Wartani
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี+สำนักสื่อ wartani
برسام كيت مغجادي سقسي دمي كآمنن دفطاني+لمباكا ميدياوارتاني
Let us be the witnesses for peace in PATANI+Wartani Media Agency
Bersama kita menjadi saksi demi keamanan di PATANI+Lembaga media Wartani

Dsj,รายงาน . เปิดใจ’บันยาล แวมะนอ’ : “ญีฮาดฯ ไม่กลับไปที่เดิมอีกแล้ว”

Posted on 0

อิมรอน ซาเหาะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ Dsj รายงานข่าว  เปิดใจบันยาล แวมะนอ เหตุผลที่ต้องทิ้งปอเนาะญีฮาดวิทยาเดิม เพราะถูกสร้างให้มีมลทินไปแล้ว แต่ไม่ทิ้งเจตนาเดิมของผู้ก่อตั้งและชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมใจจัดงานเลี้ยงหาทุนสร้างสถานศึกษาในที่ใหม่ที่มากกว่าความเป็นปอเนาะ โต๊ะอิหม่ามย้ำปอเนาะญีฮาดเป็นวาระของทุกคนและมติของชาวบ้านท่าด่านที่ต้องการให้ย้ายออกมาสร้างที่อยู่ใหม่

การตัดสินใจทิ้งโรงเรียนญีฮาดวิทยาของครอบครัวแวมะนอแล้วไปพักอาศัยชั่วคราวที่มัสยิดและโรงเรียนตาดีกาบ้านท่าด่าน ม.3 ต.ตะโล๊ะกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี รวม 14 ชีวิต หลังจากศาลแพ่งพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยาหรือปอเนาะบ้านท่าด่านเนื้อที่ 14 ไร่เศษตกเป็นของรัฐในความผิดฐานก่อการร้ายตามกฎหมายฟอกเงินส่ง ผลสะเทือนไม่น้อยต่อสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี

และในที่สุดทางศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา จะจัดงานเลี้ยงข้าวยำน้ำชาเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญีฮาดวิทยาและพัฒนาชุมชนท่าด่านให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ที่จะถึงนี้ เป้าหมายเพื่อซื้อที่ดิน 10 ไร่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่

ทำไมครอบครัวแวมะนอตัดสินใจเช่นนั้น ทั้งที่รัฐอนุญาตให้อยู่ต่อและจะให้เปิดเป็นสถานศึกษาได้ตามเจตนารมณ์เดิมของผู้ก่อตั้งผู้บริจาค นายบันยาล แวมะนอ ลูกชายนายดุลเลาะ แวมะนอ ที่เป็นอดีตครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีซึ่งเกิดมาตั้งแต่ปี 2548 เปิดใจอธิบายเรื่องนี้

 

สร้างที่ใหม่เพื่อสานต่อเจตนารมณ์เดิม

นายบันยาล แวมะนอ บอกว่า เหตุผลที่พยายามจะระดมทุนเพื่อสร้างโรงเรียนขึ้นมาอีกครั้งก็เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของบาบอเฮงผู้ก่อตั้งปอเนาะญิฮาด และเพื่อให้คนในหมู่บ้านมีที่ศึกษาหาความรู้โดยเฉพาะด้านศาสนา เพราะ 11 ปีที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่าการไม่มีโรงเรียนสอนศาสนาคอยฝึกอบรมเด็กและเยาวชน ส่งผลเสียต่อสังคมที่นี่อย่างที่หลายคนก็ทราบดี เช่น ติดยาเสพติด และปัญหาอื่นๆ เป็นต้น

“นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ชาวบ้านอยากให้มีโรงเรียนสอนศาสนาในหมู่บ้านอีกครั้ง จึงได้ช่วยๆ กันเตรียมจัดงานระดมทุนที่ใกล้จะถึงในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เพื่อที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ในหมู่บ้านนี้อีกครั้ง”

 

ไม่กลับไปที่เดิมอีกแล้ว เพราะถูกทำให้มีมลทิน

นายบันยาล กล่าวว่า หากถามว่าทำไมถึงไม่กลับไปเปิดสถานศึกษาในที่เดิม ก็เพราะรัฐเองก็แถลงแล้วว่าที่เดิมเป็นที่ดินวากัฟ (สาธารณะประโยชน์) และจะทำให้เป็นที่วากัฟตามเจตนารมณ์เดิมของบาบอเฮง แต่เราจะไม่กลับไปแล้ว เพราะภาพของสถานที่ตรงนั้นรัฐได้สร้างให้สังคมภายนอกเห็นเป็นสถานที่ที่สกปรกหรือมีมลทินไปแล้ว

หากเรากลับไปเปิดโรงเรียนอีกครั้งในภาวะที่มีมลทินอยู่นั้น คนนอกก็จะมีอคติต่อสถานศึกษาแห่งนั้นได้ และจะเกิดปัญหาตามมาคือไม่มีใครอยากจะมาสอนและไม่มีคนที่จะมาเรียน แล้วจะกลับไปเปิดที่เดิมเพื่ออะไร?

“ที่ผ่านมา 11 ปีที่เราอาศัยอยู่ตรงนั้นก็ไม่มีใครกล้าไปเยี่ยมเลย แม้แต่ชาวบ้านหรือญาติพี่น้องเองก็ไม่กล้าเข้าไปถามข่าวคราวของเรา หากเรากลับไปที่เดิมอีกแล้วใครจะกล้าไป?”

แต่หากรัฐจะเปิดเป็นสถานศึกษาในที่นั้นอีกครั้งเอง ผมก็ไม่มีปัญหาไม่ได้ใดๆ แล้วแต่รัฐบาลจะเห็นควร จะเอาใครมาสอนก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงแค่ว่าอย่านำครอบครัวของเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยก็พอ”

 

ปอเนาะญีฮาดเป็นเจตนาร่วมของคนในหมู่บ้าน

นายบันยาล กล่าวว่า ในความเป็นจริง กรณีปอเนาะญิฮาดนั้นที่ดินเท่านั้นที่เป็นของครอบครัวเรา ส่วนเจตนารมณ์ในการสร้างปอเนาะนั้น จุดเริ่มต้นไม่ใช่เจตนารมณ์ของบาบอเฮงคนเดียว แต่เป็นเจตนารมณ์ของชาวบ้านในพื้นที่ที่คิดว่าจำเป็นต้องมีสถานศึกษาศาสนา เพื่ออบรมเยาวชนให้มีความรู้พื้นฐานทางด้านศาสนา เพราะหากไม่มีความรู้ศาสนาหรือไม่มีศูนย์เรียนรู้ศาสนาในพื้นที่ ทุกคนก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าจะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง

การสร้างปอเนาะญีฮาดจึงเป็นเจตนารมณ์ร่วมของคนในหมู่บ้าน จึงเป็นที่มาว่าจะต้องสร้างสถานศึกษาในชุมชนขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นงานจัดเลี้ยงระดมทุนที่จะถึงนี้จึงกลายเป็นวาระของทุกคนในหมู่บ้านนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวเราเท่านั้น

คาดว่างานเลี้ยงเพื่อระดมเงินที่กำลังจะถึงนี้น่าจะมีคนมาร่วมงานจำนวนมาก เพราะพี่น้องช่วยกันเชิญคนมาร่วมงานเยอะมาก โดยปกติแล้วงานต่างๆ เจ้าของงานจะเป็นคนเชิญเอง แต่งานนี้เรายังไม่ทันได้ออกไปเชิญก็มีพี่น้องอาสามาช่วยเราเชิญคน เพราะพวกเขาเองก็คงไม่อยากเห็นภาพของครอบครัวเราที่จะต้องอาศัยอยู่ที่มัสยิดและโรงเรียนดาตีกานานไปกว่านี้

 

ที่ใหม่ไม่สอนแบบปอเนาะอย่างเดียว

นายบันยาล กล่าวว่า ตอนนี้แผนการเปิดสถานศึกษาแห่งใหม่ยังอยู่ในช่วงประชุมเตรียมการ และหลังจากงานระดมทุนก็จะมาคุยกันว่าจะเชิญใครมาสอนบ้าง ตนเป็นแค่เพียงผู้คอยคิดมัต(ให้บริการ)เท่านั้น และทำหน้าที่ตามที่คนในหมู่บ้านมอบหมาย

สถานศึกษาที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน จะรายละเอียดมากกว่าปอเนาะแบบดั่งเดิม เช่น อาจจะมีการเรียนการสอนคัมภีร์อัลกุรอานหลักสูตรกีรออาตีสำหรับเด็กและสำหรับคนสูงอายุ มีชมรมเยาวชนคนรุ่นใหม่ มีชมรมปันจะสีลัต หรืออื่นๆ เป็นต้น แล้วแต่เจตจำนงของประชาชนในพื้นที่

 

มีวิชาหลากหลาย ทั้งสันติภาพและกฎหมาย

นายบันยาล กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าศูนย์การเรียนรู้นี้จะรองรอบคนทุกวัย อาจเรียกได้ว่าเป็นวิทยปัญญาที่ได้จากวิกฤตในครั้งนี้ก็เป็นได้ เพราะในอดีตปอเนาะเป็นสถานศึกษาศาสนาแก่เด็กหรือเยาวชนอย่างเดียวเท่านั้น

เป็นไปได้ว่าศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมานี้ การเรียนการสอนจะเข้มข้นและหลากหลายกว่าเดิม โดยเฉพาะความรู้ที่จำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ความรู้เรื่องสันติภาพ ความรู้เรื่องกฎหมายหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ทั้งหมดในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับที่การประชุมภายหลังจากงานระดมทุนว่าจะเป็นอย่างไร

 

โต๊ะอิหม่ามย้ำปอเนาะญิฮาดเป็นวาระของทุกคน

นายมูฮัมหมัดนาวาวี หะยีอับดุลกอเดร์ โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดกือแด(บ้านท่าด่าน) กล่าวว่า กรณีของครอบครัวแวมะนอกลายเป็นเรื่องของทุกคนในหมู่บ้าน เพราะเกี่ยวข้องกับปอเนาะที่เป็นที่วากัฟของทุกคนในหมู่บ้านนี้ ไม่ใช่สมบัติของเจ้าของปอเนาะ ยกเว้นที่ดินเท่านั้นที่ครอบครัวแวมะนอเป็นเจ้าของ ส่วนมัสยิด ปอเนาะแต่ละหลัง(หอพักนักเรียก) แม้ตัวอาคารโรงเรียนเองก็เป็นหยาดเหงื่อของคนในหมู่บ้านทั้งสิ้น จึงกลายเป็นเรื่องของทุกคนและทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ

เหตุผลที่จะสร้างสถานศึกษาขึ้นมาใหม่ก็เพื่อจะสานต่อเจตนารมณ์ของบาบอเฮงและชาวบ้านในอดีตที่ต้องการให้มีสถานที่เรียนศาสนาในหมู่บ้าน เพื่อคอยให้ความรู้ศาสนาแก่เยาวชนในพื้นที่

 

มติของชาวบ้านท่าด่านที่ต้องการให้ย้ายออก

นายมูฮัมหมัดนาวาวี บอกว่า ครอบครัวแวมะนอไม่ได้ย้ายออกมาเองโดยพลการ เพราะก่อนที่พวกเขาจะออกมาก็ได้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านมาแล้วว่า พวกเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะพวกเขาเป็นเพียงแค่ผู้ดูแลปอเนาะเท่านั้น ทางชาวบ้านในพื้นที่จึงลงมติให้ออกมา แล้วชาวบ้านจะหาที่หรือสร้างปอเนาะขึ้นมาใหม่แทน จึงเป็นที่มาของการจัดงานเลี้ยงระดมทุนในวันที่ 19 มีนาคมนี้

“สิ่งที่ผู้นำศาสนาแถลงเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ผมอาจเห็นต่างจากที่เขาบอกว่าเป็นที่ดินวากัฟและจะให้กลับไปเป็นวากัฟเหมือนเดิม เพราะความเป็นจริงแล้วที่ดินนั้นมีเจ้าของถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งก่อสร้างเท่านั้นที่เป็นวากัฟ แต่สิ่งที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่นี่แหละที่จะทำให้เป็นวากัฟทั้งที่ดินและปอเนาะหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมด ยกเว้นตัวบ้านของครอบครัวแวมะนอซึ่งก็ใช้พื้นที่ไม่เยอะ”

 

กินข้าวยำฟังเสวนา ปอเนาะญิฮาด-ชะตากรรมปาตานี

นายมูฮัมหมัดนาวาวี บอกว่า สำหรับงานกินข้าวยำเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญิฮาดวิทยาและพัฒนาชุมชนท่าด่านให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 เวลา 09.00-21.00 น. ณ สนามฟุตบอลกลางประจำหมู่บ้านท่าด่าน จัดโดยศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

ศูนย์ประสานงานนี้ประกอบด้วย 6 ฝ่ายหลัก คือ มัสยิดท่าด่าน โรงเรียนตาดีกา กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและท้องที่ ร่วมกับ เครือข่ายศิษย์เก่าปอเนาะญิฮาด สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี (PerMAS) และเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)

ในงานจะมีวงเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “ปอเนาะญิฮาดวิทยา-บทเรียนและอนาคตชะตากรรมปาตานี” มีนายอนุกูล อาแวปูเตะ (อับดุลกอฮาร์ บิน ฮาญีอับดุลอาวัง) ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี นายบัลยาน แวมะนอ ตัวแทนครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา นายหะยีอัฮหมัด ฮาซัน ประธานเครือข่ายศิษย์เก่าปอเนาะญิฮาดวิทยาเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)

งานนี้ถือเป็นครั้งแรกๆ ในพื้นที่ที่จัดงานกินข้าวยำสมทบทุนไปพร้อมๆ กับบรรยากาศของการนั่งฟังการเสวนาสาธารณะไปด้วย

 

ลำดับเหตุการณ์โดยสรุป

 

คดีเริ่มต้นเมื่อปี 2548 มีแจ้งข้อหาบุคคลว่าฝึกอาวุธภายในบริเวณโรงเรียน 36 คน มี 18 คนเข้ามอบตัวสู้คดีและได้รับการปล่อยตัวหมดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ อีกบางส่วนหลบหนีรวมทั้งนายดอเลาะ แวมะนอ ในปีเดียวกันพี่ชายของบันยาลถูกยิงเสียชีวิต

 

วันที่ 15 ธันวาคม 2558 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนญีฮาดวิทยา หรือปอเนาะบ้านท่าด่าน ม.3 บ้านท่าด่าน ต.ตะโล๊ะกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ในเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่ง คดีแพ่งในคดีแดงที่ ฟ.160/2558 ซึ่งมีความผิดฐานก่อการร้าย ตามนิยามบทบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (8) ของกฎหมายว่าด้วยคดีแพ่งและกฎหมายการฟอกเงินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

 

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 นายโสภณ ทิพย์บำรุง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 รองอัยการจังหวัดปัตตานีได้ชี้แจงข้อกฎหมายกรณีศาลแพ่งมีคำพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดินดังกล่าว เนื่องจากมีพยานยืนยันว่ามีการใช้ที่ดินเป็นฝึกการก่อการร้าย จึงถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้กระทำความผิด แต่รัฐก็ยังให้ปรับปรุงเป็นสถานศึกษาให้กับชุมชน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยให้เจ้าของที่เดิมเป็นผู้บริหารต่อไป

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ครอบครัวแวมะนอทั้งหมด 14 คน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนเก็บข้าวของทั้งหมดย้ายออกจากบ้านในอยู่ในบริเวณโรงเรียนไปอาศัยอยู่ที่มัสยิดและโรงเรียนตาดีกา และตัดสินใจไม่อุทธรณ์เพื่อสู้คดี

 

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ประชาชนจากที่ต่างๆ เริ่มหลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมครอบครัวของนางยาวาฮี แวมะนอ และมีการตั้งศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยาที่มัสยิดบ้านท่าด่าน

 

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ชาวบ้านท่าด่านได้รวมตัวกันที่มัสยิดประมาณ 200 คน เพื่อคณะทำงานศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 คณะผู้นำองค์กรศาสนาประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้รวม 9 คนได้แถลงแนวทางการแก้ปัญหาการยึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยา นำโดยนายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด(กอจ.)ปัตตานี โดยจะตั้งคณะกรรมการพิเศษพิจารณาแนวทางการใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และตอบสนองเจตนารมณ์เดิมของเจ้าของที่ดิน แต่นายบันยาล ยืนยันว่าที่ดินทั้ง 14 ไร่ของโรงเรียนญีฮาดวิทยาตกเป็นของรัฐแล้ว จึงไม่เกี่ยวกับครอบครัวของตน และทางศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือฯก็จะจัดงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อสมทบทุนหาเงินซื้อที่ดิน 10 ไร่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่ในวันที่ 19 มีนาคม 2559 นี้

Posted in ARTICLE, POLITICS, RELEGION, SOCIAL

ทำความเข้าใจ ญีฮาด ผ่านหนังสือ Fiqh Jihad” (ฟิกห์ญิฮาด)

Posted on 0

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมชายแดนใต้ จัดงาน“วันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ครั้งที่ 3 และสมัชชาสันติภาพ 2016” ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อ.เมือง จ.ปัตตานี จุดสนใจของงาน อยู่ที่การปาฐกถาของบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายขบวนการฯ ที่ส่งเทปวิดีโอมา ประเด็นคือ นายอาวัง ญาบัติ ประธานมาราปาตานื  กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “ความท้าทายและก้าวต่อไปการพูดคุยเพื่อสันติภาพ” ที่เป็นการบันทึกเทปส่งมาเป็นภาษามลายูและมีซับไตเติ้ลภาษาไทยแล้วมี “ปกหนังสือ ชื่อ “Fiqh Jihad” (ฟิกห์ญิฮาด) แปลว่า “ศาสนาบัญญัติว่าด้วยการญิฮาด ว่างอยู่บนชั้นเหนือศีรษะ จนกล่าวเป็นประเด็นที่ถกเถียงวิพากษวิจารณ์ อย่างหนัก เมื่อ มีเว็บไซค์ได้ ออกมาเขียน ว่ามีการแปลเจตนาของขบวนการฯ ได้ว่าต้องการส่งสารถึงผู้เกี่ยวข้องว่า แนวทางการต่อสู้ของขบวนการฯ นั้นจะยึดแนวทางของอัลกุรอานและหนังสือ “ศาสนาบัญญัติว่าด้วยการญิฮาด” เล่มนี้ทำให้หนังสือเล่นนี้เป็นที่รู้จักของสังคมโดยปริยาย

และสำหรับหนังสือดังดังกล่าวนั้นในเว็บไซค์ ต่างๆยังได้เผยแพร่ การวิจารย์ หนังสือ เล่มนี้ด้วยเช่นที่มีการเผยแพร่บทวิพากษ์มาแล้วในเว็บไซค์ต่างๆอีกด้วย

สำหรับการญีฮาดนั้นถือเป็นแนวคิดหนึ่งในความคิดอิสลามร่วมสมัย นั่นคือการญิฮาด ซึ่งมีตำแหน่งสำคัญ ในโครงสร้างของศาสนาอิสลาม ญิฮาดตามที่กล่าวไว้ในหะดีษ เป็น “จุดสูงสุดของอิสลาม หรือยอดของศาสนา” โดยปรากฏมุมมอง และท่าทีที่แตกออกไป อย่างกว้างขวาง ทั้งจากสายตาข้างใน และภายนอกอิสลาม เป็นมุมมองที่มีผลกระทบอย่างยิ่ง ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในแง่ของบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอิสลาม ในระดับสากล

ยิ่งไปกว่านั้น มุมมองต่างๆ เหล่านั้น ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมเอง กับรัฐบาลของพวกเขา และผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม, รวมทั้งในมุมมองของการตื่นตัวทั่วโลกมุสลิม ทั้งในระดับของความเชื่อและการปฏิบัติ อันนำไปสู่การปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ระหว่างอิสลาม ในฐานะที่เป็นศาสนาหนึ่ง (ความเชื่อ, พิธีกรรม, ศีลธรรม) และเป็นอุดมการณ์หนึ่ง ที่มีอิทธิพลสูง ต่อความคิดและการประพฤติปฏิบัติ ทั้งในทางสังคม และการเมือง หรือที่เรียกว่า”การเมืองอิสลาม” อันมีญิฮาดเป็นแกนกลาง ในฐานนะที่เป็นแนวทางหนึ่ง

โดยสรุปแล้วผู้เขียน ชัยคฺเกาะเราะเฎาะวีย์ ท่านได้กล่าวถึงการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ว่า “ใช้เวลาศึกษาค้นอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาหลายปี และสาละวนอยู่กับแนวคิดของท่าน เป็นเวลานับทศวรรษ” ผลจากความพยายามของท่าน ทำให้เกิดหนังสือที่สำคัญขนาดสองเล่ม ซึ่งท่านได้วางแนวคิดผ่านมุมมองวะสิฏิยะฮฺ มุมมองของท่านต่อประเด็นที่สำคัญเรื่องนี้ ทำให้ทฤษฏีญิฮาดของท่านมีความรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งท่านหวังว่า จะเป็นการอุทิศสู่การวินิจฉัย ต่อประเด็นที่เผ็ดร้อนนี้ หนังสือเล่มนี้ เกิดขึ้นจากความเข้าใจที่กล่าวว่า “เป็นสิ่งที่อันตราย และเสียหายอย่างยิ่ง ในเข้าใจญิฮาดผิดพลาด การละเมิด ด้วยการหลั่งเลือดในนามของญิฮาด การละเมิด ทรัพย์สินและชีวิต อีกทั้งสร้างมลทิน มีการกล่าวหาอิสลาม ว่า มีความรุนแรงและการก่อการร้าย ขณะที่อิสลามบริสุทธิ์จากสิ่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ปัญหาของพวกเราในประเด็นเผ็ดร้อนดังกล่าว คือการที่ความจริงได้สูญหายไป ระหว่างความเลยเถิดสองด้าน คือความสุดโต่งและความหย่อนยาน”

แก่นของญิฮาดและรูปแบบของมัน

คงจะไม่มีแนวความคิดใดในอิสลาม จะตกเป็นเป้าของการโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การกล่าวหาคำสอนอิสลามและมุสลิม ได้อย่างมากมาย เท่ากับแนวคิดญิฮาด ซึ่งนำไปสู่ความเลยเถิดสองด้าน คือการสุดโต่งจนเกินจริง กับหย่อนยานจนเกินเหตุ

ความเลยเถิดในรูปแบบที่สอง ได้รับการสนับสนุน จนถึงกับต้องการจะลบล้างญิฮาดออกจากวิถีของอุมมะฮฺ เผยแพร่แนวคิดการเชื่อฟังและการยอมจำนน ภายใต้การเรียกร้องที่เสแสร้งต่างๆ เช่น อดทนและสันติภาพ ซึ่งชัยคฺยูซุฟ อัลเกาะเราะเฏาะวีย์ เรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า “เป็นตัวแทนของพวกล่าอาณานิคม ซึ่งเป็นปรปักษ์กับญิฮาด จนกระทั่งได้สร้างกลุ่มใหม่ ซึ่งได้กุอิสลามขึ้นมาใหม่ เป็นอิสลามที่ปราศจาก ญิฮาด และอุทิศตนเองเพื่อส่งเสริมแนวคิดนี้ ตัวอย่างเช่น พวกบาไฮและกอดยานีย์”

กลุ่มสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง เป็นกลุ่มที่สร้างแนวคิดญิฮาด ว่าเป็นการสงครามอันเดือดดาลเพื่อต่อสู่กับโลก ทั้งใบ โดยเห็นว่าผู้คนทั้งหมด ล้วนเป็นศัตรูของมุสลิม ตราบใดที่พวกเขายังไม่ได้เป็นมุสลิม กลุ่มหลังนี้ ดูเหมือนจะสอดคล้องกับนิยามของพวกตะวันออกศึกษา (Orientalists) อย่างยิ่ง ซึ่งนิยามญิฮาดเอาเองว่า เป็นการเผยแพร่ด้วยคมดาบและญิฮาด เป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคน ราวกับว่านั่น เป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานข้อที่หก (Encyclopaedia of Islam, ฉบับแปลเป็นภาษา อาหรับ, หน้า 2778)”

ชัยคฺ ยูสุฟ อัล กอรอฏอวียฺ ได้สรุปในการศึกษาเรื่องฟิกฮฺแห่งญิฮาดในอิสลามว่า :ญิฮาดมีสองประเภท คือญิฮาดพลเรือนกับญิฮาดกองทัพ โดยญิฮาดกองทัพหมาย ถึงการต่อสู้กับศัตรูที่รุกรานมุสลิม ซึ่งจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ เมื่อมีความจำเป็นญิฮาดนี้เป็นเรื่องของรัฐ ส่วนการญิฮาดด้วยจิตวิญญาณนั้น “ครอบคลุมทั้งสถาบันการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม เศรษฐศาสตร์ การศึกษา สุขภาพ การแพทย์ สิ่งแวดล้อมและการสร้างความเจริญก้าวหน้า จุดประสงค์ของญิฮาดพลเรือน เป็นความมุมานะของคนหนึ่ง โดยมีความบริสุทธิ์ใจ เพื่ออัลลอฮฺ ทั้งนี้เพื่อให้การศึกษาแก่ผู้ขาดความรู้ สร้างงานแก่ผู้ว่างงาน อบรมคนงาน ให้อาหารและเสื้อผ้าแก่ผู้ขัดสน จัดที่อยู่ให้คนไร้บ้าน ช่วยเหลือคนป่วย พัฒนาตัวเองในส่วนที่สังคมต้องการ สร้างโรงเรียนให้แก่นักเรียน สร้างมหาวิทยาลัยกับนักศึกษา สร้างมัสญิดให้คนได้อิบาดะฮฺ สร้างสโมสรกีฬา ให้กับคนรักกีฬาได้ฝึกฝน” (หน้า 215)

วัตถุประสงค์ของการทำญิฮาด

อิสลามนั้นเรียกร้องไปสู่สันติภาพ นั่นหมายความว่าอิสลามรังเกียจการทำสงคราม แต่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งสงครามไม่ให้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงต้องมีการเตรียมความพร้อม เพื่อจะรับมือกับสิ่งนี้ แต่จะไม่มีการร่วมสงคราม เว้นแต่จะถูกบีบบังคับ ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติความเป็นจริง ของหลักการของอิสลาม และอิสลามตระหนักในเรื่อง “ซุนนะฮฺ อัต ตะดาฟุอฺ” (ร่วมกันต่อต้าน)

แต่อย่างไรก็ตาม อิสลามแสวงหาหนทาง ที่จะจำกัดขอบเขตของผลที่เกิดขึ้น โดยการล้อมกรอบด้วยกฎระเบียบ และจริยธรรมต่างๆ อิสลามไม่ได้ยกเว้นจากการสงคราม เมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้นท่ามกลางศาสนาอื่นๆ ซึ่งรวมไปถึงศาสนาคริสต์ ซึ่งผู้นับถือศาสนานี้ มีส่วนในการขัดแย้ง และการทำสงครามมากที่สุด ทั้งกับคริสเตียนด้วยกันเอง และกับศาสนาอื่น คัมภีร์ไบเบิ้ลฉบับของลูกา (Luke’s Gospel ) กล่าวว่า “ฉันมาเพื่อที่จะนำมาซึ่งไฟบนโลกนี้ พวกท่านคิดว่าฉันมา เพื่อจะนำมาซึ่งความสันติภาพบนโลกนี้ กระนั้นหรือ?” พันธะสัญญาเก่า ได้มีการเรียกร้อง จนไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไว้จำนวนมาก ซึ่งกระทำกับ 7 ชนชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์ จนถูกถอนรากถอนโคนอย่างสิ้นเชิง เรียกกันในศัพท์สมัยใหม่ว่า “การขนย้าย (transfer)” และมีการสังหารหมู่ ที่กระทำโดยไซออนิสต์ยุคปัจจุบัน แต่นั่นก็เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ญิฮาดในอิสลาม มีเป้าหมายอันเป็นคุณลักษณะเฉพาะ ดังที่ ชัยคฺ ยูสุฟ อัล กอรอฎอวียฺ ได้สรุปว่า เป็นการต่อต้านการกดขี่ข่มเหง การยับยั้งความเสื่อมเสียที่แพร่กระจาย การรับประกันถึงความอิสรภาพ ของความศรัทธาสำหรับมุสลิมและคนอื่นๆ การช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง นั่นหมายถึงการลงโทษบรรดาผู้ที่ละเมิดฝ่าฝืน และสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นภายในอุมมะฮฺ ด้วยเหตุนี้ การขยายอาณาเขต และการยึดครองดินแดนนั้น ไม่ใช่เป้าหมายของการทำญิฮาด ไม่ได้เป็นการขจัดการปฏิเสธศรัทธา ออกไปจากโลกนี้ เพราะมันขัดกับกฎหมายของพระเจ้า และต้องทำการต่อต้านร่วมกัน ญิฮาดไม่ได้มีเป้าหมายที่จะยัดเหยียดอิสลาม ต่อบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธา เพราะนั่นเป็นการฝ่าฝืนกฎของพระเจ้า ว่าด้วยความหลากหลายและการเป็นพหุสังคม (หน้า 423 จากหนังสือ ฟิกฮฺ อัล ญิฮาด)

ชัยคฺ อัลเกาะเราะเฏาะวีย์ ก็ยังได้เน้นย้ำทั้งจากนักวิชาการในอดีต และนักวิชาการร่วมสมัย ต่อฟัตวาที่ว่า ญิฮาดจะตกเป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคน หากดินแดนมุสลิมถูกรุกราน หรือมุสลิมต้องเผชิญกับฟิตนะฮฺ (การกีดกันด้านศรัทธา) และถือว่ามุสลิมทุกคน จะต้องทำญิฮาดในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เช่น การต่อสู่กับกิเลส ความชั่วร้าย ตลอดจนใช้ความพยายาม ในการส่งเสริมความดี และค้ำจุนศาสนา อย่างสุดความสามารถ อย่างไรก็ตาม ตลอดการศึกษา และการวิเคราะห์วิจัย ของอัลเกาะเราะเฏาวีย์ จากตำราอันหลากหลายที่เกี่ยวข้องกับญิฮาด ตลอดจนมุมมองของนักวิชาการในอดีต และนักวิชาการร่วมสมัย ท่านได้ให้ข้อสรุปดังนี้

  1. อัลลออฮฺกล่าวไว้ในอัล กุรอาน ความว่า

    “พวกเจ้าจะไม่ต่อสู้กระนั้นหรือ ซึ่งกลุ่มชนที่ทำลายคำมั่นสัญญาของพวกเขา และมุ่งขับไล่ร่อซูลให้ออกไป ทั้งๆ ที่พวกเขาได้เริ่มปฏิบัติ แก่พวกเจ้าก่อนเป็นครั้งแรก” (อัต-เตาบะฮฺ 9:13). อายะฮฺอัลกุรอาน โดยเฉพาะซูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ ที่สั่งใช้ให้ต่อสู่กับผู้ตั้งภาคี นั้น เป็นที่เข้าใจได้ว่า นั่นเป็นปฏิกิริยา และการตอบสนองอย่างเท่าเทียมกัน และมิใช่คำสั่งทั่วไป และหลักการพื้นฐานในการปฏิสัมพันธ์ กับผู้ที่มิใช่มุสลิม แต่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับชาวอาหรับ ที่ตั้งภาคี ซึ่งประกาศสงครามกับอิสลาม นับจากที่อิสลามปรากฏตั้งแต่เริ่มแรก เป็นการขับไล่มุสลิมออกไป แล้วไล่ล่าไปยังทีพำนักแห่งใหม่ ทำลายสิ่งครอบครอง และยังได้ระดมกำลังเพื่อกวาดล้างมุสลิม

    “พวกเจ้าจะไม่ต่อสู้กระนั้นหรือ ซึ่งกลุ่มชนที่ทำลายคำมั่นสัญญาของพวกเขา และมุ่งขับไล่เราะซูลให้ออกไป ทั้งๆ ที่พวกเขาได้เริ่มปฏิบัติ แก่พวกเจ้าก่อนเป็นครั้งแรก…” (อัต-เตาบะฮฺ 9:13) ซึ่งเป็นซูเราะฮฺเดียวกัน เช่นเดียวกับในซูเราะฮฺอื่น ได้มีการจำกัดและมีเงื่อนไข ที่เข้มงวด ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นคำสั่งโดยทั่วไป

    “และหากพวกเขาโอนอ่อนมา เพื่อการประนีประนอมแล้ว เจ้าก็จงโอนอ่อนตาม เพื่อการนั้นด้วย” (อัลอันฟาล 8:61) จะไม่มีการขัดแย้งของอายะฮฺหนึ่ง กับอีกอายะฮฺอื่น ยิ่งไปกว่านั้น จะต้องมีการพิจารณาอายะฮฺอัลกุรอาน และหะดีษอย่างครอบคลุม ซึ่งจะเห็นว่าทั้งหมดนั้น ยืนยันกฎเกณฑ์ที่ถือว่าอิสลาม มุ่งแสวงหาสันติภาพ กับผู้ที่ต้องการสันติภาพ และต่อสู้กับผู้ที่ต้องการต่อสู้

  2. การญิฮาดด้วยกองทัพ มิได้เป็นหน้าที่เหนือมุสลิมทุกคน ในระดับเดียวกับหน้าที่ของการกล่าวปฏิญาณชะฮาดะฮฺ (ปฏิญาณความศรัทธา) การละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาตและการทำฮัจญ์ แม้ว่าญิฮาดจะมีความสำคัญมากก็ตาม แต่ไม่ถูกนับเป็นบุคลิก หรือลักษณะประจำตัว ของผู้ที่ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ดังปรากฏในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ และไม่ใช่ลักษณะประจำตัว ของผู้ศรัทธาดังที่แจกแจงไว้ในซูเราะฮฺอัลอันฟาล และ ซูเราะฮฺอัลมุอฺมินูน และไม่ใช่ลักษณะของผู้ที่มีความเข้าใจ ดังที่อธิบายไว้ในซูเราะฮฺอัรเราะดฺ ไม่ใช่ลักษณะของบ่าวของผู้ทรงเมตตา ดังแจกแจงไว้ในซูเราะฮฺอัลฟุรกอน ไม่ใช่ลักษณะของผู้ที่เคร่งครัด ดังในซูเราะฮฺอัซซาริยาต และไม่ใช่ผู้ทรงคุณธรรม ดังอธิบายไว้ในซูเราะฮฺอัลอินซาน ดังนั้น หน้าที่ญิฮาดในกองทัพ จะกลายเป็นหน้าที่บังคับเหนือมุสลิม ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขเกิดขึ้น เช่น มุสลิมถูกรุกรานดินแดนของพวกเขา หรือศาสนาของพวกเขา ในด้านหนึ่งการเตรียมพร้อม สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นหน้าที่เหนือพวกเขา ตามกำลังความสามารถ ทั้งนี้ เพื่อขัดขวางศัตรูและควบคุมสันติภาพ
  3. ไม่ใช่หน้าที่ของมุสลิม ที่จะไปรุกรานดินแดน ของผู้มิใช่มุสลิม หากมุสลิมปลอดภัยจากการรุกราน พอเพียงแล้วสำหรับมุสลิม กับการมีกองทัพที่อานุภาพซึ่งติดอาวุธสมัยใหม่ และฝึกฝนพวกทหารในการป้องกันชายแดน และขับไล่ศัตรู เพื่อศัตรูจะได้ไม่คิดรุกรานอีก ซึ่งถือเป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺ (ดูหน้า 91) เป็นที่น่าสนใจว่า ชัยคฺกอรอฎอวีย์จะใช้คำว่า ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม มากกว่าที่จะใช้คำว่า กุฟฟารฺ หรือผู้ปฏิเสธศรัทธา เพราะจะเห็นได้กุรอานจะใช้คำว่า “โอ้ชาวคัมภีร์” “โอ้ประชาชนทั้งหลาย” “โอ้มนุษยชาติเอ๋ย” “โอ้บุตรอิสราเอล” “ประชาชาติของฉัน” “โอ้ลูกหลานของอดัม” จะไม่ใช้ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมว่า “ผู้ปฏิเสธศรัทธา” ยกเว้นในกรณีที่มีการปฏิเสธ ในเรื่องของความเชื่อ
  4. อิสลามตระหนักในเสรีภาพของความเชื่อ และความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล สำหรับความเชื่อของพวกเขาต่อหน้าอัลลอฮฺ จากหลักพื้นฐานข้อนี้ สังคมอิสลามโดยรวม จึงไม่ต้องเผชิญกับสงครามศาสนา ภายใต้หลักการดังกล่าว ความเชื่อหลากหลายต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบ ภายใต้ระบบซิมมะฮฺ ได้ยอมรับความเป็นพลเมือง ของผู้ที่มิใช่มุสลิม ไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม สิ่งที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติ เพื่อให้ได้รับสิทธิดังกล่าว และการปกป้อง จากรัฐมุสลิม เช่นเดียวกับมุสลิม ที่ได้รับการปกป้อง คือการจ่ายญิซยะฮฺ โดยที่พวกเขามีความสามารถพอที่จะจ่าย ซึ่งเที่ยบเท่าได้กับภาษีบริการกองทัพ เมื่อเปรียบเทียบกับระบบสมัยใหม่ ตามความเห็นของอัลกอรอฎอวีย์ การกระทำดังกล่าว มักทำให้เกิดความเข้าใจผิด และนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องโดยไม่จำเป็น
  5. สิ่งที่ทำให้นักวิชาการบางส่วน เชื่อว่าการญิฮาด โดยรุกเข้าไปในดินแดนของผู้ไมใช่มุสลิม ก่อนที่เขาจะรุกรานนั้น เป็นวาญิบ เกิดจากเงื่อนทางประวัติศาสตร์ มากกว่าตัวบทของอิสลาม เนื่องจากประชาชาติมุสลิม ถูกข่มขู่จากสองมหาอำนาจ คือเปอร์เซียและโรมัน อย่างต่อเนื่อง (ดูหน้า 82) ตลอดจนขณะนั้น ยังไม่มีกฏหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยของแต่ละรัฐ และการห้ามรุกรานระหว่างกันเหมือนในทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีการละเมิดจากมหาอำนาจอยู่บ่อยครั้งก็ตาม
  6. กิจการระหว่างรัฐมุสลิม กับรัฐอื่น วางอยู่บนสันติภาพ และร่วมมือกันในเรื่องความดี อิสลามรังเกียจสงคราม เป็นการเข้าร่วมโดยไม่ใช่เพราะความชอบ แต่เฉพาะเมื่อจำเป็นอย่างแท้จริง

    “การสู้รบนั้นได้ถูกกำหนด แก่พวกเจ้าแล้ว ทั้งๆ ที่มันเป็นที่รังเกียจ แก่พวกเจ้า…(อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:216) สันติภาพคือแก่นลักษณะของอิสลาม เป็นคำอวยพรระหว่างมุสลิม เป็นคำอวยพรของชาวสวรรค์ เป็นพระนามหนึ่งของอัลลอฮฺ นามที่อัลลอฮฺทรงรังเกียจที่สุด คือ ฮัรบฺ ซึ่งหมายถึงสงคราม อันเป็นชื่อหนึ่งของบรรพบุรุษอาหรับ ในฐานะที่เป็นอาหรับนักรบ นบีมุฮัมมัด (ศ็อลฯ) ได้รับทราบจากบุตรเขยของท่านว่า ลูกสาวของท่านคือฟาฏิมะฮฺคลอดลูกเป็นชาย แล้วบุตรเขยของท่านตั้งชื่อว่า ฮัรบฺ ท่านได้สั่งให้เปลี่ยนชื่อ เป็นฮะซัน (หมายถึงดี)

  7. อิสลามยินดีต้อนรับการพูดคุยระดับนานาชาติ เพื่อป้องกันการรุกราน และเพื่อส่งเสริมสันติภาพระหว่างชาติ พร้อมทั้งยินดีต้อนรับองค์กรระหว่างประเทศ ที่ปกป้องหลักการดังกล่าว เช่น องค์กรสหประชาชาติ ยูเนสโก ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ตะวันตกยังคงเชื่อในหลักการของอำนาจ ในความสัมพันธ์กับรัฐอื่นหรือประชาชาติอื่น ตัวอย่างในเรื่องนี้ได้แก่สิทธิวีโต้ของบางประเทศ อันเป็นความฉาวโฉ่ของหลักการพื้นฐาน ในเรื่องความเสมอภาพ ซึ่งเป็นการประกันผลประโยชน์ของพวกเขา และเพื่อเป็นการหลบเลี่ยงการละเมิดของพวกเขา ดังที่อเมริกาและอังกฤษได้กระทำไว้ในการรุกรานอิรัก โดยไม่มีกฏหมายใดๆ มารองรับ และโดยที่พวกเขาไม่ต้องรับโทษใดๆ จากการประณาม เช่นเดียวกับที่พวกเขาปกป้องการข่มเหงทุกรูปแบบ ของไซออนิสต์ที่มีต่อปาเลสไตน์ มาโดยตลอด
  8. ภายใต้การตระหนักในเรื่องสิทธิมนุษยชน ในระดับนานาชาติ ซึ่งครอบคลุมถึงเสรีภาพในความเชื่อและการเผยแพร่ เช่นเดียวกับเสรีภาพในการจัดตั้งสถาบัน หรือองค์กรและปกป้องชนกลุ่มน้อย การใช้ญิฮาด อัลเฏาะลับ ถือว่ามีความเหมาะสม และมีเหตุผลอย่างเหลือเฟือแล้ว อันเป็นการรุก เพื่อให้การเรียกร้องอิสลามเกิดขึ้นได้อย่างเสรี โดยการรื้อถอนการปกครองแบบเผด็จการ ซึ่งเคยกีดกันผู้คนมิให้มีความคิดอิสระ และเลือกนับถือศาสนา ได้อย่างเสรี อันเป็นศาสนาที่แตกต่างจากผู้ปกครอง ดังที่ฟิรฺเอาน์ประณามบุตรอิสราเอล ที่เลือกศรัทธา โดยไม่ขออนุญาตจากเขาเสียก่อน

“เขากล่าวว่าพวกท่านศรัทธาต่อเขา ก่อนที่ฉันจะขออนุญาตให้แก่พวกท่าน กระนั้นหรือ” (ฏอฮา 20:71) ตรงข้ามกับทุกวันนี้ ซึ่งไม่เคยมีตัวอย่างมาก่อนที่มัสญิด และมุสลิมชนกลุ่มน้อย จะปรากฎอยู่ทุกมุมโลก ทำให้ความจำเป็นด้านต่างๆของเรามีมากขึ้นสำหรับ “กองกำลังขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยนักเผยแพร่ ครูผู้สอน ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อต่างๆ การฝึกอบรม และความสามารถในการสื่อสาร กับโลกนี้ด้วยภาษาที่แตกต่างกัน และใช้วิธีการสมัยใหม่ ซึ่งเป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งเรามีสิ่งนี้น้อยไม่พอเพียงกับความต้องการที่มีมากกว่าถึงหลายร้อยพันเท่า” (ดูหน้า 16) อัลกอรอฎอวีย์รู้สึกอาลัยอย่างยิ่ง ดังที่เราได้พบเห็นว่า ผู้คนจำนวนมากยอมตายเพื่ออัลลอฮฺ แต่น้อยนิดเหลือเกินที่มุ่งมั่นจะมีชีวิตเพื่อพระองค์

  1. ตามหลักการพื้นฐาน อิสลามได้แบ่งแผ่นดิน ออกเป็นสามประเภท ดารฺอัลอิสลาม (ดินแดนสันติ) แผ่นดินอิสลามซึ่งกฏหมายการบริหารปกครอง ธรรมเนียมการปฏิบัติ ตลอดจนผู้ยึดมั่นในหลักการอิสลาม และนักเผยแพร่อยู่ในความปลอดภัย ดารฺอัลอะห์ดฺ (ดินแดนสัญญาพันธไมตรี) เป็นดินแดนที่ประชากรส่วนใหญ่ ไม่ใช่มุสลิมแต่สนธิสัญญาที่จะอยู่ร่วมกัน อย่างสันติ และสุดท้ายดารฺอัลหัรบฺ (แดนสงคราม) อัลเกาะเราะเฎาะวีย์ ถือว่ามุสลิมเป็นส่วนหนึ่งของระบบสหประชาชาติ ในฐานะรัฐที่มีกติกากับรัฐอื่น ยกเว้นกับรัฐไซออนิสต์ เนื่องจากพวกเขา ได้เข้ายึดครองดินแดนของปาเลสไตน์ และปล้นชิงทรัพย์สินของชาวปาเลสไตน์ และนับเป็นเรื่องที่โชคร้าย ที่เหตุการณ์นี้ได้รับการหนุนหลังโดยรัฐมหาอำนาจ ดังนั้น อัลเกาะเราะเฎาะวีย์ จึงมองว่าปัญหาสำคัญระหว่างความสัมพันธ์ของเรา กับตะวันตก คือการสนับสนุนอิสราเอลอย่างต่อเนื่องและอย่างไม่จำกัด รวมทั้งกดขี่ชาวปาเลสไตน์มาโดยตลอด
  2. อัล กอรอฎอวีย์ ได้ทำการแยกแยะระหว่างญิฮาดกับอิรฺฮาบ (ก่อการร้าย) หรือระหว่างอิรฺฮาบที่ถูกต้อง (การข่มขู่ศัตรูมิให้รุกราน) กับอิรฺฮาบที่ละเมิดซึ่ง เป็นการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ดังที่ก่อขึ้นโดยกลุ่มต่างๆ โดยใช้นามอิสลาม ซึ่งประกาศสงครามกับทั้งโลก ใช้ญิฮาดในทางที่ผิดพลาด ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก่อการร้ายผู้บริสุทธิ์ทั้งมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม โดยหวังที่จะบรรลุผลสำเร็จทางการเมือง ทั้งในดินแดนและนอกดินแดนมุสลิม ดังนั้น อัลกอรอฎอวีย์ จึงประณามความรุนแรง ที่กระทำโดยกลุ่มสุดโต่ง ที่มีต่อผู้บริสุทธิ์ ทั้งในและนอกประเทศมุสลิม ท่านยังได้ปอกลอกการฆ่าที่ไม่รู้จักแยกแยะ และหลั่งเลือดผู้บริสุทธิ์ ที่กระทำโดยละเมิดบทบัญญัติ โดยกลุ่มเหล่านี้
  3. อัล กอรอฎอวีย์ มีความระมัดระวังเป็นอย่างมาก ในการแยกแยะกลุ่มแรกซึ่งสุดโต่ง (ที่ประกาศสงครามทั่วทุกมุมโลก การฆ่าโดยไม่มีการแยะแยะ และสร้างมลทินให้กับอิสลาม ในทางหนึ่ง พวกเขาได้ทำให้ศัตรู หันมาใช้อาวุธที่ร้ายแรงกว่า กับกลุ่มสอง ซึ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ที่ปกป้องดินแดนตัวเอง ท่านได้ประณามกลุ่มแรก และรื้อล้างความชอบธรรม (delegitimizes) ต่อรากฐานของกลุ่มนี้ ขณะเดียวกันท่านได้ปกป้องกลุ่มต่อมา และเรียกร้องอุมมะฮฺให้สนับสนุนพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปาเลสไตน์ ตราบใดที่ปฏิบัติการของพวกเขา ยังคงมุ่งเน้นต่อกำลังทหาร ท่านไม่ลังเลที่จะกล่าวว่า นั่นเป็นปฏิบัติการชะฮีด ที่กระทำต่อศัตรู เป็นการปฏิบัติที่พวกเขาไม่มีทางเลือกเนื่องจากถูกปลดอาวุธ เป็นการปกป้องดินแดนและบ้านเกิด ความยุติธรรมของพระเจ้า ย่อมจะไม่ยินยอมให้ฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ถูกคร่าอาวุธไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น ฝ่ายหลังจึงใช้ร่างกายของตนเองเป็นอาวุธขัดขวาง แต่ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม จริยธรรมในการญิฮาด จะต้องได้รับการเคารพ และจะต้องมีเป้าหมายไปที่หน่วยรบ หรือกองกำลังทหารเท่านั้น
  4. ดังที่ท่านได้เน้นไว้ว่า ญิฮาดแรกที่เป็นสิ่งจำเป็นเหนืออุมมะฮฺในยุคนี้ คือ การปลดปล่อยให้หลุดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปาเลสไตน์ อัลกอรอฎอวีย์ เตือนถึงความกดดัน และเหตุผลผิดๆ ของผู้ที่เชื่ออย่างผิดๆ ว่า ความขัดแย้งระหว่างพวกเรา กับอิสราเอล เกิดจากเรื่องของเผ่าพันธุ์เซเมติก เพราะทั้งสองล้วนแล้วมาจากเซเมติก นั่นคือล้วนเป็นลูกหลานของนบีอิบรอฮีม หรือเป็นความขัดแย้งประเด็นศาสนา เนื่องมุสลิมถือว่าชาวยิวเป็นชาวคัมภีร์ ซึ่งอนุญาตให้ทานอาหารได้ การแต่งงานระหว่างกันโดยพื้นฐานแล้ว เป็นที่อนุญาต และ อาศัยอยู่ท่ามกลางมุสลิม ด้วยความปลอดภัย อีกทั้งเมื่อสเปนและยุโรป ได้ขับไล่พวกยิวในอดีตพวกเขาก็ไม่ได้หันไปพึ่งใคร ที่ไหนนอกจากดินแดนมุสลิม ที่ให้การคุ้มครองพวกเขา ในความเป็นจริงความขัดแย้ง ระหว่างเรากับไซออนิสต์ เริ่มต้นด้วยสาเหตุเดียว นั่นคือการที่พวกเขาได้เฉือนดินแดนปาเลสไตน์ และแย่งชิงจากชาวปาเลสไตน์ รวมทั้งยังได้ยัดเยียดความรุนแรง ความขัดแย้งนี้จะยังมีตลอดไป ตราบใดที่สาเหตุยังคงอยู่ ไม่มีใครยอมยกดินแดนมุสลิมไปได้ แต่มีความเป็นไปได้ ที่จะพักรบกับอิสราเอลในช่วงเวลาที่ตกลงกัน อย่างไรก็ตาม หลักการ “ดินแดนแห่งสันติภาพ” แท้จริงแล้ว เป็นหลักการที่แปลกประหลาด ซึ่งศัตรูที่ชอบใช้กำลังข่มเหงได้นำเสนอ แต่เนื่องจากดินแดนนี้ เป็นดินแดนของเรา ไม่ใช่ของศัตรู ดังนั้นจึงสามารถต่อรองเพื่อให้สันติภาพกลับคืนมา (ดูหน้า 1090)
  5. อัลเกาะเราะเฏาะวีย์ และที่ปรึกษาของท่าน มุฮัมมัด อัลเฆาะซาลีย์ มีบทบาทระดับแนวหน้า ในการเผชิญกับกลุ่มที่มีแนวคิดสุดโต่ง และป้องกันพวกเขา จากการใช้อิสลามเป็นตัวประกัน และเบี่ยงเบนอิสลาม ออกจากอิสลาม กระแสหลัก ด้วยการปอกเปลือกการปฏิบัติของพวกเขา จากความถูกต้องตามกฏหมายว่าด้วยเรื่องญิฮาด ทั้งในและนอกดินแดนมุสลิม อัลกอรอฎอวีย์ได้ยกย่องการเปลี่ยนมุมมองใหม่ของแกนนำสำคัญจากกลุ่มดังกล่าว ซึ่งท่านให้การสนับสนุนเป็นอย่างสูง ทั้งนี้เพื่อเป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองของพวกเขา ซึ่งท่านกล่าวว่าเป็นความกล้าหาญและความกระจ่างชัด โดยก่อนหน้านี้พวกเขาได้โจมตี และปฏิเสธมุมมองต่างๆ ของท่าน (ดูหน้า 1168)

 

สรุป การศึกษาของชัยคฺ ยูสุฟ อัล กอรอฎวียฺ ในเรื่อง “ฟิกฮฺ ญิฮาด” นับได้ว่าเป็นการอิจญติฮาดที่เชื่อถือได้ เป็นการยืนยันหลักการญิฮาด ว่า เป็นวิธีการหนึ่งของอิสลาม ในการป้องกันอันมีความหมายที่กว้าง ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่ง ที่ได้รับการเข้าใจผิดเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การทำให้ภาพพจน์ของอิสลาม มีความด่างพร้อย

ชัยคฺ ยูสุฟ อัล กอรอฎอวียฺ ได้ดึงเอาความมีประสิทธิภาพ และความเป็นสายกลางของวิธีการนี้ กลับคืนมา ท่านดึงมันออกมาจากเงื้อมมือของกลุ่มหัวรุนแรง ชัยคฺ กล้าเผชิญหน้าอย่างอาจหาญ ต่อยุทธการการเข้าร่วมสงคราม ที่ขัดกับแนวคิดอิสลาม เป็นอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับที่ ชัยคฺกล้าในการปฏิเสธเหตุผลของกลุ่มหัวรุนแรง ที่ประกาศสงครามกับโลกทั้งหมด

ชัยคฺกล้าที่จะวิพากษ์วิจารณ์ นักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่จำนวนมาก ที่สนับสนุนหลักการของการญิฮาดในเชิงรุก (ญิฮาด อัล ฏอลับ) และท่านไม่เคอะเขิน ที่จะแสดงตนว่า เห็นด้วยกับกลุ่มที่เชื่อมั่น ในการญิฮาดในเชิงรับ (ญิฮาด อัล ดะฟะอฺ) ท่านยังคงทำการคัดค้าน กับเหตุผลของกลุ่มแรก โดยปราศจากความกลัวและความลังเล ไม่มีความลำเอียงหรืออยุติธรรม และการทำลายชื่อเสียง หรือการบิดเบือนทัศนะของบรรดาผู้ที่ท่านไม่เห็นด้วย มิหนำซ้ำท่านกลับแสวงหาการให้อภัยจากพวกเขา

ท่านยังคงกระทำสิ่งนั้น จนกระทั่งเหมือนเกือบจะลบล้างกับสิ่งที่รู้จักกันว่า “ญิฮาด อัล ฏอลับ” ที่จะสถาปนาการญิฮาดในเชิงรับ ขึ้นมาแทน ญิฮาดมิได้มีความเกี่ยวพัน กับการก่อการร้าย ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจน กับขบวนการที่ต่อต้านการถูกยึดครอง ญิฮาดนั้นมีหลักจริยธรรม ที่สอดคล้องกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และกฎเกณฑ์ คุณค่าต่างๆ และกฎหมายที่ห้ามการละเมิด ห้ามการยึดครอง การใช้อาวุธที่ทำลายล้างมนุษย์ และการทรมานเชลย เป็นญิฮาดที่เปิดรับกับโลกที่เปิดกว้าง ให้กับแนวความคิดและบุคคลต่างๆ ได้เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระ โดยดำเนินการผ่านข้อพิสูจน์ และเหตุผล มากกว่าความรุนแรง และการใช้กำลัง จนกระทั่งมีชัยชนะที่ถูกต้อง

การนำเสนอหลักการญิฮาดนี้ ชัยคฺ ยูสุฟ อัลกอรอฎอวียฺ ได้เปิดพื้นที่กว้างสำหรับการสานเสวนา ความอดทนอดกลั้น ข้อตกลง และการอยู่ร่วมกันระหว่างอิสลาม กับศาสนาอื่นๆ, คุณค่าของความเป็นมนุษย์ และความสามัคคี ปรองดองระหว่างชาติ เป็นการตอบสนองการเรียกร้องของอัลกุรอานที่กล่าวว่า “โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้า จากเพศชายและเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้า แยกเป็นเผ่าและตระกูล เพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้ที่มีเกียรติยิ่ง ในหมู่พวกเจ้า ณ ที่อัลลอฮฺนั้น คือผู้ที่มีความยำเกรงยิ่ง ในหมู่พวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้ อย่างละเอียดถี่ถ้วน” (อัล หุญุร๊อต 49:13)

 

อ้างอิจ จาก http://www.piwdee.net/islamsoksa/soksa5004.htm

เป็นคำปราศรัยของรอชีด อัลฆ็อนนุสซีย์ ให้ไว้ ณ มหาวิทยาลัยอีเดนเบิร์ก สก็อตแลนด์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2552 (บรรณาธิการ)www.fityah.com

Posted in ARTICLE, RELEGION

การวะกัฟในปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ปัญหาและทางออก

Posted on 0

ภายหลังจาก ศาลแพ่งพิพากษา ที่ดินจำนวน14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ด้วยที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นที่วะกัฟเพื่อสาธารณะประโยชน์ของชุมชน จึงมีการถกเถียงเป็นวงกว้างถึงหลักการในศาสนาอิสลาม ว่าด้วยเรื่องของที่ดินวะกัฟ

สำนักสื่อวาร์ตานีขอหยิกยกบทความ เรื่อง การวะกัฟในปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามปัญหาและทางออก ของ อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์  (อับดุลสุโก  ดินอะ) 

กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งได้เผยแพร่ใน http://www.oknation.net/blog/shukur

         

  ด้วย พระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์พระองค์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกคน

 

การวะกัฟเป็นภาษาอาหรับหมายถึงการบริจาคเพื่อสาธารณะกุศล ตามนิยามวิชาการหมายถึงการจำกัดกรอบตัวทรัพย์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและอุทิศผลประโยชน์ของมันให้โดยหวังผลบุญจากอัลลอฮผู้อภิบาลแห่งสากลโลก.

ท่านศาสนทูตมุฮัมมัดได้วัจนะความว่า

“เมื่อมนุษย์ได้เสียชีวิตการงานต่างๆ ของเขาก็จะตัดขาด(สิ้นสุดลง) ยกเว้นจากสามสิ่ง(ที่จะไม่ขาดคือจากการบริจาคทานที่คงถาวรความรู้ที่ให้ประโยชน์   และจากลูกที่ศอลิหฺ(ที่ดี)ที่คอยขอพรให้แก่เขา”[บันทึกโดยมุสลิมหมายเลข 1631]

 

สำหรับเงื่อนไขที่จะทำให้การวะกัฟถูกต้องเป็นผล

  1. สิ่งที่วะกัฟต้องเป็นทรัพย์สินที่เป็นวัตถุที่รู้แน่นอนสามรถใช้ประโยชน์ได้พร้อมกับคงรูปโดยไม่หมดสิ้นไป
  2. การวะกัฟต้องเป็นไปในหนทางที่ดีเช่น  มัสญิด  สะพานหรือเขื่อน  ญาติมิตรและคนยากจน
  3. การวะกัฟจะต้องเจาะจงฝ่ายที่จะรับอย่างชัดเจนแน่นอนเช่นให้แก่มัสญิดหลังนั้น  หรือเจาะจงตัวบุคคล  เช่น ให้แก่นายซัยดฺเป็นต้น  หรือเจาะจงประเภท  เช่นให้แก่คนยากจน.
  4. การวะกัฟต้องเป็นผลทันทีโดยไม่มีการกำหนดเวลาหรือผูกขาดไว้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด(เช่นหากคนนั้นมาฉันจะวะกัฟ..)ยกเว้นการแขวนไว้กับความตายของตัวผู้วะกัฟเอง(คือจะวะกัฟหลังจากที่ตัวเขาตายไปแล้ว)ถือว่าใช้ได้.
  5. ตัวผู้วะกัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำนิติกรรมได้ ( ผู้ที่วะกัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ )

 

การวะกัฟสามารถทำได้ด้วยวาจา  เช่น  การกล่าวว่า : ฉันวะกัฟให้  ฉันยกให้เป็นสาธารณะกุศล , ฉันมอบให้ทาน เป็นต้น และสามารถทำได้ด้วยการกระทำ  เช่น  การก่อสร้างมัสยิดและอนุญาตให้คนเข้าไปละหมาดได้  หรือการสร้างสุสานและอนุญาตให้นำศพไปฝังได้

 

จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้วะกัฟวางไว้ เช่นการรวม(ใครบ้าง)เข้าไป หรือ ให้(ใคร)ก่อนหลัง หรือเรียงลำดับ เป็นต้น ตราบใดที่เงื่อนไขนั้นไม่ขัดแย้งกับศาสนา และหากผู้วะกัฟไม่ได้วางเงื่อนใดๆถือว่าให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีหากไม่มันขัดกับหลักศาสนา ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วให้ถือว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน.

 

สิ่งที่วะกัฟมีเงื่อนไขว่าจะต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน อาทิเช่น ตึก สัตว์ สวน  อาวุธ  เครื่องใช้ เป็นต้น และสุนัตให้ทำการวะกัฟทรัพย์ที่ดีสุด หรืองามที่สุดในบรรดาทรัพย์ที่มีอยู่.

 

หากวะกัฟให้กับบรรดาลูกๆ แล้วหลังจากนั้นให้แก่คนยากจน  ถือว่าผลประโยชน์ของสิ่งนั้นเป็นของบรรดาลูกๆ ทั้งลูกชายและลูกผู้หญิง และลูกๆของพวกเขา(หลาน) รวมถึงแหลนๆและผู้สืบเชื่อสายรุ่นต่อๆไป โดยที่ลูกที่เป็นชายผู้จะได้รับส่วนแบ่งเป็นสองเท่าของลูกผู้หญิง และหากพวกเขาบางส่วนมีครอบครัวหรือมีความจำเป็นหรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ หรืออาจเจาะจงสำหรับผู้ที่มีความเครงครัดในศาสนาเป็นคนดีมีศิลธรรม การวะกัฟโดยเจาะจงคนเหล่านั้นก็ถือว่าใช้ได้.

 

หากผู้วะกัฟกล่าวว่า “สิ่งนี้วะกัฟให้แก่ลูกๆของฉันที่เป็นชาย หรือบรรดาลูกชายของคนๆนั้น ถือว่าได้เฉพาะลูกที่เป็นชายเท่านั้นไม่รวมลูกหญิง ยกเว้นหากผู้ที่ถูกวะกัฟให้เป็นเผ่า เช่นเผ่า(บะนี)ฮาชิม เป็นต้น ถือว่าผู้หญิงก็ครอบคลุมเข้าไปกับผู้ชายด้วย(เพราะคำว่าบะนีในที่นี้ไม่ได้แปลว่าลูกชายเท่านั้นแต่แปลว่าเผ่า)

 

บทบัญญัติเมื่อสิ่งที่วะกัฟมิอาจใช้ประโยชน์ได้

การวะกัฟเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดไม่อนุญาตให้มีการยกเลิก ขาย ยกให้ สืบทอดเป็นมรดก หรือนำไปจำนำจำนอง ดังนั้นหากผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องอาจเป็นเพราะสิ่งวะกัฟเกิดชำรุดเสียหายเป็นต้น ถือว่าวายิบที่จะต้องขายมันไป แล้วนำราคาของมันไปบริจาคในสิ่งที่เหมือนกัน เช่นหากมัสยิดหนึ่งเกิดใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ให้ขายแล้วนำเงินไปให้มัสยิดอื่นทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของการวะกัฟไว้ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวจะไม่เกิดผลเสีย หรืออันตรายแก่ใครๆ.

 

หุกการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสิ่งที่วะกัฟ

สุนัตให้มีการเปลี่ยนแปลงบูรณะรูปลักษณ์ของสิ่งวะกัฟเมื่อผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์ เช่นเปลี่ยนบ้านให้เป็นร้านค้า เปลี่ยนสวนให้เป็นบ้าน โดยค่าใช้จ่ายสิ่งวะกัฟให้เอามาจากผลประโยชน์ของมัน ยกเว้นหากมีการวางเงื่อนไขให้เอาจากแหล่งอื่น และอนุญาตให้ขัดกับเนื้อหาคำกล่าวของผู้วะกัฟเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า ดีกว่า หรือตรงตามความประสงค์ของอัลลอฮฺมากกว่า.

 

ผู้จัดการและบริหารการวะกัฟ

ถ้าหากผู้ที่วะกัฟไม่ได้ระบุผู้ที่จะดูแลสิ่งวะกัฟ ถือว่าการดูแลนั้นจะตกเป็นหน้าที่ของผู้ที่ถูกวะกัฟให้หากเป็นบุคคล แต่ถ้าหากวะกัฟให้กับองค์กร เช่นมัสญิด หรือเป็นบุคคลที่ไม่อาจจำกัดได้ เช่นคนยากจน ถือว่าการดูแลรักษาเป็นหน้าที่ของศาลหรือผู้มีอำนาจปกครอง.

 

สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในการวะกัฟ

การวะกัฟที่ประเสริฐที่สุดคือสิ่งผลประโยชน์ของมันครอบคลุมบรรดาคนมุสลิมในทุกยุคทุกสมัยและสถานที่  เช่น  การวะกัฟให้แก่มัสญิด  สถานศึกษา  นักศึกษา ผู้ที่ทำการญิหาดในหนทางของอัลลอฮฺ  เครือญาติ  คนยากจน  และผู้อ่อนแอในหมู่มุสลิมเป็นต้น.

การวะกัฟนั้นเป็นสิ่งถาวรที่อนุญาตให้มอบให้คนอื่นทำการทำนุบำรุงพัฒนานำไปบริหารโดยใช้ทุนทรัพย์ของคนๆ นั้นแล้วนำกำไรมาแบ่งกันระหว่างผู้รับวะกัฟกับผู้ที่เอาไปบริหาร

ปัญหาและข้อท้าทายวะกัฟในปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

จะเห็นได้ว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้การวะกัฟนั้นจะมีการจัดงานขอบริจาคมากในสถานที่ทั้งสองด้วยเหตุผลเพื่อพัฒนาการศึกษา  การขอรับบริจาคอาจซื้อที่ดิน  สร้างอาคาร หรืออื่นๆที่เข้าในเงื่อนไขการวะกัฟที่กล่าวมาแล้วแต่พบว่าหลายแห่งทรัพย์การวะกัฟมิได้ถูกจดทะเบียนเป็นของกลาง  แต่ใส่ชื่อบุคคลหลายกรณีเคยนำทรัพย์เหล่านี้กู้เงินในธนาคารและไม่สามารถถ่ายถอนได้หลายที่ก็สามารถผ่อนได้   หลายกรณีผู้ครอบครองนำใช้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนใช้เพื่อพัฒนาการบริหารโรงเรียนในขณะที่บางท่านนำใช้ส่วนตัว

ตามทัศนะผู้เขียนทรัพย์สินวะกัฟต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในขณะเดียวกันต้องระบุชัดเจนโดยเฉพาะที่ดินให้จดทะเบียนภายใต้มูลนิธิหรือทรัพย์สินอื่นๆที่เขาวะกัฟก็ให้ระบุขัดเจนกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในแง่กฎหมายไทย ส่วนกฎหมายพระเจ้านั้นท่านก็ต้องตอบต่อพระเจ้าเอาเอง

 

หมายเหตุอ้างอิงจาก

มุหัมมัด อิบรอฮีม อัต-ตุวัยญิรีย์.แปลโดยอิสมาน จารง.2552.การบริจาคเพื่อสาธารณะกุศล.https://islamhouse.com/th/articles/209278/

Hud, Kamal.______________________.al-Wakaf.

http://www.alashraf-leb.org/docs/Awkaf/wakuf_definition/Wakuf_Def.htm

Sulaiman Dorlah.2015.Waqf di Thailand. https://www.facebook.com/sulaiman.dorloh.5

Posted in ARTICLE, Human Rights, RELEGION, SOCIAL

ปอเนาะญีฮาดวิทยา ในมิติทางสังคม และลักษณะนิสัยของความเป็นมลายูมุสลิมปาตานี

Posted on 0

ทวีศักดิ์ ปิ  ผู้ปฏิบัติงานสำนักสื่อวาร์ตานี 

 

สถาบันปอเนาะคือ ศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ของชุมชน ซึ่งปอเนาะ กับ สังคมมุสลิมนั้น เปรียบได้กับความเค็มของน้ำทะเล การที่น้ำทะเลไม่เน่าเสียเพราะมีความเค็มของน้ำทะเลได้ปกป้องรักษาไว้ เปรียบเสมือนกับปอเนาะที่ช่วยรักษาไม่ให้สังคมมุสลิมเน่าฟอนเฟะจากอบายมุขต่างๆ เป็นคำพูดของ ‘บาบอปอเนาะดาลอ’ อับดุลการีม นาคนาวา ประธานสภาอูลามาอฺฟาฏอนีย์ดารุสส  จะเห็นได้ว่า ปอเนาะคือแหล่งอารยธรรมสันติภาพที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ปาตานี/ชายแดนใต้แห่งนี้ ที่มุสลิมในพื้นที่ได้รับความรู้ในเรื่องศาสนาเพราะอิทธิพลของปอเนาะในพื้นที่แห่งนี้

ฉะนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่า การสั่งปิดปอเนาะและการคุกคามปอเนาะจากรัฐในช่วง 12 ปีไฟใต้ สร้างแรงสะเทือนต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

การสั่งปิดปอเนาะของรัฐในช่วงปี 50 ต้นๆ ถึงสองแห่งในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นคำถามที่ชาวบ้านยังไม่กระจ่างถึงสาเหตุการสั่งปิดแต่อย่างไรก็แล้วแต่การสั่งปิด ห้ามทำการเรียนการสอนยังไม่สะเทือนความรู้สึกเท่าการสั่งยึดที่ดินปอเนาะญีฮาด

แม้เจ้าหน้าที่จะออกมาพูดหรือบอกว่า การสั่งยึดทรัพย์ปอเนาะญีฮาดในครั้งนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับใช้กฎหมายเนื่องจากเป็นคำตัดสินของศาลตามกระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานของศาล แต่รัฐก็ต้องยอมรับและรับให้ได้ว่า การสั่งปิด/ยึดปอเนาะเป็นเรื่องอ่อนไหวและส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนของตนด้วย และที่สำคัญการสั่งยึดที่ดินเป็นคำสั่งของศาลในทางนิติรัฐแต่ในความรู้สึกทางสังคมนั้นรัฐไม่สามารถที่จะห้ามความรู้สึกที่กระทบจิตใจของประชาชนได้ แม้มีหนทางในข้อเสนอของรัฐที่มีมาภายหลังจากข้อกฎหมายได้บังคับแล้วก็ตาม

สำหรับประเด็นที่อ่อนไหวและกระทบความรู้สึกต่อหัวใจประชาชน คือ การยึดที่ดินวากัฟ หนทางการแก้ปัญหาภายหลังของรัฐที่ได้ยื่นข้อเสนอผ่านแถลงการณ์ขององค์กรศาสนาว่า ทางราชการจะสานต่อเจตนารมค์ ด้วยการให้ใช้ที่ดินพื้นดังกล่าวนี้เป็นที่ตั้งของสถานศึกษาต่อไปตามเจตนารงค์ของผู้ก่อตั้งก็ตาม และองค์กรศาสนาก็ออกมาพูดว่า มีความตั้งใจที่จะให้ทุกคนเข้าใจ สบายใจ ทางเราก็สบายใจ เราไม่อยากให้ปัญหานี้กลายเป็นปัญหาประเด็นยาวไป ต้องใช้ความสามารถของศาสนาในการอธิบายประเด็นเหล่านี้ให้ทุกคนเข้าใจ

แต่ก็มีข้อสังเกตของบรรดาประชาชนรอบนอกว่า กระบวนการทั้งหมดเกี่ยวข้องกับความมั่งคง แล้วความมั่งคงกับองค์กรศาสนาเกี่ยวข้องกันอย่างไร ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ได้ยืนยันว่า สิ่งที่เราแถลงออกไปนั้น ฝ่ายความมั่นคงมอบให้คณะกรรมการของเราเต็มที่ คณะกรรมการของเราจะออกลักษณะไหน ความมั่นคงก็ยินดีจะสนับสนุนแล้วเราก็นำเสนอให้ความมั่นคงรับทราบรับรู้ เพื่อปฏิบัติ เรื่องความถูกต้องเราต้องแยก เรื่องศาลเราต้องเข้าใจ ต้องเคารพศาล ศาลเองก็ต้องประกอบด้วยหลักฐานต่าง ๆ ในกระบวนการยุติธรรมของเขาก็จบไป”

 

ในการแถลงการณ์ขององค์กรศาสนาได้ระบุว่า  การที่ศาลยึดที่ดินปอเนาะญีฮาดในครั้งนี้ กำลังถูกให้เป็นเครื่องมือที่บิดเบือนและชี้นำไปจากความจริงที่ศาลระบุ โดยมีองค์กรต่างๆที่ออกมาเคลื่อนไหวให้การช่วยเหลือ

สิ่งนี้เราก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่า การช่วยเหลือกับความจริงที่ศาลได้ระบุเป็นหลักฐานประกอบการยึดกับความเป็นมนุษยธรรมที่เข้าไปช่วยเหลือในความมิตร เป็นญาตินั้น เป็นประเด็นที่ต่างกัน และล่าสุด ก็มีประกาศจากศูนย์ช่วยเหลือและเครือข่ายจะมีการจัดงานกุศลเพื่อระดมช่วยเหลือ สิ่งนี้ได้ชี้ให้เห็นชัดว่า กลุ่มองค์กรได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อการช่วยเหลือให้กับครอบครัวที่กำลังประสบอยู่

สำหรับสิ่งที่เป็นประเด็นในเรื่องของความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมนั้น ก็ชัดเจน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีการพูดคุยสำหรับวันนี้และมีการถกประเด็นเหล่านี้มาแล้ว เกิน 10 ปีของห้วงระยะเวลาความรุนแรงในพื้นที่แห่งนี้มาแล้ว

สำหรับการตัดสินใจ ไม่ขอยื่นอุทธรณ์ ของครอบครัวแวมะนอ โดยผ่านการหารือจากชาวบ้านและศิษย์เก่าของปอเนาะ  และตัดสินใจเลือกที่จะย้ายออกไปอยู่ที่มัสยิดเป็นการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 59 ที่ผ่านมานั้น จากวันนั้นถึงวันนี้ มี ผู้คนไปเยี่ยมเยียนครอบครัวทุกวันอย่างไม่ขาดสายเพื่อให้กำลังใจและช่วยเหลือครอบครัว ปฏิสัมพันธ์เช่นนี้ เป็นลักษณะนิสัยของชาวมลายูมุสลิมปาตานีที่ถือปฎิบัติมาแต่อดีต ดังพี่น้องในสายเลือดเดี่ยวกันที่มีความรู้สึกเจ็บร่วมกันเสมือนหนึ่งเป็นอวัยวะเดียวกัน เมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดเจ็บ ส่วนอื่นก้เจ็บไปด้วย  นั่นคือความเป็น ‘อิควะห์’ (มุสลิมเป็นพี่น้องกัน)

 

*หมายเหตุ : สำนักสื่อวาร์ตานี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งเนื้อหา ท่าที และความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกองบรรณาธิการ

Posted in ARTICLE, POLITICS, RELEGION, SOCIAL

เสวนาปอเนาะ : อวสานญีฮาดวิทยาในทางนิติรัฐ แต่ยังไม่อวสานญีฮาดวิทยาในใจประชาชน

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) และองค์กรเครือข่าย จัดเสวนาหัวข้อ ปอเนาะ :แหล่งอารยธรรมสันติภาพ (อวสานโรงเรียนญีฮาดวิทยา ) ณ มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อกรณีโรงเรียนญีฮาดวิทยาหรือปอเนาะญีฮาด  หลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งริบที่ดิน 14 ไร่ให้เป็นตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศักยภาพชุมชน กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่ารัฐไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ โดยที่รัฐใช้อำนาจนิติรัฐมาตัดสินคดีโดยปาราศจากหลักนิติธรรม จึงนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐชัดขึ้น ซึ่งหลังจากที่ครอบครัวแวมะนอได้ตัดสินใจย้ายออกจากปอเนาะเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมานั้น และได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญีฮาด แสดงให้เห็นถึงพลังบริสุทธิ์ของประชาชนโดยแท้จริง และภายภาคหน้าหากประชาชนปาตานีลุกฮือขยายพื้นที่การจัดการตนเองมากขึ้น เวลานั้นรัฐจะเข้าสู่ภาวะล้มเหลวถึงที่สุดและเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดนักสู้มากขึ้น ทั้งนี้การตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์ นางชลิดา มองว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและเชื่อว่าขณะนี้ประชาชนปอเนาะญีฮาดกำลังต่อสู้โดยใช้หลักสันติวิธี ไม่ใช่เป็นการยอมแพ้ต่อกระบวนการยุติธรรมของรัฐแต่อย่างใด

ขณะที่ นายวิทยา บูรณศิล ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กล่าวถึงการดำเนินคดีโดยศาลแพ่งโดยมิชอบ ทั้งๆ ที่ควรที่จะเป็นศาลอาญา เพราะศาลอาญาจะต้องพิสูจน์พยานก่อนเสมอ ทั้งนี้จากพยานบุคคลและพยานหลักฐานจากศาลไม่มีความชัดเจนและไม่สามารถพิสูจน์ได้ และบ่อยครั้งที่ขึ้นศาลทางศูนย์ทนายฯ จะต้องรับมือจากเล่ห์เหลี่ยมของศาลอยู่บ่อยครั้ง ส่วนการยึดที่ดิน 14 ไร่ และที่ดินตกเป็นของแผ่นดินเรียบร้อยแล้วนั้น ทนายวิทยามองว่า คดีนี้ไม่มีความยืดหยุ่น ส่วนแนวโน้มว่าจะตกเป็นของประชาชนอีกครั้งหรือไม่นั้น เป็นไปได้ยากและชาวบ้านก็ไม่มีท่าทีว่าอยากจะได้ที่ดินคืนหากต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของอำนาจรัฐ นอกจากประชาชนในพื้นที่จะฟ้อง ปปง. ข้อหาฉ้อโกงที่ดินประชาชนหรือตั้งศาลปาตานีขึ้นมาเอง

ด้าน นายศราวุธ ศรีวรรณยศ ที่ปรึกษาสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการยึดที่ดินวากัฟของศาล เป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมด้วยหลักการศาสนาอิสลาม และเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างยิ่งของรัฐในการตัดสินคดีดังกล่าว ส่วนประชาชนที่เป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะต้องออกมาแสดงจุดยืนและรักษาเกียรติของมุสลิมให้ที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเช่นนี้อีกครั้ง ทั้งนี้ที่ดินวากัฟจะยังคงอยู่จนถึงวันสิ้นโลก

ขณะที่ นายอาลิฟ มาแฮ เครือข่ายพลเมืองปาตานีนอกมาตุภูมิ (PATANI viewers) กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ (ปาตานี) ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปาตานีนั้นเป็นปัญหาทางการเมือง จึงไม่ควรนำนโยบายทางทหารมาแก้ไขปัญหา และหากจะแก้ปัญหาก็ไม่ควรนำสถาบันปอเนาะมาเป็นเครื่องมือ เพราะสถาบันปอเนาะเกิดขึ้นจากการผลักดันของชุมชน จึงไม่ต้องแปลกใจหากทุกวันนี้ชาวบ้านในละแวกปอเนาะญีฮาดจะออกมาปกป้องและรักษาเจตนารมณ์ของปอเนาะให้คงอยู่โดยการสร้างปอเนาะขึ้นมาใหม่ และสิ่งที่รัฐจะต้องกระทำหลังจากนี้คือการชำระประวัติศาสตร์เหตุการณ์ในครั้งนี้ให้เกิดความยุติธรรมกับประชาชน จากนั้นนายอาลิฟกล่าวต่ออีกว่า การที่รัฐพยายามกดทับระบบการศึกษาปอเนาะให้เหมือนกับระบบการศึกษาของส่วนกลางนั้น มันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับบริบทในพื้นที่อย่างสิ้นเชิง เพราะระบบการศึกษาปอเนาะแตกต่างจากระบบการศึกษาจากส่วนกลางมาช้านานแล้ว ซึ่งสถาบันปอเนาะเกิดขึ้นก่อนโรงเรียนของรัฐด้วยซ้ำ และที่เป็นปัญหาทุกวันนี้คือ “รัฐไทยไม่ยอมเปิดใจรับความแตกต่างเท่านั้นเอง “

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS, RELEGION, SOCIAL | Tagged , , , ,

ครอบครัวแวมะนอ เลือกทางใหม่ ไม่ขออุทธรณ์ คดีปอเนาะญีฮาด

Posted on 0

14 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา ครอบครัวแวมะนอ ปอเนาะญีฮาดวิทยา ได้เก็บข้าวของทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้านของครอบครัว ย้ายออกไปเก็บและพักอาศัยชั่วคราว ที่โรงเรียนตาดีกากือแด บริเวณมัสยิดมัสยิดกือแด(ท่าด่าน) ) ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ. ปัตตานี   ในการย้ายบ้านวันนี้ มีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงและศิษย์เก่าของปอเนาะได้ไปช่วยยกข้าวของ ในวันนี้อีกด้วย

นาย บันยาล แวมะนอ ในฐานะลูกชายของนายดุลเลาะ  แวมะนอ กล่าวว่า ผมเคารพในการตัดสินของศาล แต่สาเหตุที่ครอบครัวไม่ ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเหนื่อยกับกระบวนการยุติธรรมที่ต่อสู้มานานแล้ว และได้ปรึกษาครอบครัว กลุ่มศิษย์เก่า และชาวบ้านในพื้นที่ ทุกคนตัดสินใจตรงกันว่าให้ครอบครัวย้ายออกจากปอเนาะ ทางศิษย์เก่าและชาวบ้านจะหาที่ดินใหม่ให้ครอบครัวได้อาศัยและสร้างโรงเรียนใหม่ตามเจตนารมณ์ของบาบอ

นาย บัลยาน  ยังได้กล่าวอีกว่า “สำหรับเรื่องนี้ น่าจะจบได้แล้ว  ไม่ขออุทธรณ์ให้ยืดเยื้อไปอีก โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบสิ้น

เพราะ ที่ผ่านมารู้สึกเครียดกับการถูกกดดันจากหลายฝ่ายให้ยื่นอุทธรณ์ ทั้งๆ ที่อยากให้จบๆ รัฐจะเข้ามาทำอะไรในที่ดินก็เป็นเรื่องของรัฐ ตอนนี้เราได้ย้ายข้าวของและครอบครัวไปอาศัยมัสยิดท่าด่านในชุมชนอยู่ไปก่อนแล้วและต่อไปรอหารือกับชาวบ้านและศิษย์เก่าว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหนต่อไป”

นายบัลยาน ยังได้กล่าวอีกว่า ส่วนที่ศาลเชื่อว่า พ่อเป็นคนผิดก็ให้เกี่ยวข้องกับพ่อ  ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าพ่อผมไปทำอะไรบ้าง แต่ที่ทำรัฐทำกับครอบครัวในวันนี้ เหมือนกำลังเล่นฟุตบอล ที่โยนไปโยนมา การย้ายบ้านของเราในวันนี้ เหมือนกับว่า เราได้จ่ายหนี้รัฐแล้ว เมื่อไม่มีหนี้แล้ว ก็ควรหยุด ต่อไปนี้ คงไม่มีแล้ว การที่ส่งคนโน้น คนนี้ มาอีก เรา อยากจะใช้ชีวิตปกติแบบชาวบ้านทั่วไป” นายบัลยาน กล่าว

 

สำหรับ ยาวาฮี แวมะนอ ภรรยาของนายดุลเลาะ แวมะนอ ได้กล่าวว่า  “วันนี้ถ้าถามความรู้สึก มามา คงตอบไปว่า ความรู้สึก หมดไปแล้ว ฉะนั้น วันนี้ มามา มาคิดในทางที่ดี อัลลอฮ์  ได้กำหนดไว้แล้ว ให้ เราได้ฮิจเราะฮ์  อพยพเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ไม่รู้สึกเสียดายกับมูลค่าทรัพย์สิน ที่เราได้ย้ายมา สักนิดเดียว เราเชื่อว่า การฮิจเราะห์ ของเราในวันนี้ จะพบกับสิ่งที่ดีกว่านี้ คือการอยู่อย่างสบายใจ”  ภรรยา นายดุลเลาะ กล่าวทิ้งท้าย

ในส่วนของ นายมูฮัมหมัดนาวาวี หะยีอับดุลกอเดร์  อีหม่ามประจำมัสยิดกือแด(ท่าด่าน)  กล่าวว่า  “สำหรับชาวบ้านพร้อมให้ทางเลือกกับครอบครัว ตามความสะดวก จะอยู่ที่มัสยิดพัก ที่อาคารตาดีกา ไปก่อน หรือจะไปพักที่บ้านชาวบ้าน ชาวบ้านก็ยินดี

สำหรับ มาตรการช่วยเหลือนั้น จะมีการหารือกับชาวบ้านว่าจะดำเนินการสมทบทุนเพื่อสร้างที่อยู่ใหม่ในรูปแบบไหน อย่างไรต่อไป” อีหม่านมัสยิด กือแด กล่าว

Posted in ARTICLE, Culture, Education, Human Rights, POLITICS, RELEGION, SOCIAL

IKRAM สตรีราชภัฏยะลา รณรงค์ “Say No Valentine’s Day”

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา เวลา 16.00 – 18.00 น. นักศึกษาจากชมรมศิษย์เก่าสานสัมพันธ์ (Ikatan Rahmi Alumni Ma’had (IKRAM) มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และผู้เข้าร่วมจำนวนกว่า 30 คน จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ  ได้จัดกิจกรรมรณรงค์วันวาเลนไทน์ ภายใต้หัวข้อ “Say No Valentine’s Day” ณ สวนสาธารณะ สนามโรงพิธีช้างเผือก อ เมือง จ ยะลา เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนตระหนักว่าวันวาเลนไทน์ ไม่ใช่เทศกาลของมุสลิม และการมีส่วนร่วมกับวันวาเลนไทน์(การอวยพร มอบของขวัญหรือดอกไม้)นั้นไม่เป็นที่อนุญาตในศาสนาอิสลาม

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ได้มีการเดินรณรงค์แจกแผ่นพับและพูดถึงที่มาของการรณรงค์ให้บุคคลทั่วไป

นางสาวนัซริน เจะยอ อดีตอามีเราะห์ชมรมศิษย์เก่าสานสัมพันธ์ (Ikatan Rahmi Alumni Ma’had (IKRAM) มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

ได้กล่าวว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรณรงค์ให้หนุ่มสาวเยาวชนอิสลามมีความตระหนักและเข้าใจว่าการมีสวนร่วมในเทศกาลวันวาเลนไทน์นั้น ไม่เป็นที่อนุญาตในศาสนาอิสลามและเราหวังว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้จะช่วยเยาวชนหรือสังคมเองมีความตระหนักในการรับ วัฒนธรรมอื่นมาใช้ ที่จะต้องไม่ขัดกับศาสนาอิสลาม

นางสาวนัซริน ยังได้กล่าวอีกว่า เราอยากให้ทุกคนเเสดงจุดยืนของอิสลามให้ชัดเจนคือการไม่ไปมีส่วนร่วมต่อเทศกาลวันวาเลนไทนหรือเทศกาลอื่นๆที่ผิดหลักต่อศาสนาอิสลาม

ด้านนางสาวแวอารมา สาแม อามีเราะห์ชมรมชมรมศิษย์เก่าสานสัมพันธ์ กล่าวว่า “สำหรับการจัดกิจกรรม การรณรงค์ “say no valentine”ในครั้งนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะสื่อให้เยาวชนทุกคนตระหนักถึงการไม่ส่งเสริมและไม่เข้าร่วมเกี่ยวข้องกับงานวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันสำคัญของศาสนาอื่น โดยอยากให้เยาวชนมุสลิมรู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าประวัติศาสตร์ของวันดังกล่าวมีทีมาอย่างไร”

นางสาวแวอารมา ยังได้กล่าวอีกว่า “ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นหนึ่งกิจกรรมที่จัดโดยองค์กรเล็กๆแต่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงจุดยืนของศาสนาเรา และสุดท้ายนี้ก็อยากฝากให้มุสลิมทุกท่าน ร่วมกันตระหนักไม่เข้าร่วมหรือสนับสนุนกับสิ่งที่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม และอยากขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันรักษาความเป็นอิสลามของเรา”

สำหรับวันวาเลนไทน์นั้นถือเป็นวันที่กำหนดให้เป็นวันแห่งความรัก วันที่ทุกคนแสดงความรักและความรู้สึกต่อกัน วันที่หนุ่มสาวออกมาเที่ยวกันและเฉลิมฉลองกัน ทั้งที่อิสลามก็สอนให้เรารักพระเจ้า รักรอซุล รักพ่อแม่ รักพี่น้องร่วมศรัทธา ไม่ว่าจะวันไหนๆ ก็เป็นวันแห่งความรักสำหรับผู้ศรัทธาและใคร่ครวญ หากเขาได้ทำตัวให้พระเจ้ารัก แน่นอนพระองค์ก็จะให้เขาเป็นที่รักของมวลมนุษย์บนโลกนี้เช่นกัน ดังนั้น อิสลามไม่ได้ห้ามเรื่องความรัก แต่จงรักตามแบบฉบับของอิสลาม…love Islam No Valentine’s day หนึ่งเสียงของมุสลิมะอ์ที่ได้กล่าวทิ้งท้าย

 

ขอบคุณภาพจาก IKRAM

Posted in NEWS, RELEGION, SOCIAL | Tagged , ,

ดร.มะรอนิง เสนอสร้างธนาคารเลือดที่เป็นของมุสลิมเอง

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

ทางกองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี ขอหยิบยกงานเขียนเก่าของคณะทำงานที่เคยเขียน ซึ่งเกี่ยวข้องการบริจาคโลหิต

ดร.มะรอนิง สะแลมิง อาจารย์ประจำแผนกกฎหมายอิสลาม วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เปิดเผยว่า ความเข้าใจและทัศนคติของมุสลิมเกี่ยวกับการบริจาคเลือดอยู่ที่ความเชื่อทางศาสนาว่า เลือดเป็นสิ่งนาญิส (สกปรก) ดังนั้นการบริจาคสิ่งที่เป็นที่นาญิส จึงไม่ได้รับอนุญาต การนำสิ่งที่อยู่ในร่างกายออกมาเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ซึ่งเป็นการวินิจฉัย (ฟัตวา) ที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้มุสลิมยังเกรงว่า จะนำเลือดของตนไปให้คนต่างศาสนา

ดร.มะรอนิง กล่าวว่า การบริจาคเลือดเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์ เป็นสิ่งที่ศาสนาอิสลามอนุญาต เพราะหลักคำสอนจากคำภีร์อัลกุรอ่านระบุว่า หากผู้ใดได้รักษาหนึ่งชีวิตของมนุษย์ ก็เท่ากับได้รักษาชีวิตมนุษย์ทั้งมวล หากเมื่อใดมีความจำเป็นต้องใช้เลือด การบริจาคเลือดก็จะกลายเป็นเรื่องบังคับ (วาญิบ) ให้ทุกคนต้องบริจาคเลือด ถ้าไม่มีใครบริจาคเลือดเลย ทุกคนจะได้รับบาปทันที

“ผมขอเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาชาวมุสลิมบริจาคเลือดกันน้อย โดยการสร้างธนาคารเลือดที่เป็นของมุสลิมเอง หรือการแยกรับบริจาคเลือดเฉพาะของมุสลิมมาไว้ต่างหาก อาจจะช่วยลดข้อครหาที่ว่า นำเลือดมุสลิมไปให้คนศาสนาอื่นได้ผมเสนอให้องค์กรมุสลิม หรือผู้นำศาสนาอิสลาม เป็นผู้นำการบริจาคเลือดให้มากขึ้น เพราะจะทำช่วยให้ชาวมุสลิมตามไปบริจาคเลือดกันมากขึ้นด้วย ”ดร.มะรอนิง กล่าว

ด้าน นายแพทย์สุทธิพงษ์ ทักษิณสัมพันธ์ ผู้อำนวยการธนาคารเลือด ประจำโรงพยาบาลปัตตานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณเลือดในธนาคารเลือด โรงพยาบาลปัตตานี มีไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้เลือดที่มีมากถึง 4,000–5,000 ซีซีต่อวัน เนื่องจากมีผู้บริจาคเลือดเฉลี่ย 450 ซีซีต่อวัน หรือน้อยกว่า บางครั้งโรงพยาบาลออกไปขอรับบริจาคเลือด ชาวบ้านก็ไม่เข้าใจว่า มาขอรับบริจาคเลือดเพื่ออะไร ทำให้ไม่ได้รับบริจาคเลือดเลยก็มี แต่ละวันยอดผู้มาบริจาคมีเพียง 3–5 คน และบางวันแค่ 1–2 คนเท่านั้น

นายแพทย์สุทธิพงษ์ เปิดเผยต่อไปว่า เลือดส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาคของทหาร จากค่ายทหาร เยาวชน นักเรียน นักศึกษา จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่ทางโรงพยาบาลออกจัดกิจกรรมขอรับบริจาคในช่วงเปิดเทอม ขณะที่ช่วงปิดเทอม ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมขอรับบริจาคเลือดได้ จะเป็นช่วงที่ขาดแคลนเลือดอย่างหนัก ผู้บริจาคเลือดส่วนใหญ่ เป็นชาวไทยพุทธ ส่วนชาวมุสลิมบริจาคเลือดน้อยมาก เนื่องจากกลัวความเจ็บปวด กลัวเข็มฉีดยา บางคนบริจาคเลือดให้เฉพาะญาติเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้เลือดของตนไปอยู่กับคนอื่น โดยเฉพาะคนต่างศาสนา

นายแพทย์สุทธิพงษ์ เปิดเผยด้วยว่า ส่วนมากชาวบ้านจะบริจาคเลือดเมื่อมีอาการป่วย เพราะเชื่อว่าการบริจาดเลือดจะช่วยให้อาการป่วยดีขึ้น การบริจาคด้วยจิตกุศลจึงมีน้อยมาก โดยทั่วไปชาวบ้านไม่ทราบว่า เมื่อบริจาคเลือดแล้วจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ทำให้ชาวบ้านไม่อยากบริจาคเลือด ทั้งที่การบริจาคเลือดทำให้มีสุขภาพดีขึ้น และเข็มที่ใช้รับบริจาคเลือด เป็นเข็มที่สร้างความเจ็บปวดน้อยที่สุด

 

นายแพทย์สุทธิพงษ์ เปิดเผยอีกว่า มาตรการรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่มีผู้ป่วยต้องใช้เลือดจำนวนมาก ทางโรงพยาบาลจะใช้วิธีขอบริจาคจากญาติ แต่ส่วนใหญ่ถูกปฏิเสธ ทางโรงพยาบาลจึงใช้วิธีขอรับบริจาคเลือดจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ซึ่งจำเป็นต้องบริจาคหากจำเป็นจริงๆ

“นอกจากนี้ ก็ขออนุเคราะห์เลือดจากโรงพยาบาลใกล้เคียง หรือโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หรือโรงพยาบาล ม.อ. อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หรือหากมีความต้องการเลือดจำนวนมาก ก็จะขอจากธนาคารเลือดของสภากาชาด แต่วิธีนี้ต้องใช้เวลานานกว่าจะได้เลือด” นายแพทย์สุทธิพงษ์ กล่าว

 

ขอขอบคุณภาพ : http://www.cis.psu.ac.th/

 

Posted in ARTICLE, Health, RELEGION | Tagged , ,

ไขปม ยึดที่ดินปอเนาะญีฮาดวิทยา แก้ปัญหาความไม่สงบหรือเพิ่มความขัดแย้ง

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

วันนี้  2 กุมภาพันธ์ 2559 สำนักสื่อวาร์ตานี ได้รับเชิญจากกองอำนวยการรักษาความมั่งคงภายในภาค4 ส่วนหน้าเพื่อร่วมฟังและติดตามทำข่าวการแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงจากคำสั่งศาลแพ่ง กรณียึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยาให้ตกเป็นของแผ่นดิน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง สำนักอัยการประจำจังหวัดปัตตานี

การประชุมเริ่มขึ้น ในเวลา 10.00 น. ประกอบด้วย  นายโสภณ ทิพย์บำรุง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2  ,  นาย กิตติ สุระคำแหง  ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรม ศอ.บต. , พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และสื่อมวลชนอีกจำนวนหนึ่ง

นายโสภณ ทิพย์บำรุง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 9  กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้ ไม่ใช่ การแถลงข่าว แต่เป็นการอธิบายข้อกฎหมาย ให้สื่อมวลชน ได้รับทราบ โดยเอาคำพิพากษามาอธิบาย  ซึ่งที่ดินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ตาม ม.3 (8) ฉะนั้นที่ดินตามหนังสือรับรองทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่มีเนื้อที่ 14ไร่  1งาน 42 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนญีฮาดวิทยา  นั้น ศาลมีคำสั่งให้ริบในคดีถือเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม ม 3 (21) แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน”

นายโสภณได้อธิบายว่า “ ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งไม่ได้มีความหมายแค่ “มีไว้หรือได้มาจากการกระทำความผิด” เท่านั้น แต่ให้หมายรวมถึง “ทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ หรือสนับสนุนการกระทำความผิดมูลฐานฟอกเงิน” ด้วย และความผิดฐานก่อการร้ายก็เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ส่วนทรัพย์นั้นเป็นของใคร เป็นสาระสำคัญน้อยกว่าการที่ทรัพย์นั้นได้ถูกใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการ กระทำความผิด

ฉะนั้น คดีนี้จึงไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลทุกประการ”  อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 9 กล่าว

 

ผอ.สำนักยุติธรรม ศอ.บต. ชี้ ทางออกต้องมาคุยกัน

ด้าน นายกิตติ สุระคำแหง ผอ.สำนักยุติธรรม ศอ.บต.กล่าวว่า “ในส่วนของโรงเรียนญีฮาดวิทยาผู้เป็นเจ้าคดีคือศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี  ขณะนี้อยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ซึ่งจะมีการเรื่องอุทธรณ์หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับญาติหรือเจ้าของที่ดินว่าจะมีการอุทธรณ์หรือไม่  โดยล่าสุดทางฝ่ายทนายได้ขอยืดระยะเวลาต่อจากสามสิบวัน หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามาแล้ว คงต้องรอกระบวนการของศาลสิ้นสุดลงเสียก่อน เราถึงจะร่วมกันหาทางออกของปัญหาเพื่อไม่นำสู่การเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งของพื้นที่ต่อไป”

นายกิติ สุระคำแหง ยังกล่าวอีกว่า “สำหรับในทางกฎหมายยังเหลืออีกสองขั้นตอนในพิพากษาพิจารณาคดีหากหลังจากพ้นทางกฎหมายหากเป็นไปตามที่ศาลสั่ง เราก็ยังมีทางออกในเรื่องของนโยบายต่อไป ซึ่งเบื้องต้นนี้ทางฝ่ายความมั่นคงกำลังมองหาทางออกว่าอาจจะมีการปรับปรุงเป็นสถานศึกษาให้กับชุมชนเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยให้ทางเจ้าของที่เดิมเป็นผู้บริหารต่อถึงแม้ที่ดินดังกล่าวจะไม่สามารถถ่ายโอนเป็นกรรมสิทธิ์ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นสถานศึกษาให้กับชุมชนกลับมาได้อีกเช่นเดิม และเจ้าของเดิมยังสามารถใช้ประโยชน์ได้เหมือนเดิม อาจเป็นทางออกของปัญหาได้อีกทางหนึ่ง แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น เราก็ต้องมาคุยกัน” ผอ.สำนักยุติธรรม ศอ.บต.กล่าว

 

ตูแวดานียา ย้ำรัฐ ต้องไม่เพิ่มเงื่อนไขความขัดแย้ง

ด้านนาย ตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพ( LEMPAR ) กล่าวว่า “การออกมาให้ข้อมูลทางข้อกฎหมายเกี่ยวกับคดีปอเนาะญีฮาดของทางอัยการพิเศษเขต9ร่วมกับกอ.รมน.และศอบต.แก่สื่อมวลชน ในช่วงจังหวะเวลาที่สังคมในพื้นที่เริ่มมีกระแสสูงตั้งคำถามกับเหตุผลของศาลแพ่งในการริบทรัพย์สินโรงเรียนปอเนาะญีฮาดวิทยาตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นไปได้สูงว่าการชี้แจงของอัยการไปยังสื่อมวลชนเพื่อให้สังคมในพื้นที่ได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงในกระบวนการยุติธรรมของศาลแพ่งสั่งว่ามีความผิดตามพรบ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ.2542 อาจจะเป็นความประสงค์ของทางกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ต้องการทำความเข้าใจกับสังคมในพื้นที่ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับปัจจัยเหตุผลในด้านอื่นๆที่สังคมมีความรู้สึกคลางแคลงใจใดๆทั้งสิ้น”

นายตูแวดานียา ยังกล่าวต่ออีกว่า “เรื่องคดีของปอเนาะญีฮาดวิทยาเป็นเรื่องที่ทับซ้อนระหว่างเรื่องส่วนตัวของครอบครัวนายดูนเลาะ แวมะนอ ในฐานะผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งเป็นทึ่ตั้งปอเนาะญีฮาดวิทยา กับเรื่องส่วนรวมของสังคมมลายูมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีวิถีชีวิตสัมพันธ์แนบแน่นกับหลักคำสอนจากสถาบันปอเนาะแบบดั้งเดิมตามต้นฉบับของปอเนาะปาตานี

ข้อเท็จจริงในเรื่องที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งปอเนาะญีฮาดนั้นทางครอบครัวก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของทางครอบครัวซึ่งเป็นภรรยานายดูนเลาะ แวมะนอ กับพี่นัองร่วมกัน 5 คนเป็นเจ้าของ แต่ในส่วนของทรัพย์สินซึ่งอยู่บนผืนดินที่ตั้งปอเนาะญีฮาดวิทยานั้นไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวนายดูนเลาะ แวมะนอ แต่อย่างใด ในทางกลับกันทรัพย์สินดังกล่าวเช่น อาคารเรียนทั้งหมด อาคารสุเหร่าและตัวบ้านที่อยู่อาศัยของครอบครัวนายดูนเลาะ แวมะนอ ในฐานะครูใหญ่(บาบอ)ปอเนาะญีฮาดวิทยานั้น ล้วนแต่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของชาวบ้านและอดีตศิษย์เก่าทั้งสิ้น เมื่อมีเวทีชี้แจงถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อกฎหมายกรณีทรัพย์สินปอเนาะญีฮาดวิทยาถูกศาลแพ่งสั่งริบเป็นของแผ่นดินโดยมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ทำให้ชาวบ้านและบรรดาศิษย์เก่าย่อมเกิดคำถามต่อทรัพย์สินต่างๆบนที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของปอเนาะญีฮาดในฐานะตนก็เป็นเจ้าของร่วมด้วยนั้นเป็นธรรมดาของความรู้สึกของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางตรงด้วยอยู่แล้ว สิ่งที่ท้าทายรัฐมากในตอนนี้ก็คือเมื่อทรัพย์สินของปอเนาะญีฮาดวิทยาที่ไม่ใช่ที่ดินนั้น ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของครอบครัวนายดูนเลาะ แวมะนอ เท่านั้น แต่ชาวบ้านและบรรดาศิษย์เก่าก็เป็นเจ้าของร่วมด้วย

อีกทั้งสังคมมลายูมุสลิมในพื้นที่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าเปรียบเสมือนมัสยิดคือหัวใจของมุสลิม ปอเนาะก็เหมือนกับมันสมอง การที่สังคมมลายูมุสลิมมีมัสยิดเยอะแยะและหรูหรา แต่ระบบปอเนาะดั้งเดิมกลับถูกทำลาย ก็ไม่ต่างอะไรกับสภาพของคนที่หัวใจเข้มแข็งแต่พิการทางสมอง รัฐพยายามใช้กระบวนการยุติธรรมจัดการกับผู้ต้องหาคดีความมั่นคงซึ่งคาบเกี่ยวกับปอเนาะ เพื่อป้องกันไม่ให้สังคมสนับสนุนการต่อสู้ของผู้ต้องหาคดีความมั่นคง แต่ผลข้างเคียงของการจัดการแบบครอบจักรวาลนั้น กลายเป็นการขยายความขัดแย้งไปยังสังคมในวงกว้างโดยปริยาย เพราะประเด็นสำคัญของสังคมไม่ได้อยู่ที่สถานะของนายดูนเลาะ แวมะนอ จะเป็นโจรหรือไม่เป็นโจรในสายตาของรัฐหรือไม่ แต่ประเด็นสำคัญของสังคมในพื้นที่คือความเป็นปอเนาะดั้งเดิมตามฉบับของปาตานีในสายตาของรัฐนั้นจะเป็นแหล่งซ่องสุมโจรจริงหรือไม่ ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับการอธิบายของรัฐว่าสามารถทำให้สังคมในพื้นที่เชื่อถือได้หรือไม่เป็นสำคัญ” นาย ตูแวดานียา ตูแวแมแง กล่าว

 

ขอบคุณภาพจาก เพจ LEMPAR

 

 

 

Posted in Human Rights, NEWS, POLITICS, RELEGION | Tagged , , ,

1 กุมภาพันธ์ วันฮิญาบโลก World Hijab Day

Posted on 0

ปัจจุบัน ทุกๆอย่างย้อนมีวันสากล ภายในตัว ฉะนั้น การใส่ฮิญาบของสตรีมุสลิม ที่ถือเป็นวาญิบ(บังคับตามหลักศาสนาอิสลาม) ที่ถือปรากฏในอัล-กุรอ่านดังบทความ ที่อาจารย์ บรรจง บินกาซัน ได้เขียนเพื่อบอกถึงเรื่องราวการสร้างมนุษย์ดังที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์กุรอ่านเพื่อบอกให้เรารู้ว่าเมื่อพระเจ้าสร้างอาดัมและเฮาวาขึ้นมาเป็นมนุษย์คู่แรกในอาณาจักรของพระองค์ พระองค์ได้ให้ทั้งสองมีเสื้อผ้าปกปิดร่างกายเช่นเดียวกับสรรพสัตว์ทั้งหลายที่พระองค์ประทานขนแก่มัน เพียงแต่สัตว์ไม่สามารถเปลี่ยนขนของมันได้เหมือนกับที่มนุษย์เปลี่ยนเสื้อผ้าตามแฟชั่นได้เท่านั้น

นอกจากนี้แล้ว เสื้อผ้าของมนุษย์ยังได้ถูกออกแบบให้สอดคล้องกับจิตสำนึกทางศีลธรรมที่ถูกปลูกฝังไว้ในธรรมชาติของมนุษย์ด้วย นั่นคือความละอายซึ่งเป็นคุณสมบัติทางจิตใจที่จะปกป้องมนุษย์ทั้งสองเพศให้พ้นจากความเสื่อมทรามทางเพศ ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นผู้หญิงในอดีตส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อผ้าหลวมๆที่ปกปิดร่างกายมิดชิด

เมื่อโลกเจริญขึ้นภายใต้วัฒนธรรมตะวันตก เครื่องจักรสามารถทำให้มนุษย์ผลิตเสื้อผ้าได้มากขึ้น แต่ความละอายอันเป็นคุณค่าสำคัญของเพศหญิงกลับลดน้อยลง เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายผู้หญิงจึงหดหายตามไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือผู้หญิงตกเป็นเป้าหมายของการลวนลามหรือไม่ก็กลายเป็นสินค้าทางกามารมณ์และสถิติอาชญากรรมทางเพศสูงขึ้น

แต่เมื่อผู้หญิงมุสลิมโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐต้องการจะแต่งกายโดยการสวมใส่อาภรณ์อิสลามที่เรียกฮิญาบเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของสตรีเพศ สื่อมวลชน สังคมและรัฐบาลในประเทศตะวันตกบางประเทศที่ยกย่องเชิดชูเสรีภาพส่วนบุคคลกลับสร้างกระแสว่าการแต่งกายด้วยอาภรณ์ฮิญาบเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้หญิงและเป็นการกดขี่สตรีเพศจนเรื่องนี้ได้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งอย่างหนึ่งในสังคม

ผลของความขัดแย้งนี้ทำให้ผู้หญิงที่มิใช่มุสลิมกลุ่มหนึ่งรณรงค์ให้มีการสวมฮิญาบกันในวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและพวกเธอจะประกาศให้วันนี้เป็นวันฮิญาบโลกโดยหวังที่จะให้เกิดการยอมรับสิทธิในการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาและเข้าใจถึงคุณค่าของการสวมอาภรณ์ฮิญาบ เพราะยังมีหลายคนเข้าใจผิดว่าผู้หญิงมุสลิมสวมใส่ฮิญาบเพราะถูกบังคับ

Posted in ARTICLE, RELEGION