมตี กฟผ.รวมถึงผู้สนับสนุนโครงการ ฯ

และสำหรับ คุณสิริกร พุ่มแก้ว จากประชาคมคนหาดใหญ่ไม่เอาถ่านหิน ปราศรัยอย่างมีพลัง บอกชัดว่า ปตท. บ้านปู มิตรผล เป็นกลุ่มทุนหลักที่ลงทุนในอุตสาหกรรมถ่านหิน ลงทุนไปแล้วขายไม่ออก จึงต้องมาผลักดันให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้ในประเทศไทย แท้จริงไม่ได้สร้างเพื่อคนไทย แท้จริงสร้างเพื่อนายทุน ที่เทพาเขาใช้ถ่านหินมาเผานาทีละ 1 คันรถบรรทุกสิบล้อ วันละ 1,440 คัน จะไม่หายนะได้อย่างไร มลพิษจะปกคลุมทั่วสงขลาและปัตตานี รัฐบาลก็ดูเหมือนจะหลงฟังแต่นายทุน เราใช้น้ำมันแพง ก๊าซแพง ทั้งยังสานต่อทุกโครงการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะสร้าง 9 โรงไฟฟ่าถ่านหิน สร้าง 2 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นี่คือการข่มเหงประชาชนของรัฐบาลไทย นายกไทยไปพูดที่ปารีสว่าไทยจะใช้พลังงานสีเขียว แต่พอกลับมาก็สั่งเดินหน้าถ่านหิน รัฐบาลนี้ไม่มีความจริงจัง ทั่วโลกเลิกใช้ถ่านหินแล้ว คนไทยต้องหยุดถ่านหินให้ได้

 

ขอบคุณภาพจาก : เครือข่ายในพื้นที่

Posted in Human Rights, NEWS, SOCIAL | Tagged , ,

เสวนาปอเนาะ : อวสานญีฮาดวิทยาในทางนิติรัฐ แต่ยังไม่อวสานญีฮาดวิทยาในใจประชาชน

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) และองค์กรเครือข่าย จัดเสวนาหัวข้อ ปอเนาะ :แหล่งอารยธรรมสันติภาพ (อวสานโรงเรียนญีฮาดวิทยา ) ณ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีโรงเรียนญีฮาดวิทยาหรือปอเนาะญีฮาด  หลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งริบที่ดิน 14 ไร่ให้เป็นตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่ารัฐไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ โดยที่รัฐใช้อำนาจนิติรัฐมาตัดสินคดีโดยปาราศจากหลักนิติธรรม จึงนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐชัดขึ้น ซึ่งหลังจากที่ครอบครัวแวมะนอได้ตัดสินใจย้ายออกจากปอเนาะเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมานั้น และได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญีฮาด แสดงให้เห็นถึงพลังบริสุทธิ์ของประชาชนโดยแท้จริง และภายภาคหน้าหากประชาชนปาตานีลุกฮือขยายพื้นที่การจัดการตนเองมากขึ้น เวลานั้นรัฐจะเข้าสู่ภาวะล้มเหลวถึงที่สุดและเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดนักสู้มากขึ้น ทั้งนี้การตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ นางชลิดา มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเชื่อว่าขณะนี้ประชาชนปอเนาะญีฮาดกำลังต่อสู้โดยใช้หลักสันติวิธี ไม่ใช่เป็นการยอมแพ้ต่อกระบวนการยุติธรรมของรัฐแต่อย่างใด

ขณะที่ นายวิทยา บูรณศิล ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กล่าวถึงการดำเนินคดีโดยศาลแพ่งโดยมิชอบ ทั้งๆ ที่ควรที่จะเป็นศาลอาญา เพราะศาลอาญาจะต้องพิสูจน์พยานก่อนเสมอ ทั้งนี้จากพยานบุคคลและพยานหลักฐานจากศาลไม่มีความชัดเจนและไม่สามารถพิสูจน์ได้ และบ่อยครั้งที่ขึ้นศาลทางศูนย์ทนายฯ จะต้องรับมือจากเล่ห์เหลี่ยมของศาลอยู่บ่อยครั้ง ส่วนการยึดที่ดิน 14 ไร่ และที่ดินตกเป็นของแผ่นดินเรียบร้อยแล้วนั้น ทนายวิทยามองว่า คดีนี้ไม่มีความยืดหยุ่น ส่วนแนวโน้มว่าจะตกเป็นของประชาชนอีกครั้งหรือไม่นั้น เป็นไปได้ยากและชาวบ้านก็ไม่มีท่าทีว่าอยากจะได้ที่ดินคืนหากต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของอำนาจรัฐ นอกจากประชาชนในพื้นที่จะฟ้อง ปปง. ข้อหาฉ้อโกงที่ดินประชาชนหรือตั้งศาลปาตานีขึ้นมาเอง

ด้าน นายศราวุธ ศรีวรรณยศ ที่ปรึกษาสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการยึดที่ดินวากัฟของศาล เป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมด้วยหลักการศาสนาอิสลาม และเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างยิ่งของรัฐในการตัดสินคดีดังกล่าว ส่วนประชาชนที่เป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะต้องออกมาแสดงจุดยืนและรักษาเกียรติของมุสลิมให้ที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้อีกครั้ง ทั้งนี้ที่ดินวากัฟจะยังคงอยู่จนถึงวันสิ้นโลก

ขณะที่ นายอาลิฟ มาแฮ เครือข่ายพลเมืองปาตานีนอกมาตุภูมิ (PATANI viewers) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (ปาตานี) ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปาตานีนั้นเป็นปัญหาทางการเมือง จึงไม่ควรนำนโยบายทางทหารมาแก้ไขปัญหา และหากจะแก้ปัญหาก็ไม่ควรนำสถาบันปอเนาะมาเป็นเครื่องมือ เพราะสถาบันปอเนาะเกิดขึ้นจากการผลักดันของชุมชน จึงไม่ต้องแปลกใจหากทุกวันนี้ชาวบ้านในละแวกปอเนาะญีฮาดจะออกมาปกป้องและรักษาเจตนารมณ์ของปอเนาะให้คงอยู่โดยการสร้างปอเนาะขึ้นมาใหม่ และสิ่งที่รัฐจะต้องกระทำหลังจากนี้คือการชำระประวัติศาสตร์เหตุการณ์ในครั้งนี้ให้เกิดความยุติธรรมกับประชาชน จากนั้นนายอาลิฟกล่าวต่ออีกว่า การที่รัฐพยายามกดทับระบบการศึกษาปอเนาะให้เหมือนกับระบบการศึกษาของส่วนกลางนั้น มันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับบริบทในพื้นที่อย่างสิ้นเชิง เพราะระบบการศึกษาปอเนาะแตกต่างจากระบบการศึกษาจากส่วนกลางมาช้านานแล้ว ซึ่งสถาบันปอเนาะเกิดขึ้นก่อนโรงเรียนของรัฐด้วยซ้ำ และที่เป็นปัญหาทุกวันนี้คือ “รัฐไทยไม่ยอมเปิดใจรับความแตกต่างเท่านั้นเอง “

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS, RELEGION, SOCIAL | Tagged , , , ,

ครอบครัวแวมะนอ เลือกทางใหม่ ไม่ขออุทธรณ์ คดีปอเนาะญีฮาด

Posted on 0

14 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา ครอบครัวแวมะนอ ปอเนาะญีฮาดวิทยา ได้เก็บข้าวของทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้านของครอบครัว ย้ายออกไปเก็บและพักอาศัยชั่วคราว ที่โรงเรียนตาดีกากือแด บริเวณมัสยิดมัสยิดกือแด(ท่าด่าน) ) ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ. ปัตตานี   ในการย้ายบ้านวันนี้ มีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงและศิษย์เก่าของปอเนาะได้ไปช่วยยกข้าวของ ในวันนี้อีกด้วย

นาย บันยาล แวมะนอ ในฐานะลูกชายของนายดุลเลาะ  แวมะนอ กล่าวว่า ผมเคารพในการตัดสินของศาล แต่สาเหตุที่ครอบครัวไม่ ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเหนื่อยกับกระบวนการยุติธรรมที่ต่อสู้มานานแล้ว และได้ปรึกษาครอบครัว กลุ่มศิษย์เก่า และชาวบ้านในพื้นที่ ทุกคนตัดสินใจตรงกันว่าให้ครอบครัวย้ายออกจากปอเนาะ ทางศิษย์เก่าและชาวบ้านจะหาที่ดินใหม่ให้ครอบครัวได้อาศัยและสร้างโรงเรียนใหม่ตามเจตนารมณ์ของบาบอ

นาย บัลยาน  ยังได้กล่าวอีกว่า “สำหรับเรื่องนี้ น่าจะจบได้แล้ว  ไม่ขออุทธรณ์ให้ยืดเยื้อไปอีก โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบสิ้น

เพราะ ที่ผ่านมารู้สึกเครียดกับการถูกกดดันจากหลายฝ่ายให้ยื่นอุทธรณ์ ทั้งๆ ที่อยากให้จบๆ รัฐจะเข้ามาทำอะไรในที่ดินก็เป็นเรื่องของรัฐ ตอนนี้เราได้ย้ายข้าวของและครอบครัวไปอาศัยมัสยิดท่าด่านในชุมชนอยู่ไปก่อนแล้วและต่อไปรอหารือกับชาวบ้านและศิษย์เก่าว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหนต่อไป”

นายบัลยาน ยังได้กล่าวอีกว่า ส่วนที่ศาลเชื่อว่า พ่อเป็นคนผิดก็ให้เกี่ยวข้องกับพ่อ  ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าพ่อผมไปทำอะไรบ้าง แต่ที่ทำรัฐทำกับครอบครัวในวันนี้ เหมือนกำลังเล่นฟุตบอล ที่โยนไปโยนมา การย้ายบ้านของเราในวันนี้ เหมือนกับว่า เราได้จ่ายหนี้รัฐแล้ว เมื่อไม่มีหนี้แล้ว ก็ควรหยุด ต่อไปนี้ คงไม่มีแล้ว การที่ส่งคนโน้น คนนี้ มาอีก เรา อยากจะใช้ชีวิตปกติแบบชาวบ้านทั่วไป” นายบัลยาน กล่าว

 

สำหรับ ยาวาฮี แวมะนอ ภรรยาของนายดุลเลาะ แวมะนอ ได้กล่าวว่า  “วันนี้ถ้าถามความรู้สึก มามา คงตอบไปว่า ความรู้สึก หมดไปแล้ว ฉะนั้น วันนี้ มามา มาคิดในทางที่ดี อัลลอฮ์  ได้กำหนดไว้แล้ว ให้ เราได้ฮิจเราะฮ์  อพยพเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ไม่รู้สึกเสียดายกับมูลค่าทรัพย์สิน ที่เราได้ย้ายมา สักนิดเดียว เราเชื่อว่า การฮิจเราะห์ ของเราในวันนี้ จะพบกับสิ่งที่ดีกว่านี้ คือการอยู่อย่างสบายใจ”  ภรรยา นายดุลเลาะ กล่าวทิ้งท้าย

ในส่วนของ นายมูฮัมหมัดนาวาวี หะยีอับดุลกอเดร์  อีหม่ามประจำมัสยิดกือแด(ท่าด่าน)  กล่าวว่า  “สำหรับชาวบ้านพร้อมให้ทางเลือกกับครอบครัว ตามความสะดวก จะอยู่ที่มัสยิดพัก ที่อาคารตาดีกา ไปก่อน หรือจะไปพักที่บ้านชาวบ้าน ชาวบ้านก็ยินดี

สำหรับ มาตรการช่วยเหลือนั้น จะมีการหารือกับชาวบ้านว่าจะดำเนินการสมทบทุนเพื่อสร้างที่อยู่ใหม่ในรูปแบบไหน อย่างไรต่อไป” อีหม่านมัสยิด กือแด กล่าว

Posted in ARTICLE, Culture, Education, Human Rights, POLITICS, RELEGION, SOCIAL