Wartani
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี+สำนักสื่อ wartani
برسام كيت مغجادي سقسي دمي كآمنن دفطاني+لمباكا ميدياوارتاني
Let us be the witnesses for peace in PATANI+Wartani Media Agency
Bersama kita menjadi saksi demi keamanan di PATANI+Lembaga media Wartani

ตำนาน 7 ขั้นบันไดที่ยังไม่ตายของ นายมะแซ อุเซ็ง

Posted on 0

โดย  กูมะ โต๊ะตีเต

 

ข่าวการเสียชีวิต นายมะแซ อูเซ็ง หนึ่งในบุคคลสำคัญขององค์กร แน่วร่วมปฏิวัติแห่งชาติ ปาตานี (BRN) ในวันที่ 11/5/2016 ได้ถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วผ่านสื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดนใต้อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะจริงเท็จเพียงใดนั้น คงต้องต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ทั้งนี้ทางหน่วยข่าวกรองฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว

นายมะแซ อุเซ็ง จะเสียชีวิตหรือไม่นั้นคงไม่สำคัญเท่ากับ ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงที่ระบุว่า เขาเป็นผู้สร้างและเจ้าของตำนานหลักการ 7 ขั้นบันได สู่การก่อกำเนิดมวลชนปฏิวัติ และ ณ วันนี้การปฏิวัติฉบับประชาชนได้ถูกติดอาวุธทางความคิดในทุกระดับชั้นของสังคม (TOTAL) ทั่วทุกซอกทุกมุมในแผ่นดินแม่ของเขาอย่างเป็นกระบวนการ และเขาอีกคนหนึ่งคือ วีรบุรุษที่ฝ่ายต่อต้านรัฐ เชิดชูว่าเป็นผู้หลักแหลมและปราดเปรื่องที่ได้ถูกจารึกไว้หน้าประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อย ปาตานี จากการยึดครองจากรัฐอาณานิคม รัฐไทย (สยาม) หากแต่ในฝ่ายของรัฐแล้วเขาเป็นคนที่รัฐต้องการตัวมากไม่น้อยไปกว่า นายสะแปอิง บาซอ ที่รัฐเชื่อว่าเป็นเบอร์ 1

ผู้เขียนได้เฝ้าสังเกตการณ์ความพยายามของรัฐบาลไทยในแก้ไขปรากฏการณ์ความขัดแย้งใน 4 จังหวัดภาคใต้หรือปาตานีนั้น นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกองกำลังประชาชนชาติมลายู ยึดค่ายปีเหล็งและปล้นปืนในจำนวน 413 กระบอกพร้อมกันนั้นได้สังหารเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นยามรักษาความปลอดภัยในคืนของวันที 4/1/2004 จำนวน 4 คน ซึ่งรัฐบาลไทยเชื่อว่าเป็นวันเสียงปืนแตกหรือเป็นจุดเริ่มต้นของบันไดขั้นที่ 6 หรือเรียกว่าเป็นขั้นตอนจุดดอกไม้ไฟจนถึงวันนี้  2016 ยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดความสงบลงได้  ในขณะที่รัฐบาลไทยในหลายๆรัฐบาลได้สลับสับเปลี่ยนการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ จนสุดท้ายในวันนี้รัฐบาลไทยอยู่ภายใต้รัฐบาล(รัฐประหาร)ทหารซึ่งกล่าวกันว่า เป็นยุครัฐบาลที่มีอำนาจและมีความเป็นเอกภาพมากกว่าในหลายๆรัฐบาลก่อนหน้านี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะยับยั้งการปฏิบัติการ ของฝ่ายตรงข้ามได้

ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยได้พยายามใช้หลากหลายวิธีการ หลากหลายมาตรการ และหลากหลายเวอร์ชั่นทั้งใช้วิกฤติดึงมาเป็นโอกาส ทั้งใช้ศิลปะในการโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามให้สนับสนุนรัฐและในขณะเดียวกันก็สร้างความขัดแย้งภายในองค์กรฝ่ายตรงข้าม โดยใช้กลไกโครงสร้างขององค์กรทางศาสนาอิสลามมาช่วยเป็นกระบอกเสียงให้รัฐ เพื่อลดทอนความชอบธรรมของขบวนการฯ การนิยามคำเรียก เช่นกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง เป็นต้น การใช้วาทกรรม  การใช้หลักการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาอิสลามให้กลมกลืน (สมานฉันท์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า”สามาบลาแจ” แปลว่าน้ำพริกกะปิ)เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายรัฐบาลไทยว่าปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่กำลังบรรเลงอยู่ทางภาคใต้(Patani) ณ วันนี้นั้น ไม่ใช่อื่นใด แท้จริงนั้นคือปัญหาความขัดแย้งภายในและเพื่อให้สอดรับกับสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-TAC) จัดทำขึ้นโดยประเทศสมาชิกอาเซียน 5ประเทศ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงค์โปและไทย ) และมีผลบังคับใช้เมือวันที 24  กุมภาพันธ์ พ.ศ.2519เพื่อกำหนดหลักการดำเนินความสัมพันธ์ในภูมิภาค ได้แก่

  1. การเคารพในอำนาจอธิปไตย ความเสมอภาค และบูรณภาพแห่งดินแดน
  2. การไม่แทรกแซงกิจการภายใน
  3. การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
  4. การไม่ใช้หรือขู่ว่าจะใช้กำลังและ
  5. การสงเสริมความร่วมมือระหว่างกันร่วมทั้งมีมาตรการเกี่ยวกับแนวทางการยุติข้อพิพาทโดยสันติวิธีโดยอาศัยกลไกคณะอัครมนตรี (HighCouncil) เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในภูมิภาค

ทางรัฐบาลไทยถือว่า สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวเป็นกุญแจดอกที่ 2 ในการที่จะปกป้องเพื่อไม่ให้ปรากฏการณ์ความขัดแย้งในเชิงประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐไทยผู้รุกราน(รัฐอาณานิคม) กับรัฐปาตานี ผู้ที่กำลังดำเนินการทำการปฏิวัติโดยกองกำลังประชาชนทั่วทั้งดินแดนปาตานี ไปสู่เป้าหมายเพื่อทำการปลดปล่อยปาตานี ให้ได้อิสระจาก รัฐอาณานิคมสยาม (ไทย) ที่ยึดครองนานกว่าร้อยปี

ฉะนั้นแล้ว การที่นายมะแซ อูเซ็ง ได้สร้างแม่แบบของการปฏิวัติประชาชนให้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ปลุกการต่อต้านต่อรัฐไทยได้ยากยิ่ง เพราะรัฐได้ให้เงื่อนไขของคุณภาพชีวิตและเสรีภาพทางศาสนาค่อนข้างมากพอสมควรหลังสิ้นยุคหะยีสุหลง โต๊ะมีนา ดังนั้นองค์กรใดก็ตามที่มีคนเป็นยอดคน (คนเก่ง) องค์กรนั้นก็มีฐานะมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จเพื่อก้าวสู่ความยิ่งใหญ่และสามารถสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนของตนในทุกระดับชั้นและทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง บันได 7 ขั้นได้ซึมลึกไปทุกอณูของมวลชนที่รักในอิสรภาพที่รัฐอาจจะหยั่งไม่ถึงหรือเพียงแค่ทำเป็นไม่รับรู้

 

ขอบคุณภาพ/ Manager Online

 

*หมายเหตุ : สำนักสื่อวาร์ตานี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งเนื้อหา ท่าที และความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกองบรรณาธิการ

Posted in ARTICLE, POLITICS

สนามสงครามในยุคใหม่ที่ต้องจบด้วยโต๊ะเจรจา

Posted on 0

โดย แบมะ  โต๊ะมือแน

 

อัสลามุอะลัยกุม

ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวก่อนก็แล้วกันนะครับ คนแถวบ้านผมจะรู้จักผมในนามชื่อแบมะ และผมเป็นลูกหลานปาตานีโดยกำเนิดครับ วันนี้เป็นวันที่ผมต้องออกมาพูด ถึงแม้ว่าวันนี้ผมจะมีเสียงที่เเหบแห้ง ผมก็จะขอพูด ในประเด็นการเจรจาสันติภาพ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ระหว่างฝ่ายรัฐบาลไทยและฝ่ายกู้ชาติปาตานีกลุ่มต่างๆ และวันนี้ ก็เกิดกลุ่มใหม่ที่มาขอเจรจากับรัฐบาลไทยและคนกลุ่มนั้นก็คือ กลุ่ม” มาราปาตานี”

 

และเท่าที่ผมติดตามข่าวสารของการเจรจาของคนสองกลุ่มมานั้น ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงเลยว่า ทุกๆรอบของการเจรจามันเหมือนกับว่าทางฝ่ายรัฐบาลไทย เป็นฝ่ายเอา”โมบายโฟนแล้วตั้งนาฬิกาปลุก ซึ่งสามารถปิดเปิดและเลื่อนเวลาปลุกเองอยู่ฝ่ายเดียว” เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่าการพุดคุยที่ไร้บทสรุป ไร้จุดหมาย และไร้ทิศทาง หรืออาจเรียกได้ว่า สูญเปล่าก็ว่าได้

 

และที่สำคัญเลย คณะเจรจาของฝ่ายรัฐบาลไทยก็เป็นแค่กลุ่มคนระดับล่างที่เป็นกลุ่มคนไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองและตัดสินใจและลงนามยอมรับการเจรจา ส่วนทางฝ่ายคณะรัฐบาลรวมถึงนายกรัฐมนตรีของไทยในเวลานี้ก็ออกมาปฏิเสธไม่ขอเจรจากับกลุ่มไหนทั้งนั้น        ส่วนฝ่ายมาราปาตานีเองก็ไม่ชัดเจนในจุดยืนและไร้อำนาจเจรจาต่อรอง และปัญหาใหญ่คือ ประชาชนปาตานีส่วนใหญ่แทบไม่มีใครรู้จักกลุ่มมาราปาตานี และการที่มาราปาตานีออกมาตั้งกลุ่มขอเจรจากับทางรัฐบาลไทยนั้น พวกเขารับอำนาจมาจากใคร นี่เป็นคำถามที่ มาราปาตานีก็ต้องออกมาตอบให้ ประชาชนใน สามจังหวัดชายแดนใต้รับทราบด้วย การที่กลุ่มเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายไม่กล้าออกมาให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาแก่ ประชาชนนั้น ไม่ทราบว่า ทั้ง 2 กลุ่มมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือเปล่า

 

ถ้าเราจะย้อนกลับไปดูผลการเจรจาครั้งก่อน ๆ ในอดีตที่ผ่านมา ที่ทางรัฐบาลไทยได้ทำการเจรจากับกลุ่มกู้ชาติปาตานีกลุ่มต่าง ๆ อย่างเปิดเผยบ้างและอย่างลับ ๆ บ้าง นั้น ผลออกมาเหมือน ๆ กัน คือไร้ข้อสรุปและทางฝ่ายรัฐบาลไทยก็ได้ทำการล้มโต๊ะเจรจาในทุกๆครั้งที่มีการเจรจา ซึ่งบทเรียนในอดีตที่ผ่านมานั้นมีค่ามากมายให้เราได้ศึกษาถึงแนวทางและจุดหมายของการเจรจาจริง ๆ ที่ทางรัฐบาลไทยต้องการและจุดหมายจริง ๆ ที่ทางกลุ่มกู้ชาติปาตานีต้องการ

 

ปัญหาความรุนแรงระลอกใหม่ในห้วง 12 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ สามจังหวัดชายแดนใต้ประสบกับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่มิอาจประเมินค่าได้ หนำซํ้าความเป็นอิสระในการดำเนินชีวิตก็หายไป  มีด่านตรวจมากมาย มีทหารตำรวจทหารพราน อส. และอื่น ๆ จากหน่วยงานความมั่นคง เกิดขึ้นมากมายในเขตสามจังหวัดชายแดนใต้ จนบางครั้งเราคิดว่าเราอยู่ในดงสงครามยังไงยังงั้นเลย

 

คำถามยอดฮิตของคนสามจังหวัดชายแดนใต้ คือเมื่อไหร่จะสงบและเมื่อไหร่ทางรัฐบาลไทยจะเจรจาอย่างจริง ๆ จัง และจริงใจกับการเจรจาโดยการเปิดโต๊ะเจรจาให้มีผู้สังเกตการณ์ที่เป็นคนกลางหรือบุคคลที่มาจากประเทศเป็นกลาง

เช่น นอร์เวย์ อังกฤษ เยอรมัน เพื่อมาเป็นสักขีพยานในการเจรจา และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับ ประชาชนสามจังหวัดชายแดนใต้และคู่เจรจา ผมเชื่อว่าถ้าทางฝ่ายรัฐบาลไทยกล้าทำอย่างที่ผมเขียนมานั้น  คู่เจรจาตัวจริงก็กล้าที่จะออกมาพูดคุยและเจรจาหาข้อสรุปและหาบทสรุปที่เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบการเจรจาที่นานาชาติ ให้การยอมรับ ไม่ใช่เป็นการเจรจาแค่นามธรรมอย่างที่ผ่าน ๆ มาในอดีตที่ทางรัฐบาลไทยเน้นย้ำว่าจะขอเจรจาภายใต้กฎหมายของไทยเท่านั้น และทุก ๆ รัฐบาลก็ได้มีจัดการพูดคุยกับฝ่ายกู้ชาติปาตานีทั้งในทางมืดและในทางสว่างนั้น ก็ได้คุยกันเท่านั้นเอง ไร้บทสรุป ไร้ทางออก  ทุกครั้งเลย

 

”เอ๊ะ…หรือว่าทางฝ่ายรัฐบาลไทยไม่เคยมีแนวคิดที่จะให้สามจังหวัดชายแดนใต้ สงบ ”

แต่…..ผมก็อยากให้ทุก ๆ คนจำไว้หนึ่งอย่างว่า ทุกๆสนามรบของโลกยุคใหม่มันจะต้องจบที่โต๊ะเจรจาเท่านั้น.

 

วัสลาม

 

ขอบคุณภาพ/ Apinan Latiwong

 

*หมายเหตุ : สำนักสื่อวาร์ตานี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งเนื้อหา ท่าที และความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกองบรรณาธิการ

Posted in ARTICLE, POLITICS

แม่ทัพ ภาคที่4 เชิญ PERMATAMAS นำเสนอข้อมูล เหตุที่ต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมื่อวันที่12 เม ย.2559 ที่ผ่านมา ณ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผอ.รมน.ภาค ๔ ได้เชิญเครือข่ายเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ(PERMATAMAS)เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินร่วมพูดคุยเพื่อให้ทางเครือข่ายนำเสนอข้อมูลเหตุผล และผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีแม่ทัพภาค4รองแม่ทัพ ศอ.บต.และเครือข่ายภาคประชาสังคมในจ.ปัตตานี200กว่าคนร่วมรับฟัง

นางสาว ลม้าย มานะการ ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่าในวันนี้ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผอ.รมน.ภาค ๔ ได้เชิญเครือข่าย คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และโรงไฟฟ้าถ่านหินปานาแระ จ.ปัตตานีไปพูดคุยและให้นำเสนอข้อมูลผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินและผลกระทบ โดยนำเสนอข้อมูลให้ทางแม่ทัพ รองแม่ทัพ และผู้ร่วมรับฟังจำนวน200กว่าคนได้รับทราบว่า กรณีผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา . ไม่รับฟังเสียงที่แตกต่าง ไม่ได้ให้ข้อมูล ที่ชัดเจนโปร่งใส จึงเป็นต้นเหตุที่เกิดปัญหาอยู่ในปัจจุบันในมีการเดินหน้าผลักดันโครงการ โดยปิดกั้นการมีส่วนร่วมปิดกั้นข้อมูลที่เป็นจริง ผลกระทบที่จะเกิด คนในพื้นที่ก็มีความสามารถมากพอที่จะค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองเนื่องจากโลกปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลให้ค้นคว้ามากมาย อย่างเช่นงานวิจัยผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินจากมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งชาวบ้านรับรู้ถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจึงออกมาคัดค้าน

คุณลม้าย กล่าวอีกว่าการจัดเวที ค.1ค.2ค.3 โรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเรือขนถ่านหิน มีการแจกสิ่งของให้ฝ่ายที่สนับสนุน แต่คนที่คัดค้านห้ามเข้าโดยผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศจังหวัดห้ามคนที่มีความคิดเห็นต่างเข้าร่วมแสดงความคิดหากขัดขืนคำสั่งประกาศผู้ว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย
ได้นำเสนอแม่ทัพว่า ทางแม่ทัพควรจะเปิดเวทีพูดคุยข้อมูลในข้อกังวลกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินในทุกประเด็นและต้องมีความชัดเจนโปร่งใส รอบด้าน ทั้งภาควิชาการและคนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม ไม่ใช่ทำเพียงการ แค่เปลี่ยนวาทกรรม เป็นถ่านหินสะอาด

คุณ ลม้าย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณี เครือข่ายฯได้เดินรณรงค์หยุดถ่านหินจากปัตตานี-เทพา เมื่อวันที่8-10เม ย.ที่ผ่านมา จากการพูดคุยกับผู้คนตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน ได้รับข้อมูลว่า คนไม่รู้ว่าจะมีการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ90เปอร์เซ็นต์ ที่ที่รับรู้ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ไม่รู้ถึงพิษภัยและผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่โรงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ มูลค่าโครงการ100,000กว่าล้านบาท แต่มีการปกปิดข้อมูล ไม่ให้เกียรติคนที่จะได้รับผลกระทบ และมีพลังงานที่พลังงานทางเลือกพลังงานสะอาดและปลอดภัยให้เลือกมากกว่าถ่านหิน หลังจากนำเสนอข้อมูลจบทางรองแม่ทัพรับว่าจะเปิดเวทีพูดคุยกันหลังจากนี้โดยจะจัดเวทีพูดคุยกันให้ดีละเอียดที่สุดเท่าที่เคยจัดกันมา จะสร้างหรือไม่สร้างอีกเรื่องหนึ่งแต่ต้องจัดเวทีพูดคุยกันก่อน

ด้านดร.สมพร ช่วยอารีย์ ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ม.อ.ปัตตานี. กล่าวว่า พลังงานจากโซลาร์เซลล์ เป็นพลังงานที่สะอาดและสะดวกต้นทุนต่ำ แก้ปัญหาความขัดแย้ง และทุกบ้านสามารถติดตั้งระบบไฟฟ้าในบ้าน แต่อาจจะ มีตั้งคำถามว่า จะกำจัดแบตเตอรี่กันอย่างไรละ มันเยอะนะก็เลยเสนอต่อว่า ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ก็ได้ เปิดเสรีให้ต่อไฟฟ้าเข้าระบบซิครับ ราคาต้นทุนถูกลงได้อีกครับ แล้วจัดระบบระบบเน็ตเมตเตอริ่ง มาด้วยเลย

นักวิชาการบางคน บอกว่า พลังงานไฟฟ้าจากแสงแดดเป็นเพียงแค่อาหารเสริม คนเราต้องกินอาหารหลัก คือต้องกินพลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิลหรือถ่านหินนั่นเอง แต่เราก็กลับมองว่า พลังงานจากถ่านหินเป็นเพียงอาหารเคมี แต่พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานชีวจิตหรืออาหารอินทรีย์ปลอดสารพิษ

รัฐบาลท่านบอกว่าสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ทำไมท่านไม่ลองประกาศใช้ ม.44 ให้ต่อเข้าระบบสายส่งได้บ้างละครับ นอกจากจะทำให้เรื่องผังเมืองและสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ปลดล๊อคต่างๆ ให้มันง่ายขึ้น ผมว่าท่านต้องพิจารณาให้สมดุลนะครับ

ดูเหมือนว่า พลังงานหมุนเวียนจะเดินไปได้อย่างช้ามากๆ แนวคิดของพลังงานหมุนเวียนนั้น ไม่ใช่ว่ารัฐจะต้องลงทุนเองทั้งหมดครับ เพียงแค่ส่งเสริมอย่างจริงจังเชิงประจักษ์ ว่าทำได้ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง รัฐบาลทำในระบบหน่วยงานเป็นตัวอย่าง นายกทำให้ดูเป็นตัวอย่างทั้งที่บ้าน รัฐมนตรีทุกคน รมว.ทุกกระทรวง อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย ตลอดจนผู้ว่าราชการทุกจังหวัดที่มีหัวใจสีเขียวลองทำดูนะครับ ผมว่าท่านจะได้เรียนรู้ว่า ปัญหา กฎระเบียบมันติดอยู่ตรงไหน ท่านจะทราบเลยว่า ที่ประชาชนต้องการทำแบบที่ไม่ยุ่งยากนั้นทำได้อย่างไรให้สะดวกและง่าย ส่งเสริมให้ตลอดวงจร เชื่อว่าการรวมพลังแบบนี้จะช่วยภาพรวมของประเทศได้ครับ

ดร.สมพรกล่าวอีกว่า สำหรับผมไม่ได้นำเสนอแนวคิดอย่างเดียว แต่ผมทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผมทำมาสองปี ก็รับรู้กันแค่วงแคบๆ เท่านั้นครับ และอยากให้นักวิชาการที่สนับสนุนถ่านหินลองทำดูด้วยครับ อย่าคิดแต่ว่ามันแพง ไม่คุ้ม เป็นไปไม่ได้ อย่าเอาความแพงมาให้คนอื่น เผื่อท่านอาจจะได้เข้าใจศักยภาพของพลังงานทางเลือกในช่วงชีวิตนี้ วันหนึ่งท่านอาจจะคิดได้ว่า ท่านรู้สึกเสียดายแดดในช่วงที่เทคโนโลยีมันไปถึงแล้ว

ทางรอดของประเทศไทย คือการนำพลังงานทางที่เป็นไปได้มาใช้ก่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หายใจด้วยรูจมูกตัวเองก่อน การใช้ถ่านหินนำเข้านั้นถือว่าเป็นการยืมจมูกเพื่อนบ้านหายใจเช่นกัน การนำเข้าไฟฟ้าจากลาวแม้ว่าราคาจะต่ำก็จริง แต่มันก็มีการสูญเสียทรัพยากรของเค้าเช่นกันครับ
.เรื่องการอนุรักษ์พลังงานเราไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกันมากนักครับ มักจะเป็นเพียงแค่ฤดูกาลหรืองานแฟชั่นเฉพาะกิจมากกว่า ตามกระแสโลก ลองปรับมาเป็นกระแสวิถีชีวิตดูครับ คงไปได้ไกลมากกว่านี้ครับ

ถ้าเราบริหารจัดการได้ ในสภาวะตอนนี้ประเทศไทยยังไม่วิกฤตทางพลังงานไฟฟ้า เพียงแต่การเร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความจำเป็นต้องแซงหน้าพลังงานทางเลือกไปก่อนคือให้สร้างให้ได้ เพราะหากปล่อยไว้นานไปพลังงานในรูปแบบใหม่จะออกมามากเกินไป จะทำให้ธุรกิจการขายถ่านหินไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ในขณะที่หลายๆ ประเทศพยายามหาทางลดสัดส่วนลง สำหรับท่านที่เสนอให้ใช้ถ่านหินในระดับวัยเกษียณอาจจะมีโอกาสได้เห็นภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนเกิน 20% ได้น้อยลง

พลังงานไฟฟ้า พอหรือไม่พอเป็นเรื่องของทุกคน อย่ามาบังคับให้พื้นที่ที่โครงการโรงไฟฟ้าลงมาต้องหมดทางเลือก และมิใช่ของคนในหมู่บ้านนั้นๆ มีความผิดที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน อย่าไปกดดันให้เค้าต้องย้อนยุคหรือข่มเหงน้ำใจด้วยการยกภูมิปัญญาในอดีตมา

ถามว่าชุมชนอื่นๆ ทำไมไม่ถูกเลือกในขณะที่โอกาสจะถูกเลือกก็มีเช่นกัน ถ้าไม่ให้เกียรติคนเห็นต่างด้วยก็ยากนะครับที่จะพัฒนาไปต่อได้ หากเป็นแบบนี้ท่านจะคืนความพอดีให้กับสังคมได้อย่างไร?
ลงมาเช็คคราบน้ำตาคนที่เห็นต่างบ้างนะครับ น้ำตาของคนเหล่านี้อาจจะซึมเข้าไปในหัวใจท่านผู้มีอำนาจด้วยบ้างครับการปกครองคน จำเป็นต้อง ปกครองใจ และปกครองงาน และปกครองการมีส่วนร่วมด้วยในยุคนี้ครับ

 

ขอบคุณข่าว จากเครือข่าย

Posted in ARTICLE, NEWS, POLITICS | Tagged , , , ,

เกณฑ์ทหารกับการ วัดดวง ใบดำ-ใบแดง

Posted on 0

โดย  ทวีศักดิ์   ปิ   ผู้ปฏิบัติงาน สำนักสื่อวาร์ตานี

ในเดือนเมษายน นอกจากจะเป็นเดือนแห่งการพักร้อน เดือนแห่งการพักผ่อน ในวันหยุดยาว  แต่สำหรับ ชายไทยที่มีอายุ ครบ 21 ปี บริบูรณ์ หรือ ชายไทยที่อยู่ในสถาบันการศึกษา อาจจะใช้สิทธิผ่อนผัน ตามกรณีไป 4-5 ปี ต่างก็ ดิ้นรนกระสับกระส่าย บางคนถึงกับ หา จอมขมังเวทย์ อาบน้ำมนต์ต่างศรัทธาในแต่ละศาสนา,สำหรับมุสลิมก็จะละหมาดฮายัต ขอ น้ำมนต์ จากบรรดาโต๊ะครู แต่อย่างไรก็ต่างระบบเกณฑ์ทหารยังมีความเหลื่อมล้ำของสังคมในฐานะลูกหลานคนรวย คนจน และบางคนถึงกับหาหนทางเพื่อใช้เงินซื้อสิทธิ์ให้หลุดพ้นจากการตรวจร่างกาย หรือภาษาทหารเรียกว่า ใช้เงินซื้อประเภทที่2 คือ ขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์กำหนด

ซึ่งในอดีตการที่ชายไทยไม่อยากไปเกณฑ์ทหารเป็นเพราะ มีการบอกต่อๆกันมา ว่า ในค่ายทหารมีการฝึกหนัก ทำให้เกิดความกลัว ที่จะต้องไปฝึกฝน ในระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี ในค่ายทหารและหลังจากปี 2547 หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ บวกกับมีนโนบายของกระทรวงกลาโหม ที่ส่งกองกำลังทหารเพื่อมาอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ บางคนถึงกับเกิดความกลัวที่จะต้องมาอยู่พื้นที่ชายแดนใต้ บางคนกลัวถูกแกล้ง เนื่องจากมีการบอกต่อๆกันว่า การเลือกค่ายทหารหลังผ่านการฝึกฝน บางกองร้อย วัดดวงที่โชค ใครโชคดีก็ได้อยู่รับใช้นาย แต่ใครโชคไม่ดี ก็ต้องไปอยู่ชายแดนใต้ หากเรามาสำรวจดูส่วนใหญ่คนที่จับใบแดงจะเป็นลูกหลานคนจน ส่วนลูกคนมีเงิน-คนชั้นกลางมีทางออกมากกว่า วัดดวงแดง-ดำ ตั้งแต่มีโอกาสเรียนหลักสูตร รด.เพื่อไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ในขนาดที่จำนวนความต้องการกำลังทหารเกณฑ์ในแต่ละปีขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการ บางปีจำนวน เพิ่มขึ้น บางปี จำนวนลดลง ขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการ

สำหรับในปีนี้ 2559 ชายฉกรรจ์ทั่วประเทศ กว่าสามแสนคนเข้ารับการเกณฑ์ทหารในช่วงวันที่ 1-12 เมษายน  ซึ่งในปีนี้  กองทัพบกต้องการกำลังพล 75,324 คน กองทัพอากาศ 8,099 คน กองทัพเรือ 16,000 คน กองบัญชาการกองทัพไทย 1,149 คนและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 735 คน ร่วมทั้งสิ้น ในปีนี้กองทัพไทย ต้องการกำลังพลทั้งสิ้น 101,307 คน

 

Posted in ARTICLE, POLITICS, SOCIAL

‘’อาบูฮาฟิส’’ มาราปาตานี ปฎิเสธเหตุการณ์โรงพยาบาลเจาะไอร้อง พร้อมตั้งคำถามให้ไทยพิจารณาเรื่องการตั้งค่ายทหารใกล้โรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

หนึ่งในสมาชิกกลุ่มมาราปาตานี ออกมาปฏิเสธกลุ่ามาราปาตานีไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง แต่เชื่อว่าอาจเป็นปฏิบัติการของกลุ่มอาร์เคเค ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพบว่าเข้าข่ายละเมิดกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศทั้งสองฝ่าย จึงจำเป็นที่จะต้องมกำหนดพื้นที่ปลอดภัย และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ไม่กระทบกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่กำลังมีความคืบหน้าในเร็ว ๆ นี้

นายอาบูฮาฟิสอัล ฮากิม หนึ่งในสมาชิกกลุ่มมาราปาตานี ตอบคำถามทีมข่าว 3 มิติที่ส่งข้อความไปสอบถามถึงเหตุการณ์บุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งนายอาบูฮาเฟซ ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มมาราปาตานี แม้ยังไม่ทราบแน่นอนว่ากลุ่มก่อเหตุคือใคร แต่มีสิ่งบ่งชี้ได้ว่าอาจเป็นปฏิบัติการของกลุ่ม อาร์เคเค โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่การก่อเหตุในวันที่ 13 มีนาคมถูกเลือกเป็นเชิงสัญลักษณ์ในหลายจุด และการโจมตีลักษณะนี้เคยเกิดมาหลายครั้งในอดีตก่อนจะมีการก่อตั้งกลุ่มมารา ปาตานี

สมาชิกกลุ่มมาราปาตานี มองว่า  การก่อเกตุบุกยึดโรงพยาบาลเพื่อโจมตีฐานทหารที่ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาล แม้จะไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล แต่การใช้โรงพยาบาลในการก่อเหตุเข้าข่ายการละเมิดกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือ IHL อย่างมาก ขณะ ที่ฝ่ายไทยเองต้องพิจารณาเรื่องการตั้งค่ายทหารใกล้โรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายจึงจำเป็นต้องเห็นชอบร่วมกันเรื่องพื้นที่ปลอดภัยหรือ Safty Zone ภายใต้กระบวนการเจรจาสันติภาพ และหลักการของกฏหมายสิทธิมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ทั้งทหารไทยและ กองกำลังอาร์เคเค ต้องศึกษาหลักการของ IHL และ กฏการปะทะ ที่ระบุไว้ในกฏหมายIHL

นายอาบูฮาฟิส มั่นใจว่า เหตุการณ์นี้ไม่กระทบกับการพูดคุยเพื่อสันติสุขและยิ่งมีความจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องผลักดันเขตปลอดภัยให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งทีมเทคนิคทั้งสองฝ่ายกำลังร่างกรอบการพูดคุยให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้

 

ที่มา ข่าวสามมิติ

 

Posted in NEWS, POLITICS | Tagged , ,

ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ : ตั้ง 6 ข้อสังเกต กรณีเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตั้ง 6 ข้อสังเกตกรณีรพ.เจาะไอร้องผ่านเฟสบุ๊ค ส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า Sorayut Aiemueayut

วันนี้นักข่าวโทรศัพท์มาหาผม 2 สาย เพื่อสัมภาษณ์ว่าด้วยกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่รพ.เจาะไอร้อง ทว่าทั้งสองครั้งผมกลับติดธุระเรื่องการเรียนการสอนและกำลังเดินทางกลับบ้านจึงไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้ แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงจะสะดวกที่จะคุยแต่ผมก็ไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้มากอยู่ดี เนื่องจากไม่ได้ติดตามข่าวสารอะไรมากนักในช่วงนี้ ข้อสังเกตต่อไปนี้จึงเป็นเพียงข้อสังเกตจากระยะห่างๆ ละกันนะครับ

คำถามสำคัญของผมคือ ทำไมต้องเป็นโรงพยาบาล

  1. ในงานศึกษาทางมนุษยวิทยาชิ้นหนึ่งของหลุยส์ โกลอมบ์ ช่วงปลายปี 1980 ในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย โกลอมบ์ให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลและการรักษาโรคเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐไทยในการพยายามเข้าควบคุมและทำมวลชนในพื้นที่เป็นสำคัญ แน่นอน การรักษาพยาบาลก็นับว่ามีคุณูปการยิ่งต่อการช่วยเหลือคน ทว่า ความขัดแย้งระหว่างคติการรักษาแบบพื้นบ้านซึ่งเป็นตัวแทนของโลกมลายูกับการรักษาแบบสมัยใหม่อันเป็นตัวแทนของรัฐได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งประเภทหนึ่ง คนจำนวนมากไม่อยากเข้าโรงพยาบาลอันเนื่องมาจากการไม่อยากยุ่งกับรัฐไทย และบุคคลากรในโรงพยาบาลจำนวนมากก็เป็น “สิแย” ไม่ใช่ “นายู” ปัญหาในช่วงเวลานั้น อาจเป็นเพราะความเป็นธรรมที่คนมลายูจำนวนมากได้รับจากรัฐไทย
  2. เหตุการณ์ผ่านไป 30 กว่าปี โรงพยาบาลได้กลายเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งอีกครั้งและเป็นความขัดแย้งและรุนแรงทางตรงเสียด้วย คำถามคือ ความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลในสามจังหวัด ข้อสังเกตคือ หลังจากปี 2547 เป็นต้นมา ความพยายามด้านหนึ่งของรัฐไทยในการทำงานมวลชนหรือชนะใจชนมลายูในพื้นที่ก็คือ การส่งเสริมให้คนมลายูมีพื้นที่มากขึ้นในโรงพยาบาล โดยเฉพาะสัดส่วนของบุคลากร, ทุนสนับสนุนด้านการเรียนการศึกษา ตลอดจนการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ยังมีหน่วยงานทางการแพทย์ได้ถูกก่อตั้งโดยมุสลิมเพื่อทำการสนทนาทางความรู้ว่าด้วยหลักการทางศาสนากับแพทย์สมัยใหม่ โรงพยาบาลได้เริ่มกลายเป็นสถานที่ของคนมุสลิม/มลายูมากขึ้น โดยเฉพาะคนมลายูที่ทันสมัย และ “อาจ” เป็นมลายูที่จินตนาการถึงรัฐไทยในแง่สร้างสรรค์ (ในความหมายที่บอกไม่ได้ว่าต่อต้านรัฐหรือสนับสนุนรัฐ) และมองว่าโรงพยาบาลเป็นพื้นที่แห่งความหวังประเภทหนึ่ง
  3. ทำไมผมจึงให้จุดเปลี่ยนเป็นปี 2547 แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดแบบฉับพลัน แต่ 2547 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าคิด เท่าที่ทราบ ก่อนช่วงเวลานี้ โรงพยาบาลยังคงมีภาพของความอึมครึมอยู่มาก ชาวบ้านในชุมชนยังคงเลือกที่จะไปสถานีอนามัยที่เจ้าหน้าที่เป็นคนนายูก่อนเป็นอันดับแรก แต่หลังจากการสนับสนุนมากมาย การไปโรงพยาบาลเริ่มถือว่าเป็นปกติมากขึ้นและลดทอนความเกร็งและความกลัวลงไปได้มาก นั่นจึงหมายความว่าระยะเวลา ประมาณหนึ่งทศวรรษของความรุนแรงที่ผ่านมา สงครามแย่งชิงมวลชนได้ทำให้ความหมายของคำว่ามลายูเริ่มมีลักษณะที่แตกกระจายมากขึ้น มลายูไม่จำเป็นต้องตรงข้ามกับรัฐ และมลายูก็ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนรัฐ ทุกวันนี้พื้นที่ระหว่างกลางความขัดแย้งนี้ได้ขยายตัวมากขึ้น โรงพยาบาลในความคิดของคนมลายูจำนวนมากมายคือพื้นที่ของความหวังและความสร้างสรรค์ในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและคนกลุ่มนี้ก็อาจจะยังเชื่อในการแพทย์พื้นบ้านเสียด้วยซ้ำ เพราะต่างก็เป็นพื้นที่ของโอกาสทั้งสิ้น
  4. แน่นอน ผมไม่อาจสรุปได้ชัดๆ ถึงสาเหตุความรุนแรงที่รพ.เจาะไอร้องครั้งนี้ ทว่า สิ่งหนึ่งที่พอมั่นใจได้คือ โรงพยาบาลได้กลายเป็นพื้นที่แบบ Contact Zone อันหมายถึงพื้นที่สังคม/กายภาพแบบหนึ่งซึ่งมีการประลองกำลังหรือแย่งชิงการนำทางอำนาจทางวัฒนธรรม จากข้อสังเกตแรก โรงพยาบาลมีลักษณะคล้ายพื้นที่ในการครอบงำของอาณานิคมสยาม ทว่า ในปัจจุบันโรงพยาบาลก็ได้กลายเป็นพื้นที่ของความหวังสำหรับคนมลายูหลายจำนวนมาก ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงในสามจังหวัดมากมายและที่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือ การที่ทั้งรัฐและคนในพื้นที่ต่างใช้โรงพยาบาลเพื่อการรักษาเยียวยามากขึ้น กระทั่งส่งผลให้ความหมายของการเป็นพื้นที่ของเจ้าอาณานิคมสยามจางหายไป ผู้คนในพื้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงความหมายได้มากขึ้น
  5. หากเราเชื่อในแบบนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลที่เจาะไอร้องจึงมิใช่ความรุนแรงในรัฐเพียงอย่างเดียว หากเป็นการส่งสัญญาณต่อคนมลายูมุสลิมที่หันไปมีจินตนาการแบบอื่นและสร้างพื้นที่แห่งความหวังในแบบอื่นๆ ที่มิใช่การต่อต้านรัฐ แต่สัญญาณแบบนี้เองก็นับว่าเป็นยุทธวิธีที่ผิดพลาดและไร้ยุทธศาสตร์ที่มั่นคง การกระทำเช่นนี้ของกลุ่มผู้ก่อการ ก็จะยิ่งเป็นการผลักดันในมวลชนที่เค้าเชื่อว่าเป็นมวลชนตีตัวออกห่างมากขึ้น และกลุ่มผู้ก่อการก็จะกลายเป็นฝ่ายถูกโดดเดี่ยวเสียเอง เช่นเดียวกัน ท่าทีของรัฐไทยหลังจากนี้คือสิ่งที่น่าจับตา หากรัฐไทยยังคงพิจารณาผู้คนในพื้นที่ด้วยความหวาดระแวงเหมือนเดิม สักแต่จะใช้อำนาจในการควบคุมและตรวจค้นเหมือนเดิม รัฐไทยก็ไม่ต่างอะไรไปจากผู้ก่อการ
  6. ปัจจุบัน เราควรเปลี่ยนมุมมองเรื่องมวลชนในสงครามเสียใหม่ เพราะทุกวันนี้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยทั้งการกระทำของรัฐไทยและกลุ่มผู้ก่อการเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้นและปรากฏในพื้นที่แบบ Contact Zone มากมาย หลักประกันเดียวที่จะทำมวลชนสำเร็จก็คือการสร้างหลักประกันความมั่นคงทางชีวิตให้กับกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างกลางนี้เท่านั้น ให้ชีวิตของพวกเขาได้มีโอกาสสร้างสรรค์และดำเนินสืบต่อไป การทำลายชีวิตและพื้นที่แบบนี้จึงเท่ากับเป็นการทำลายตนเองโดยสิ้นเชิง ในกรณีนี้ ผมค่อนข้างสนับสนุนประเด็นที่ให้มีการทบทวนที่ตั้งของทหารทั้งหมดในภาคใต้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ราชการและโรงพยาบาล เพราะมันจะเป็นการกระพือให้พื้นที่ Contact Zone มีความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้น

ลดการใช้ความรุนแรงและกองกำลัง หันมาใช้การเจรจาทางการเมือง

 

 

Posted in ARTICLE, NEWS, POLITICS

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ 12 ปีทนายสมชาย

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ 12 ปีทนายสมชาย ประเทศไทยยังมีคนถูกบังคับให้สูญหายโดยไร้การสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนได้ดำเนินโครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางด้านสิทธิมนุษยชน ได้เผยข้อเท็จจริงว่า การบังคับให้บุคคลสูญหายยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งการควบคุมตัวลับอย่างต่อเนื่อง และการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานรัฐและองค์การอิสระกลับล้มเหลว ล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ ไม่เกิดผลในการนำคนผิดมาลงโทษ อีกทั้งไม่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงให้ญาติเพื่อคลี่คลายชะตากรรมของบุคคลที่ถูกบังคับให้หายไปและล่าสุดสำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2559 มีรายงานว่า ชายฉกรรจ์จำนวน 3 คนจับนายฟาเดล เสาะหมาน อายุ 28 ปี บังคับขึ้นรถยนต์สีดำคันหนึ่งจากบริเวณลานจอดรถของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นายฟาเดลเป็นอดีตผู้ต้องขังคดีความมั่นคงที่ศาลจังหวัดปัตตานีได้ตัดสินยกฟ้องในคดีความมั่นคงตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันเป็นระยะเวลา 2 เดือนกว่าแล้วที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้รับเรื่องร้องเรียนคนหาย แต่การสืบสวนสอบสวนยังไม่เป็นผล ปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม หากแต่สถานการณ์การบุกอุ้มตัวนายฟาเดลที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจในเวลากลางวันในโรงเรียนที่เป็นพื้นที่สาธารณะ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในพื้นที่ในเรื่องความปลอดภัย

ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

1.ขอให้ผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง ต้องดำเนินการให้มีตรวจสอบอย่างจริงจังและอย่างเร่งด่วน ในกรณีที่มีข้อมูลเชื่อว่ามีบุคคลใดก็ตามมีเรื่องร้องเรียนว่าถูกทำให้หายตัวไป เพื่อคลี่คลายคดีร้องเรียนและสืบสวนสอบสวนจนทราบชะตากรรม โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่น เนื่องจากมาตรการที่จริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับเรื่องร้องเรียนจะเป็นมาตรการที่ป้องปรามการบังคับให้บุคคลสูญหายรายต่อๆ ไป การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรงที่สุด จึงต้องมีการสืบสวนสอบสวนอย่างคดีอาญาสำคัญโดยพลัน อย่างจริงจัง อิสระ เป็นมืออาชีพ

2.ขอให้รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการจัดทำให้ร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายให้สอดคล้องกับหลักการสากล โดยกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญาและให้สัตยาบันในอนุสัญญาการคุ้มครองบุคคลไม่ให้มีการบังคับสูญหายขององค์การสหประชาชาติโดยไม่ชักช้า เพื่อสร้างมาตรฐานทางกฎหมายอาญาในประเทศโดยเร็ว ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาคมระหว่างประเทศและในระหว่างการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนต่อองค์กรสหประชาชาติ

3.ขอให้ยกเลิกระเบียบ กฎที่เอื้อให้มีการควบคุมตัวลับ การควบคุมตัวโดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวหรือโดยไม่มีการนำตัวไปศาล เช่น การควบคุมตัวตามคำสั่ง คสช.3/ 2558 และการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกจำนวน 7 วัน การควบคุมตัวตามตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 30 วัน การควบคุมตาม พ.ร.บ.ปราบปรามยาเสพติดจำนวน 3 วัน เป็นต้น และเมื่อปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่า การบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคล หรือกลุ่มบุคคล โดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือการรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย ขอให้มีการดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำด้วยอย่างเป็นธรรม

อนึ่ง การอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย โดยรัฐจะต้องไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะสถานการณ์ เหตุผล หรือต่อบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS | Tagged , ,

12 ปี การหายตัวทนายสมชาย คุณอังคณาร่วมกับ แอมเนสตี้ รณรงค์เรียกร้อง 6 ข้อให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่รัฐ

Posted on 0

12 ปีแล้วที่ดิฉัน อังคณา นีละไพจิตร และลูกๆ อีก 5 คนไม่ได้พบหน้าทนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมและรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความ และที่สำคัญกว่านั้นคือ “สามี” ของดิฉันและ “พ่อ” ของลูกๆ สิ่งที่เหลือมีเพียงความโศกเศร้า คำถาม และคดีความที่จบลงด้วยการพ่ายแพ้

ก่อนหายตัวไป “ทนายสมชาย” ว่าความให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่อ้างว่าถูกทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้รับสารภาพ จนกระทั่งคืนวันที่ 12 มีนาคม 2547 ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลยหลังจากที่เขาแยกตัวกับเพื่อนทนายย่านรามคำแหง ดิฉันและครอบครัวยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นตำรวจ 5 นาย 1 ในนั้นคือตำรวจที่ลูกความของทนายสมชายกล่าวหาว่าทรมานผู้ต้องสงสัยด้วย

ในขณะที่ความหวังที่ครอบครัวนีละไพจิตรจะได้อยู่พร้อมหน้าอีกครั้งริบหรี่ลงเรื่อยๆ โอกาสครั้งสำคัญที่ดิฉันและลูกๆ จะได้รับรู้รสชาติความยุติธรรมก็จบลงเช่นกัน ศาลฎีกาตัดสินเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ยกฟ้องตำรวจทั้ง 5 นาย โดยไม่พิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งฝ่ายดิฉันยื่นไป สิ่งที่เกิดขึ้นเสมือนเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ทรมานทางจิตใจตลอด 12 ปีของพวกเราให้เพิ่มขึ้นทวีคูณ

วันนี้ ดิฉันในฐานะภรรยาของทนายสมชายและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งช่วยจัดทำแคมเปญนี้ขึ้นมา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

เร่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้สืบคดีของนายสมชาย นีละไพจิตรอย่างจริงจัง

สอบสวนการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร และผู้ที่คาดว่าถูกอุ้มหายทุกคนในประเทศไทย อย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ มีการสั่งพักงานเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นไปได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มหาย ตลอดจนนำตัวผู้ต้องสงสัยเข้าสู่การพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

ทั้งนี้ แม้ดิฉันจะได้รับข้อมูลว่าทนายสมชายถูกทรมานจนเสียชีวิต แต่ก็ไม่มีหน่วยงานรัฐไหนที่รายงานอย่างเป็นทางการได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทนายคนสำคัญของไทยและสมาชิกคนสำคัญของครอบครัวนีละไพจิตรคนนี้กันแน่

“ความจริง” ยังคงหลบซ่อนอยู่ในมุมมืดที่ใดสักแห่งในสังคมไทย ดิฉันขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมกันใช้โอกาสครบรอบ 12 ปีการหายตัวไปของทนายสมชายเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องนำความยุติธรรมมาสู่ทนายสมชาย ครอบครัวนีละไพจิตร ตลอดจนผู้ที่คาดว่าถูกอุ้มหายคนอื่นๆ ในประเทศต่อไปด้วย

“การบังคับสูญหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ อาจเป็นคนในครอบครัวคุณหรือคนที่คุณรัก … ร่วมรณรงค์กับเราเพื่อยุติการบังคับสูญหายในประเทศไทย”

— อังคณา นีละไพจิตร

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS

107 ปี สนธิสัญญาแองโกลสยาม ภายใต้ 6 ข้อตกลงในอาณาเขตเหนือดินแดน

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

10 มีนาคม ค.ศ.2016 ครบรอบ 107 ปี วันลงนามสนธิสัญญากรุงเทพหรือสนธิสัญญาแองโกลสยาม 1909 (Anglo-Siamese treaty 1909) ที่มีการลงนามในวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ.1909 (ปี 2452) การลงนามสนธิสัญญากรุงเทพหรือสนธิสัญญาแองโกลสยาม 1909(Anglo-Siamese treaty 1909) นั้นเป็นเป็นข้อตกลงปักปันเขตแดนระหว่างอังกฤษกับสยาม โดยมีการลงนามกันระหว่าง หม่อมราชวงศ์ ทิวาวงศ์ วโรปกรณ์ รัฐมนตรีต่างประเทศสยาม, เจนเซิล เวสเตนการ์ด (Jensle Westengard) เป็นผู้แทนฝ่ายสยามกับ ราล์ฟ พาเกท (Ralph Paget) ผู้สำเร็จราชการในมลายูของอังกฤษในเวลานั้น
โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.เมืองมลายู เคดะห์ กลันตัน เปอร์ลิส ตรังกานู เกาะลังกาวีและบางส่วนของรามัน-ระแงะ ให้มอบคืนแก่รัฐบาลอังกฤษ
2.บันทึกที่เคยลงนามกันระหว่างอังกฤษ-สยาม เมื่อ 6 เมษายน 1897 ให้ถือเป็นข้อตกลงลับต่อไป
3.สยามจะไม่มอบดินแดนใดๆให้แก่มหาอำนาจใดตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญา ตามข้อ 2
4.สยามสัญญาว่า จะให้ความยุติธรรมแก่พลเมืองชาวอังกฤษในสยาม ตลอดจนการรักษาความปลอดภัยแก่ตุลาการและที่ปรึกษาด้านกฏหมายที่เป็นชาวยุโรป หากจำเป็นจะต้องมีที่ดินไว้และอื่นๆที่เกี่ยวข้องสำหรับชาวอังกฤษที่อยู่ในสยาม
5.รัฐมลายูของอังกฤษ จะรับผิดชอบในปัญหาหนี้สินที่หากจะมีอยู่ของเมืองมลายูที่มอบให้อังกฤษ รวมทั้งเงินกู้ต่างๆและงานก่อสร้างทางรถไฟสายใต้ของสยาม
6.อังกฤษสัญญาว่าจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองในดินแดนที่มอบให้กับสยาม เช่นสตูลและปาตานี
ผลของสนธิสัญญานี้ส่งผลดีให้กับรัฐมลายูที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งต่อมาได้รับเอกราช ส่วนปาตานีเป็นรัฐมลายูรัฐเดียวจาก 12 รัฐที่ต้องอยู่ภายใต้สยาม จึงเกิดกลุ่มแบ่งแยกดินแดนกลุ่มต่างๆในเวลาต่อมา

สำหรับที่มานั้น ในอดีต แผ่นดินมลายูบนคาบสมุทรนั้นครอบคลุมถึงบริเวณคอคอดกระในปัจจุบันได้กลายเป็นอาณาเขตส่วนหนึ่งของประเทศไทยและพม่า ประชากรรัฐปาตานีใช้ภาษามลายูถิ่นกลันตัน (ยาวี) ในการสื่อสาร ในขณะที่ชาวมลายูในบริเวณสโตล (สตูล) ไปถึงรุนดุง (ระนอง) และเกาะดูวา (Kawthong) ในพม่า สื่อสารกันโดยใช้ภาษามลายูถิ่นคลายกับของเคดาห์
ชาวมลายูที่อาศัยในบริเวณดังกล่าวไม่ใช่เป็นผู้อพยพ แต่กลับกันพวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้สืบทอดจากบรรพบุรุษ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรลังกาสุกะและศรีวิชัย ในฐานะชาวพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้มาอย่างช้านาน
พรมแดนอาณาเขตระหว่างดินแดนมลายูกับสยามนั้น ที่จริงแล้วอยู่บริเวณระนอง หลังจากที่อาณาจักรอโยธยาได้ล่มสลายลงอันเนื่องจากถูกพม่าโจมตีในปี ค.ศ. 1767 ทำให้ต้องย้ายเมืองหลวงอันเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรใหม่ของสยาม นั่นคืออาณาจักรธนบุรีที่ปกครองโดยสมเด็จพระเจ้าตากสิน กษัตริย์สยามองค์นี้ได้ทำการรุกรานและโจมตีรัฐมลายูต่างๆ ตั้งแต่เมืองลิกอร์ (นครศรีธรรมราช) จาฮายา (ไชยา) รุนดุง (ระนอง) เตอรัง (ตรัง) ไกรบี (กระบี่) บูกิต (ภูเก็ต) เบอดาลุง (พัทลุง) และสิงโกรา (สงขลา) มีเพียงแต่รัฐปาตานีเท่านั้นที่รอดพ้นจากการถูกโจมตีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ประการสุดท้ายที่ป้องกันการรุกรานของรัฐมลายูแห่งนี้ต้องเผชิญกับการโจมตีจากฝ่ายสยามซ้ำแล้วซ้ำเล่า สนธิสัญญาแองโกล-สยามที่จัดทำขึ้นระหว่างอังกฤษและไทยในปี ค.ศ.1909ได้ส่งผลให้ดินแดนมลายูบนคาบสมุทร ต้องถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน สนธิสัญญานี้จัดทำขึ้นแค่ 2 ฝ่าย โดยที่ไม่มีการตกลงหารือกับเจ้านครรัฐมลายูต่างๆเลย ซึ่งต่อมาทำให้รัฐปาตานี สิงโกรา สโตล ไปถึงบริเวณคอคอดกระได้กลายเป็นจังหวัดหนึ่งของรัฐไทยโดยปริยาย

ฉะนั้นแล้วชื่อเรียกสถานที่ต่างๆที่เคยมีกลิ่นไอของความเป็นมลายูในบริเวณคอคอดกระ ก็ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นชื่อเรียกในภาษาไทย ข้างล่างต่อไปนี้เป็นชื่อจริงๆที่เป็นภาษามลายู ที่ถูกนำมากล่าวถึงบางพื้นที่ในภาคใต้ของไทยใหม่ เพื่อเป็นการย้ำเตือนพวกเรา และโดยเฉพาะชนรุ่นหลังให้รำลึกและเรียนรู้ถึงอดีตที่ผ่านมา

ภูเก็ต (Phuket) เพี้ยนมาจากคำว่า บูกิต หรือบูเก็ต (Bukit)
ถลาง (Thalang) เพี้ยนมาจากคำว่า ตันหยงซาลัง (Tanjung Salang)
ยะลา (Yala) เพี้ยนมาจากคำว่า จาลา (Jala)
เบตง (Betong) เพี้ยนมาจากคำว่า เบอตุง (Betung)
บังนังสตา (Bannang Sata) เพี้ยนมาจากคำว่า เบอนัง ซือตาร์ (Benang Setar)
รามัน (Raman) เพี้ยนมาจากคำว่า รือมัน (Reman)
กาบัง (Kabang) เพี้ยนมาจากคำว่า กาแบ (Kabae / Kabe)
กรงปินัง (Krong Pinang) เพี้ยนมาจากคำว่า กำปงปีนัง (Kampung Pinang)
นราธิวาส (Narathiwat) เพี้ยนมาจากคำว่า มนารา (Menara)
ตากใบ (Tak Bai) เพี้ยนมาจากคำว่า ตาบาล (Tabal)
รือเสาะ (Rueso) เพี้ยนมาจากคำว่า รูซา (Rusa)
สุไหงโกลก (Su-ngai Kolok) เพี้ยนมาจากคำว่า ซูไง โกลก (Sungai Golok)
สุไหงปาดี (Su-ngai Padi) เพี้ยนมาจากคำว่า ซูไง ปาดี (Sungai Padi)
ตันหยงมัส (Tanyongmat) เพี้ยนมาจากคำว่า ตันยงมัส (Tanjung Mas)
บูเก๊ะตา (Buketa) เพี้ยนมาจากคำว่า บูกิตตาร์ (Bukit Tar)
ปัตตานี (Pattani) เพี้ยนมาจากคำว่า ปันไตอีนี (Pantai Ini) หรือปาตานี (Patani)
สายบุรี (Sai Buri) เพี้ยนมาจากคำว่า สลินดงบายู/ตลูบัน (Selindung Bayu, Teluban)
ยะหริ่ง (Yaring) เพี้ยนมาจากคำว่า จาริง (Jaring)
กรือเซะ (Krue Sae) เพี้ยนมาจากคำว่า เกอร์ซิก (Gersik)
ปะนาเระ (Panare) เพี้ยนมาจากคำว่า ปือนาริก (Penarik)
ยะรัง (Yarang) เพี้ยนมาจากคำว่า จารัง / บินไจลีมา (Jarang/Binjai Lima)
สงขลา (Songkhla) เพี้ยนมาจากคำว่า สิงโกรา (Singgora)
จะนะ (Chana) เพี้ยนมาจากคำว่า เชอนก (Chenok)
นาทวี (Na Thawi) เพี้ยนมาจากคำว่า นาวี (Nawi)
เทพา (Thepha) เพี้ยนมาจากคำว่า ตีบา (Tiba)
สะบ้าย้อย (Saba Yoi) เพี้ยนมาจากคำว่า ซือบายู (Sebayu)
ระโนด (Ranot) เพี้ยนมาจากคำว่า รือนุต (Renut)
สะเดา (Sadao) เพี้ยนมาจากคำว่า เซินดาวา (Sendawa)
หาดสมิหลา (Samila Beach) เพี้ยนมาจากคำว่า ปันไตบิสมิลลาห์ (Pantai Bismillah)
สตูล (Satun) เพี้ยนมาจากคำว่า สโตล (Setul)
ควนโดน (Khuan Don) เพี้ยนมาจากคำว่า ดูซุน (Dusun)
พังงา (Phang Nga) เพี้ยนมาจากคำว่า ปูงะห์ (Pungah).
(มีหลักฐานอื่นอ้างว่า เพี้ยนมาจากคำว่า กัวลาบูงา “Kuala Bunga”)
เกาะสิมิลัน (Ko Similan) เพี้ยนมาจากคำว่า ปูเลา เซิมบีลัน (Pulau Sembilan)
เกาะปันหยี (Ko Panyee) เพี้ยนมาจากคำว่า ปูเลา ปันจี (Pulau Panji)
เกาะพีพี (Ko Phi Phi) เพี้ยนมาจากคำว่า ปูเลา ปีอะปี (Pulau Pi Ah Pi)
ตะกั่วป่า (Takua Pa) เพี้ยนมาจากคำว่า กูปา (Kupa)
พัทลุง (Phattalung) เพี้ยนมาจากคำว่า บือดาลง, เมอร์เดลง (Bedalong, Merdelong)
ตรัง (Trang) เพี้ยนมาจากคำว่า เตอรัง (Terang)
ระนอง (Ranong) เพี้ยนมาจากคำว่า รุนดุง (Rundung)
กระบี่ (Krabi) เพี้ยนมาจากคำว่า ไกรบี (Ghraibi)
ไชยา (Chaiya) เพี้ยนมาจากคำว่า จาฮายา (Cahaya)
นครศรีธรรมราช (Nakhon Si Thammarat)
เพี้ยนมาจากคำว่า เนการ่า ศรีดารมา ราชา, บันดาร์ ศรีราชา ดารมา (Nagara Sri Dharmaraja, Bandar Sri Raja Dharma).
ชื่อเก่าแก่คือ ตำบราลิงกา, ลิกอร์ (Tambralingga, Ligor)
ตะนาวศรี (Tenasserim) เพี้ยนมาจากคำว่า ตานะห์สรี (Tanah Seri) ปัจจุบันอยู่ในประเทศพม่า

ประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น ที่สามารถคงอยู่ไว้ของรัฐต่างๆในคาบสมุทรมลายู


อ้างอิงแปลความจาก
http://patani1.blogspot.com/
ภาพประกอบ Malaysia history database

Posted in ARTICLE, POLITICS | Tagged , ,

Dsj,รายงาน . เปิดใจ’บันยาล แวมะนอ’ : “ญีฮาดฯ ไม่กลับไปที่เดิมอีกแล้ว”

Posted on 0

อิมรอน ซาเหาะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ Dsj รายงานข่าว  เปิดใจบันยาล แวมะนอ เหตุผลที่ต้องทิ้งปอเนาะญีฮาดวิทยาเดิม เพราะถูกสร้างให้มีมลทินไปแล้ว แต่ไม่ทิ้งเจตนาเดิมของผู้ก่อตั้งและชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมใจจัดงานเลี้ยงหาทุนสร้างสถานศึกษาในที่ใหม่ที่มากกว่าความเป็นปอเนาะ โต๊ะอิหม่ามย้ำปอเนาะญีฮาดเป็นวาระของทุกคนและมติของชาวบ้านท่าด่านที่ต้องการให้ย้ายออกมาสร้างที่อยู่ใหม่

การตัดสินใจทิ้งโรงเรียนญีฮาดวิทยาของครอบครัวแวมะนอแล้วไปพักอาศัยชั่วคราวที่มัสยิดและโรงเรียนตาดีกาบ้านท่าด่าน ม.3 ต.ตะโล๊ะกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี รวม 14 ชีวิต หลังจากศาลแพ่งพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยาหรือปอเนาะบ้านท่าด่านเนื้อที่ 14 ไร่เศษตกเป็นของรัฐในความผิดฐานก่อการร้ายตามกฎหมายฟอกเงินส่ง ผลสะเทือนไม่น้อยต่อสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี

และในที่สุดทางศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา จะจัดงานเลี้ยงข้าวยำน้ำชาเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญีฮาดวิทยาและพัฒนาชุมชนท่าด่านให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน ในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 ที่จะถึงนี้ เป้าหมายเพื่อซื้อที่ดิน 10 ไร่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่

ทำไมครอบครัวแวมะนอตัดสินใจเช่นนั้น ทั้งที่รัฐอนุญาตให้อยู่ต่อและจะให้เปิดเป็นสถานศึกษาได้ตามเจตนารมณ์เดิมของผู้ก่อตั้งผู้บริจาค นายบันยาล แวมะนอ ลูกชายนายดุลเลาะ แวมะนอ ที่เป็นอดีตครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีซึ่งเกิดมาตั้งแต่ปี 2548 เปิดใจอธิบายเรื่องนี้

 

สร้างที่ใหม่เพื่อสานต่อเจตนารมณ์เดิม

นายบันยาล แวมะนอ บอกว่า เหตุผลที่พยายามจะระดมทุนเพื่อสร้างโรงเรียนขึ้นมาอีกครั้งก็เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของบาบอเฮงผู้ก่อตั้งปอเนาะญิฮาด และเพื่อให้คนในหมู่บ้านมีที่ศึกษาหาความรู้โดยเฉพาะด้านศาสนา เพราะ 11 ปีที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่าการไม่มีโรงเรียนสอนศาสนาคอยฝึกอบรมเด็กและเยาวชน ส่งผลเสียต่อสังคมที่นี่อย่างที่หลายคนก็ทราบดี เช่น ติดยาเสพติด และปัญหาอื่นๆ เป็นต้น

“นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ชาวบ้านอยากให้มีโรงเรียนสอนศาสนาในหมู่บ้านอีกครั้ง จึงได้ช่วยๆ กันเตรียมจัดงานระดมทุนที่ใกล้จะถึงในไม่กี่วันข้างหน้านี้ เพื่อที่จะสร้างศูนย์การเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ในหมู่บ้านนี้อีกครั้ง”

 

ไม่กลับไปที่เดิมอีกแล้ว เพราะถูกทำให้มีมลทิน

นายบันยาล กล่าวว่า หากถามว่าทำไมถึงไม่กลับไปเปิดสถานศึกษาในที่เดิม ก็เพราะรัฐเองก็แถลงแล้วว่าที่เดิมเป็นที่ดินวากัฟ (สาธารณะประโยชน์) และจะทำให้เป็นที่วากัฟตามเจตนารมณ์เดิมของบาบอเฮง แต่เราจะไม่กลับไปแล้ว เพราะภาพของสถานที่ตรงนั้นรัฐได้สร้างให้สังคมภายนอกเห็นเป็นสถานที่ที่สกปรกหรือมีมลทินไปแล้ว

หากเรากลับไปเปิดโรงเรียนอีกครั้งในภาวะที่มีมลทินอยู่นั้น คนนอกก็จะมีอคติต่อสถานศึกษาแห่งนั้นได้ และจะเกิดปัญหาตามมาคือไม่มีใครอยากจะมาสอนและไม่มีคนที่จะมาเรียน แล้วจะกลับไปเปิดที่เดิมเพื่ออะไร?

“ที่ผ่านมา 11 ปีที่เราอาศัยอยู่ตรงนั้นก็ไม่มีใครกล้าไปเยี่ยมเลย แม้แต่ชาวบ้านหรือญาติพี่น้องเองก็ไม่กล้าเข้าไปถามข่าวคราวของเรา หากเรากลับไปที่เดิมอีกแล้วใครจะกล้าไป?”

แต่หากรัฐจะเปิดเป็นสถานศึกษาในที่นั้นอีกครั้งเอง ผมก็ไม่มีปัญหาไม่ได้ใดๆ แล้วแต่รัฐบาลจะเห็นควร จะเอาใครมาสอนก็ไม่มีปัญหา ขอเพียงแค่ว่าอย่านำครอบครัวของเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยก็พอ”

 

ปอเนาะญีฮาดเป็นเจตนาร่วมของคนในหมู่บ้าน

นายบันยาล กล่าวว่า ในความเป็นจริง กรณีปอเนาะญิฮาดนั้นที่ดินเท่านั้นที่เป็นของครอบครัวเรา ส่วนเจตนารมณ์ในการสร้างปอเนาะนั้น จุดเริ่มต้นไม่ใช่เจตนารมณ์ของบาบอเฮงคนเดียว แต่เป็นเจตนารมณ์ของชาวบ้านในพื้นที่ที่คิดว่าจำเป็นต้องมีสถานศึกษาศาสนา เพื่ออบรมเยาวชนให้มีความรู้พื้นฐานทางด้านศาสนา เพราะหากไม่มีความรู้ศาสนาหรือไม่มีศูนย์เรียนรู้ศาสนาในพื้นที่ ทุกคนก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าจะส่งผลเสียอย่างไรบ้าง

การสร้างปอเนาะญีฮาดจึงเป็นเจตนารมณ์ร่วมของคนในหมู่บ้าน จึงเป็นที่มาว่าจะต้องสร้างสถานศึกษาในชุมชนขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นงานจัดเลี้ยงระดมทุนที่จะถึงนี้จึงกลายเป็นวาระของทุกคนในหมู่บ้านนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของครอบครัวเราเท่านั้น

คาดว่างานเลี้ยงเพื่อระดมเงินที่กำลังจะถึงนี้น่าจะมีคนมาร่วมงานจำนวนมาก เพราะพี่น้องช่วยกันเชิญคนมาร่วมงานเยอะมาก โดยปกติแล้วงานต่างๆ เจ้าของงานจะเป็นคนเชิญเอง แต่งานนี้เรายังไม่ทันได้ออกไปเชิญก็มีพี่น้องอาสามาช่วยเราเชิญคน เพราะพวกเขาเองก็คงไม่อยากเห็นภาพของครอบครัวเราที่จะต้องอาศัยอยู่ที่มัสยิดและโรงเรียนดาตีกานานไปกว่านี้

 

ที่ใหม่ไม่สอนแบบปอเนาะอย่างเดียว

นายบันยาล กล่าวว่า ตอนนี้แผนการเปิดสถานศึกษาแห่งใหม่ยังอยู่ในช่วงประชุมเตรียมการ และหลังจากงานระดมทุนก็จะมาคุยกันว่าจะเชิญใครมาสอนบ้าง ตนเป็นแค่เพียงผู้คอยคิดมัต(ให้บริการ)เท่านั้น และทำหน้าที่ตามที่คนในหมู่บ้านมอบหมาย

สถานศึกษาที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน จะรายละเอียดมากกว่าปอเนาะแบบดั่งเดิม เช่น อาจจะมีการเรียนการสอนคัมภีร์อัลกุรอานหลักสูตรกีรออาตีสำหรับเด็กและสำหรับคนสูงอายุ มีชมรมเยาวชนคนรุ่นใหม่ มีชมรมปันจะสีลัต หรืออื่นๆ เป็นต้น แล้วแต่เจตจำนงของประชาชนในพื้นที่

 

มีวิชาหลากหลาย ทั้งสันติภาพและกฎหมาย

นายบันยาล กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าศูนย์การเรียนรู้นี้จะรองรอบคนทุกวัย อาจเรียกได้ว่าเป็นวิทยปัญญาที่ได้จากวิกฤตในครั้งนี้ก็เป็นได้ เพราะในอดีตปอเนาะเป็นสถานศึกษาศาสนาแก่เด็กหรือเยาวชนอย่างเดียวเท่านั้น

เป็นไปได้ว่าศูนย์การเรียนรู้แห่งใหม่ที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมานี้ การเรียนการสอนจะเข้มข้นและหลากหลายกว่าเดิม โดยเฉพาะความรู้ที่จำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ความรู้เรื่องสันติภาพ ความรู้เรื่องกฎหมายหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นไปได้ทั้งหมดในอนาคต ซึ่งขึ้นอยู่กับที่การประชุมภายหลังจากงานระดมทุนว่าจะเป็นอย่างไร

 

โต๊ะอิหม่ามย้ำปอเนาะญิฮาดเป็นวาระของทุกคน

นายมูฮัมหมัดนาวาวี หะยีอับดุลกอเดร์ โต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิดกือแด(บ้านท่าด่าน) กล่าวว่า กรณีของครอบครัวแวมะนอกลายเป็นเรื่องของทุกคนในหมู่บ้าน เพราะเกี่ยวข้องกับปอเนาะที่เป็นที่วากัฟของทุกคนในหมู่บ้านนี้ ไม่ใช่สมบัติของเจ้าของปอเนาะ ยกเว้นที่ดินเท่านั้นที่ครอบครัวแวมะนอเป็นเจ้าของ ส่วนมัสยิด ปอเนาะแต่ละหลัง(หอพักนักเรียก) แม้ตัวอาคารโรงเรียนเองก็เป็นหยาดเหงื่อของคนในหมู่บ้านทั้งสิ้น จึงกลายเป็นเรื่องของทุกคนและทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ

เหตุผลที่จะสร้างสถานศึกษาขึ้นมาใหม่ก็เพื่อจะสานต่อเจตนารมณ์ของบาบอเฮงและชาวบ้านในอดีตที่ต้องการให้มีสถานที่เรียนศาสนาในหมู่บ้าน เพื่อคอยให้ความรู้ศาสนาแก่เยาวชนในพื้นที่

 

มติของชาวบ้านท่าด่านที่ต้องการให้ย้ายออก

นายมูฮัมหมัดนาวาวี บอกว่า ครอบครัวแวมะนอไม่ได้ย้ายออกมาเองโดยพลการ เพราะก่อนที่พวกเขาจะออกมาก็ได้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านมาแล้วว่า พวกเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะพวกเขาเป็นเพียงแค่ผู้ดูแลปอเนาะเท่านั้น ทางชาวบ้านในพื้นที่จึงลงมติให้ออกมา แล้วชาวบ้านจะหาที่หรือสร้างปอเนาะขึ้นมาใหม่แทน จึงเป็นที่มาของการจัดงานเลี้ยงระดมทุนในวันที่ 19 มีนาคมนี้

“สิ่งที่ผู้นำศาสนาแถลงเมื่อหลายวันที่ผ่านมา ผมอาจเห็นต่างจากที่เขาบอกว่าเป็นที่ดินวากัฟและจะให้กลับไปเป็นวากัฟเหมือนเดิม เพราะความเป็นจริงแล้วที่ดินนั้นมีเจ้าของถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งก่อสร้างเท่านั้นที่เป็นวากัฟ แต่สิ่งที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่นี่แหละที่จะทำให้เป็นวากัฟทั้งที่ดินและปอเนาะหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมด ยกเว้นตัวบ้านของครอบครัวแวมะนอซึ่งก็ใช้พื้นที่ไม่เยอะ”

 

กินข้าวยำฟังเสวนา ปอเนาะญิฮาด-ชะตากรรมปาตานี

นายมูฮัมหมัดนาวาวี บอกว่า สำหรับงานกินข้าวยำเพื่อสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวปอเนาะญิฮาดวิทยาและพัฒนาชุมชนท่าด่านให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชน จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคม 2559 เวลา 09.00-21.00 น. ณ สนามฟุตบอลกลางประจำหมู่บ้านท่าด่าน จัดโดยศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

ศูนย์ประสานงานนี้ประกอบด้วย 6 ฝ่ายหลัก คือ มัสยิดท่าด่าน โรงเรียนตาดีกา กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและท้องที่ ร่วมกับ เครือข่ายศิษย์เก่าปอเนาะญิฮาด สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย (สนมท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี (PerMAS) และเครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.)

ในงานจะมีวงเสวนาสาธารณะ หัวข้อ “ปอเนาะญิฮาดวิทยา-บทเรียนและอนาคตชะตากรรมปาตานี” มีนายอนุกูล อาแวปูเตะ (อับดุลกอฮาร์ บิน ฮาญีอับดุลอาวัง) ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี นายบัลยาน แวมะนอ ตัวแทนครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา นายหะยีอัฮหมัด ฮาซัน ประธานเครือข่ายศิษย์เก่าปอเนาะญิฮาดวิทยาเป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา (LEMPAR)

งานนี้ถือเป็นครั้งแรกๆ ในพื้นที่ที่จัดงานกินข้าวยำสมทบทุนไปพร้อมๆ กับบรรยากาศของการนั่งฟังการเสวนาสาธารณะไปด้วย

 

ลำดับเหตุการณ์โดยสรุป

 

คดีเริ่มต้นเมื่อปี 2548 มีแจ้งข้อหาบุคคลว่าฝึกอาวุธภายในบริเวณโรงเรียน 36 คน มี 18 คนเข้ามอบตัวสู้คดีและได้รับการปล่อยตัวหมดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ อีกบางส่วนหลบหนีรวมทั้งนายดอเลาะ แวมะนอ ในปีเดียวกันพี่ชายของบันยาลถูกยิงเสียชีวิต

 

วันที่ 15 ธันวาคม 2558 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงเรียนญีฮาดวิทยา หรือปอเนาะบ้านท่าด่าน ม.3 บ้านท่าด่าน ต.ตะโล๊ะกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ในเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่ง คดีแพ่งในคดีแดงที่ ฟ.160/2558 ซึ่งมีความผิดฐานก่อการร้าย ตามนิยามบทบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3 (8) ของกฎหมายว่าด้วยคดีแพ่งและกฎหมายการฟอกเงินของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

 

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 นายโสภณ ทิพย์บำรุง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 รองอัยการจังหวัดปัตตานีได้ชี้แจงข้อกฎหมายกรณีศาลแพ่งมีคำพิพากษาริบทรัพย์สินที่ดินดังกล่าว เนื่องจากมีพยานยืนยันว่ามีการใช้ที่ดินเป็นฝึกการก่อการร้าย จึงถือเป็นทรัพย์สินที่ใช้กระทำความผิด แต่รัฐก็ยังให้ปรับปรุงเป็นสถานศึกษาให้กับชุมชน เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค โดยให้เจ้าของที่เดิมเป็นผู้บริหารต่อไป

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559 ครอบครัวแวมะนอทั้งหมด 14 คน ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนเก็บข้าวของทั้งหมดย้ายออกจากบ้านในอยู่ในบริเวณโรงเรียนไปอาศัยอยู่ที่มัสยิดและโรงเรียนตาดีกา และตัดสินใจไม่อุทธรณ์เพื่อสู้คดี

 

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ประชาชนจากที่ต่างๆ เริ่มหลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมครอบครัวของนางยาวาฮี แวมะนอ และมีการตั้งศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยาที่มัสยิดบ้านท่าด่าน

 

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ชาวบ้านท่าด่านได้รวมตัวกันที่มัสยิดประมาณ 200 คน เพื่อคณะทำงานศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 คณะผู้นำองค์กรศาสนาประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้รวม 9 คนได้แถลงแนวทางการแก้ปัญหาการยึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยา นำโดยนายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด(กอจ.)ปัตตานี โดยจะตั้งคณะกรรมการพิเศษพิจารณาแนวทางการใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน และตอบสนองเจตนารมณ์เดิมของเจ้าของที่ดิน แต่นายบันยาล ยืนยันว่าที่ดินทั้ง 14 ไร่ของโรงเรียนญีฮาดวิทยาตกเป็นของรัฐแล้ว จึงไม่เกี่ยวกับครอบครัวของตน และทางศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือฯก็จะจัดงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อสมทบทุนหาเงินซื้อที่ดิน 10 ไร่สร้างโรงเรียนแห่งใหม่ในวันที่ 19 มีนาคม 2559 นี้

Posted in ARTICLE, POLITICS, RELEGION, SOCIAL