Wartani
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี+สำนักสื่อ wartani
برسام كيت مغجادي سقسي دمي كآمنن دفطاني+لمباكا ميدياوارتاني
Let us be the witnesses for peace in PATANI+Wartani Media Agency
Bersama kita menjadi saksi demi keamanan di PATANI+Lembaga media Wartani

ผู้นำวาร์ตานี คนใหม่ นักปกครองท้องถิ่น รับผลัดต่อ จากคนรุ่นใหม่รุ่นก่อตั้ง สานต่อพันธกิจ สื่อสารสาธารณะจากชุมชนเพื่อประชาชน

Posted on 0

นายซาฮารี เจ๊ะหลง,นายทวีศักดิ์ ปิ กองบรรณาธิการ

 

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ สำนักสื่อวาร์ตานี โหวตเลือก นายมะปากรี ลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้าน ม.9 กรงปินัง เป็น ผู้อำนวยการสำนักสื่อวาร์ตานี รับช่วงสานต่อ การสื่อสารของคนปาตานี ผอ คนใหม่ พร้อมจะบริหารองค์กรเพื่อนำมาซึ่งการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นปากเป็นเสียงของประชาชนในพื้นที่ และนำเสนอความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นตัวแสดงหลักของพื้นที่ให้มากที่สุดทั้งนี้ ให้ครอบคลุมทุกประเด็นเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ต่อไป สำหรับ ผอ คนเก่า ฝากท้ายว่าเราไม่ควรเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการ เราต้องเลือกอยู่กับฝ่ายประชาชนตามเจตนารมณ์เดิมของสำนักสื่อวาร์ตานี เราเกิดมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และเพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสื่อสารเรื่องราวของตนเองได้อย่างอิสระ

 

มะปากรี ลาเต๊ะ หรือที่รู้จักในชื่อ โต๊ะแนแบมิ ผู้ใหญ่บ้าน วัย 40 ปี หมู่ที่ 9บ้านรือเป ต.กรงปีนัง อ.กรงปีนัง จ.ยะลา ผู้ใหญ่มิ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านกว่า 15 ปี และผ่านเส้นทางภาคประชาสังคมอย่างโชคโชน คลุกคลีกับระดับภาคประชาชนของจริง

 

ผู้ใหญ่มิ ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมเป็นนักศึกษาในหลักสูตร “Wartani Grassroots Media”หรือ WGM ในปี 2557 เพื่อเพิ่มทักษะในด้านการสื่อสารเพื่อสันติภาพ จากนั้นเมื่อจบหลักสูตรดังกล่าวในปี 2558 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา สำนักสื่อวาร์ตานี

 

ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการบริหารสำนักสื่อวาร์ตานี รุ่นที่ 2 ที่นำโดยนายอิสมาอีล ฮายีแวจิ  หมดวาระ ในที่ประชุมสมัชชาเลือกผู้นำ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายม 2559 ที่ผ่านมา ณ หอประชุม วันมูฮำหมัดนอร์ มะทา  สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา (หลังเก่า) ที่ประชุม ได้โหวตเลือก  นายมะปากรี  ลาเต๊ะ ให้เป็นผู้อำนวยการสำนักสื่อวาร์ตานี คนต่อไป

 

ห้องเรียนวาร์ตานี สถาบันพระปกเกล้า ประสบการณ์จริงในตำแหน่ง ผญบ.ในพื้นที่ จะบูรณาการและบริหาร วาร์ตานี ในฐานะ ผอ คนใหม่

 

ภายหลังจากได้รับการคัดเลือกให้เป็น ผู้อำนวยการคนใหม่ นายมะปากรี ได้กล่าวว่า หากถามว่า เดิมก่อนที่จะรับในตำแหน่งนี้หรือไม่นั้น คงต้องตอบว่า ไม่ดีกว่า แต่เมื่อสมาชิกทุกคนไว้วางใจ เราก็ต้องรับหน้าที่ในตำแหน่งนี้

 

คิดว่าตำแหน่ง ผอ .วาร์ตานี เป็นอุปสรรค์กับตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านไหม  มะปากรี ตอบว่า ในอดีต ตัวเองก็ เติบโตกับภาคประชาสังคมมาโดยตลอด หากจะบอกว่า กี่ปีนั้นน่าจะ 20 กว่าปีมาแล้ว  ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะจบหลักสูตร WGM ของวาร์ตานี ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันพระปกเกล้า ศึกษาในหลักสูตรเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ 4ส.ใต้ รุ่นที่ 1 อีกด้วย จะเห็นได้ว่า ชีวิตการเป็นผู้ใหญ่บ้านของผมก็ทำงานเคียงคู่กับองค์กรภาคประชาสังคมมาโดยตลอด ฉะนั้นแล้วการรับหน้าที่ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักสื่อวาร์ตานี ก็ไม่เป็นอุปสรรค์แต่อย่างใด

 

นายมะปากรี กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่า ผู้ใหญ่บ้าน ทำงานกับชุมชน อยู่กับชาวบ้าน เราทำงานสื่อสารสาธารณะอยู่แล้ว อาทิเช่น นำนโยบายของอำเภอมาแจ้งให้ชาวบ้านได้รับรู้ อีกทั้งได้รับรู้เสียงของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารภาคประชาชนอีกด้วย

 

การเข้ามารับตำแหน่ง ผอ.วาร์ตานี สิ่งที่ต้องเพิ่มคือ การบริหารจัดการองค์กรสื่อด้วยความรู้ด้านสื่อที่ได้จากห้องเรียนวาร์ตานี ความรู้ด้านการจัดการความขัดแย้งที่ได้จากสถาบันพระปกเกล้า และประสบการณ์จากสนามจริง สิ่งเหล่านี้จะนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารองค์กรสื่อวาร์ตานี ให้เป็นสำนักสื่อเพื่อสันติภาพที่อยู่คู่กับชาวปาตานีได้

 

นอกจากนี้ เราจะบริหารองค์กรเพื่อนำมาซึ่งการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นปากเป็นเสียงของประชาชนในพื้นที่ และนำเสนอความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นตัวแสดงหลักของพื้นที่ให้มากที่สุดทั้งนี้ ให้ครอบคลุมทุกประเด็นเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ต่อไป” มะปากรีกล่าว

 

 

อิสมาอีล ผอ.คนเก่า ถอดประสบการณ์ จากผู้นำนักศึกษาสู่การบริหารสื่อ

 

อิสมาอีล ฮายีแวจิ ในฐานะอดีตผู้อำนวยการ สำนักสื่อวาร์ตานี รุ่นที่ 2 กล่าวว่า “สิ่งที่ผมทำไปแล้วในช่วงรุ่นของผมมีไม่มากหรอกครับ คือผมเองก็ไม่เคยเป็นนักสื่อสารมาก่อน เพียงแค่เคยผ่านงานบริหารจัดการองค์กรในช่วงที่เป็นนักศึกษาอยู่บ้าง ตั้งแต่เป็นตัวแทนของนักศึกษาในเขตพื้นที่ภาพใต้ตอนบนเป็นกรรมการอำนวยการประสานงาน สนนท. และสนน.จชต. (ช่วงเวลานั้น) ซึ่งตอนนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นเปอร์มัสไปแล้ว ในรั่วมหาวิทยาลัยก็ตั้งแต่ประธานชมรมฯ จนถึงวาระสุดท้ายของการเป็นนักศึกษาก็ได้รับเลือกจากนักศึกษาทั้งรั่วมหาวิทยาลัยให้ประธานสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะเห็นได้ว่าส่วนตัวจะถนัดเรื่องการบริหารจัดการองค์กรมากกว่า

 

‘’ทั้งนี้ ภายหลังจบการศึกษาและลาออกจากงานประจำในบริษัทแห่งหนึ่งเขตพื้นที่จังหวัดยะลาได้อาสาเข้ามาทำงานด้านสื่อจึงถูกเลือกให้เป็นบรรณาธิการบริหาร ก็จะดูแลงานด้านบริหารจัดการองค์กรควบคู่กับงานอีดิต (Edit) ข่าวสารจากเพื่อนผู้สื่อข่าว และเครือข่ายที่ได้ส่งมาซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นก็เขียนข่าวไปเรื่อยๆบริหารองค์กรไปด้วย ผมทำหลายๆหน้าที่กันไปตั้งแต่แรกจนจบตั้งแต่เป็นผู้สื่อข่าวจนถึงงานบริหาร ต่อมามีคุณซาฮารี เจ๊ะหลง และคุณทวีศักดิ์ ปิ มาช่วยงานด้านงานข่าว ผมก็จะถีบตัวเองมาเน้นงานด้านการวางระบบองค์กร และกำกับงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์องค์กร จนถูกเลือกให้เป็น ผู้อำนวยการ สำนักสื่อวาร์ตานี ก่อนหมดวาระเพียงไม่ถึงปีและตอนนี้กำลังดำเนินการเรื่องการศึกษาต่อต่างประเทศ” อิสมาอีล กล่าว

 

สิ่งที่ได้ทำมาแล้ว มีทั้งสำเร็จและยังไม่บรรลุเป้าหมาย

 

ช่วงเวลาที่ผมทำงานกับสำนักสื่อวาร์ตานีตลอดระยะเวลา 3 ปี สิ่งที่ทีมผมผลิตออกมาอย่างประจักษ์แก่สังคมก็จะเป็นเรื่องการสร้างคน สร้างคนให้เป็นนักสื่อสาร เราสร้างคนจากสามกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มรากหญ้า (ชาวบ้าน) กลุ่มประชาสังคม และนักศึกษา แต่เราจะเน้นหนักด้านกลุ่มรากหญ้า ส่วนกลุ่มเป้าหมายอื่นเราจะหาเวลาไปหนุนเสริมมากกว่า ตามความต้องการของแต่ละองค์กร จะเห็นได้จากสื่อโซเชียลมีเดียถึงพัฒนาการด้านสื่อขององค์กรนักศึกษาและภาคประชาสังคมบางส่วน นั่นคือผลผลิตของรุ่นผม

 

ส่วนงานอื่นๆก็จะมีงานข่าว งานพัฒนาศักยภาพบุคลากรในองค์กร งานพัฒนาช่องทางการสื่อสาร และงานเครือข่าย วันนี้ผมและเพื่อนสร้างเครือข่ายกับองค์กรสื่อทางเลือกและสื่อกระแสหลักมาพอสมควร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับรุ่นต่อไปได้บ้าง

 

แต่เสียดายเวลาที่มีบางส่วนผมและเพื่อนทำมันยังไม่สำเร็จ อาทิเช่น ช่องทางการสื่อสารที่ผ่านมาเราสามารถสื่อสารได้แค่ช่องทางเดียวผ่านเพจในโซเชียลมีเดีย แน่นอนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงมันจำกัดเฉพาะกลุ่ม แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มเป้าหมายที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตรงนี้ได้ ตามแผนเราตั้งใจจะขยายพื้นที่หรือช่องทางการสื่อสารที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ ช่องทีวี และหนังสือพิมพ์รายวัน แต่ก็คงต้องให้รุ่นต่อไปทำงานหนักตรงนี้ต่อไป

 

ส่วนอีกงานก็จะเป็นเรื่องภาษา ผมเคยทาบทามเพื่อนๆที่ถนัดด้านภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ และภาษามลายู มาช่วยแปลข่าวสารที่เราผลิตออกมา เพราะเรื่องภาษานี้ค่อนข้างจำเป็นต่องานสื่อสารมากถึงมากที่สุด เนื่องจากเราไม่ได้ต้องการจะสื่อสารเฉพาะภายใน แต่ภายนอกก็จำเป็น แนวคิดเราคือทุกกลุ่มเป้าหมายต้องมีหุ้นส่วน ต้องร่วมเป็นสักขีพยานต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้” อิสมาอีล กล่าว

 

วาร์ตานีต้องกระบอกเสียงให้กับประชาชน เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสื่อสารเรื่องราวของตนเองได้อย่างอิสระ

 

อดีตผู้อำนวยการ กล่าวฝากปิดท้ายว่า “สำหรับสิ่งผมอยากเห็นและฝากถึง ผอ.คนใหม่และทีมงานต่องานสื่อในอนาคต คือ องค์กรสื่อที่มีอิทธิพลในพื้นที่ที่สามารถสร้างจิตสำนึกใหม่ให้กับคนปาตานี และสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้

 

เพราะในภาวะสังคมปัจจุบันเช่นนี้จะขาดคนกลางที่จะช่วยสื่อสารไม่ได้ ซึ่งผมมองว่าสื่อสามารถทำบทบาทสำคัญตรงนี้ได้ สื่อสามารถเป็นคนกลางที่จะส่งสารให้ทุกฝ่ายรับรู้และนำไปต่อยอดได้ แต่โจทย์สำคัญคือในสถาการณ์ภาพรวมสังคมถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและสื่อไม่เป็นอิสระเช่นนี้เราจะไปยืนอยู่จุดใด จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้และรู้ทันสถานการณ์ของสังคมการเมืองได้ ?

 

แต่เราไม่ควรเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการ เราต้องเลือกอยู่กับฝ่ายประชาชนตามเจตนารมณ์เดิมของสำนักสื่อวาร์ตานี เราเกิดมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และเพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสื่อสารเรื่องราวของตนเองได้อย่างอิสระ

 

อยากชวนคิดต่อว่า “ในฐานะคนทำงานสื่อในพื้นที่ความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนนั้นเราจะทำอย่างไรกับบทบาทตรงนี้ให้สามารถตอบโจทย์กระบวนการสันติภาพตามความต้องการและเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริงได้ ?”อดีตผู้อำนวยการสำนักสื่อวาร์ตานี กล่าว

 

Posted in ARTICLE, EVENT, NEWS

แม่ทัพ ภาคที่4 เชิญ PERMATAMAS นำเสนอข้อมูล เหตุที่ต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมื่อวันที่12 เม ย.2559 ที่ผ่านมา ณ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผอ.รมน.ภาค ๔ ได้เชิญเครือข่ายเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ(PERMATAMAS)เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินร่วมพูดคุยเพื่อให้ทางเครือข่ายนำเสนอข้อมูลเหตุผล และผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีแม่ทัพภาค4รองแม่ทัพ ศอ.บต.และเครือข่ายภาคประชาสังคมในจ.ปัตตานี200กว่าคนร่วมรับฟัง

นางสาว ลม้าย มานะการ ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่าในวันนี้ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผอ.รมน.ภาค ๔ ได้เชิญเครือข่าย คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และโรงไฟฟ้าถ่านหินปานาแระ จ.ปัตตานีไปพูดคุยและให้นำเสนอข้อมูลผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินและผลกระทบ โดยนำเสนอข้อมูลให้ทางแม่ทัพ รองแม่ทัพ และผู้ร่วมรับฟังจำนวน200กว่าคนได้รับทราบว่า กรณีผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา . ไม่รับฟังเสียงที่แตกต่าง ไม่ได้ให้ข้อมูล ที่ชัดเจนโปร่งใส จึงเป็นต้นเหตุที่เกิดปัญหาอยู่ในปัจจุบันในมีการเดินหน้าผลักดันโครงการ โดยปิดกั้นการมีส่วนร่วมปิดกั้นข้อมูลที่เป็นจริง ผลกระทบที่จะเกิด คนในพื้นที่ก็มีความสามารถมากพอที่จะค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองเนื่องจากโลกปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลให้ค้นคว้ามากมาย อย่างเช่นงานวิจัยผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินจากมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งชาวบ้านรับรู้ถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจึงออกมาคัดค้าน

คุณลม้าย กล่าวอีกว่าการจัดเวที ค.1ค.2ค.3 โรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเรือขนถ่านหิน มีการแจกสิ่งของให้ฝ่ายที่สนับสนุน แต่คนที่คัดค้านห้ามเข้าโดยผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศจังหวัดห้ามคนที่มีความคิดเห็นต่างเข้าร่วมแสดงความคิดหากขัดขืนคำสั่งประกาศผู้ว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย
ได้นำเสนอแม่ทัพว่า ทางแม่ทัพควรจะเปิดเวทีพูดคุยข้อมูลในข้อกังวลกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินในทุกประเด็นและต้องมีความชัดเจนโปร่งใส รอบด้าน ทั้งภาควิชาการและคนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม ไม่ใช่ทำเพียงการ แค่เปลี่ยนวาทกรรม เป็นถ่านหินสะอาด

คุณ ลม้าย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณี เครือข่ายฯได้เดินรณรงค์หยุดถ่านหินจากปัตตานี-เทพา เมื่อวันที่8-10เม ย.ที่ผ่านมา จากการพูดคุยกับผู้คนตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน ได้รับข้อมูลว่า คนไม่รู้ว่าจะมีการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ90เปอร์เซ็นต์ ที่ที่รับรู้ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ไม่รู้ถึงพิษภัยและผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่โรงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ มูลค่าโครงการ100,000กว่าล้านบาท แต่มีการปกปิดข้อมูล ไม่ให้เกียรติคนที่จะได้รับผลกระทบ และมีพลังงานที่พลังงานทางเลือกพลังงานสะอาดและปลอดภัยให้เลือกมากกว่าถ่านหิน หลังจากนำเสนอข้อมูลจบทางรองแม่ทัพรับว่าจะเปิดเวทีพูดคุยกันหลังจากนี้โดยจะจัดเวทีพูดคุยกันให้ดีละเอียดที่สุดเท่าที่เคยจัดกันมา จะสร้างหรือไม่สร้างอีกเรื่องหนึ่งแต่ต้องจัดเวทีพูดคุยกันก่อน

ด้านดร.สมพร ช่วยอารีย์ ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ม.อ.ปัตตานี. กล่าวว่า พลังงานจากโซลาร์เซลล์ เป็นพลังงานที่สะอาดและสะดวกต้นทุนต่ำ แก้ปัญหาความขัดแย้ง และทุกบ้านสามารถติดตั้งระบบไฟฟ้าในบ้าน แต่อาจจะ มีตั้งคำถามว่า จะกำจัดแบตเตอรี่กันอย่างไรละ มันเยอะนะก็เลยเสนอต่อว่า ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ก็ได้ เปิดเสรีให้ต่อไฟฟ้าเข้าระบบซิครับ ราคาต้นทุนถูกลงได้อีกครับ แล้วจัดระบบระบบเน็ตเมตเตอริ่ง มาด้วยเลย

นักวิชาการบางคน บอกว่า พลังงานไฟฟ้าจากแสงแดดเป็นเพียงแค่อาหารเสริม คนเราต้องกินอาหารหลัก คือต้องกินพลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิลหรือถ่านหินนั่นเอง แต่เราก็กลับมองว่า พลังงานจากถ่านหินเป็นเพียงอาหารเคมี แต่พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานชีวจิตหรืออาหารอินทรีย์ปลอดสารพิษ

รัฐบาลท่านบอกว่าสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ทำไมท่านไม่ลองประกาศใช้ ม.44 ให้ต่อเข้าระบบสายส่งได้บ้างละครับ นอกจากจะทำให้เรื่องผังเมืองและสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ปลดล๊อคต่างๆ ให้มันง่ายขึ้น ผมว่าท่านต้องพิจารณาให้สมดุลนะครับ

ดูเหมือนว่า พลังงานหมุนเวียนจะเดินไปได้อย่างช้ามากๆ แนวคิดของพลังงานหมุนเวียนนั้น ไม่ใช่ว่ารัฐจะต้องลงทุนเองทั้งหมดครับ เพียงแค่ส่งเสริมอย่างจริงจังเชิงประจักษ์ ว่าทำได้ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง รัฐบาลทำในระบบหน่วยงานเป็นตัวอย่าง นายกทำให้ดูเป็นตัวอย่างทั้งที่บ้าน รัฐมนตรีทุกคน รมว.ทุกกระทรวง อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย ตลอดจนผู้ว่าราชการทุกจังหวัดที่มีหัวใจสีเขียวลองทำดูนะครับ ผมว่าท่านจะได้เรียนรู้ว่า ปัญหา กฎระเบียบมันติดอยู่ตรงไหน ท่านจะทราบเลยว่า ที่ประชาชนต้องการทำแบบที่ไม่ยุ่งยากนั้นทำได้อย่างไรให้สะดวกและง่าย ส่งเสริมให้ตลอดวงจร เชื่อว่าการรวมพลังแบบนี้จะช่วยภาพรวมของประเทศได้ครับ

ดร.สมพรกล่าวอีกว่า สำหรับผมไม่ได้นำเสนอแนวคิดอย่างเดียว แต่ผมทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผมทำมาสองปี ก็รับรู้กันแค่วงแคบๆ เท่านั้นครับ และอยากให้นักวิชาการที่สนับสนุนถ่านหินลองทำดูด้วยครับ อย่าคิดแต่ว่ามันแพง ไม่คุ้ม เป็นไปไม่ได้ อย่าเอาความแพงมาให้คนอื่น เผื่อท่านอาจจะได้เข้าใจศักยภาพของพลังงานทางเลือกในช่วงชีวิตนี้ วันหนึ่งท่านอาจจะคิดได้ว่า ท่านรู้สึกเสียดายแดดในช่วงที่เทคโนโลยีมันไปถึงแล้ว

ทางรอดของประเทศไทย คือการนำพลังงานทางที่เป็นไปได้มาใช้ก่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หายใจด้วยรูจมูกตัวเองก่อน การใช้ถ่านหินนำเข้านั้นถือว่าเป็นการยืมจมูกเพื่อนบ้านหายใจเช่นกัน การนำเข้าไฟฟ้าจากลาวแม้ว่าราคาจะต่ำก็จริง แต่มันก็มีการสูญเสียทรัพยากรของเค้าเช่นกันครับ
.เรื่องการอนุรักษ์พลังงานเราไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกันมากนักครับ มักจะเป็นเพียงแค่ฤดูกาลหรืองานแฟชั่นเฉพาะกิจมากกว่า ตามกระแสโลก ลองปรับมาเป็นกระแสวิถีชีวิตดูครับ คงไปได้ไกลมากกว่านี้ครับ

ถ้าเราบริหารจัดการได้ ในสภาวะตอนนี้ประเทศไทยยังไม่วิกฤตทางพลังงานไฟฟ้า เพียงแต่การเร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความจำเป็นต้องแซงหน้าพลังงานทางเลือกไปก่อนคือให้สร้างให้ได้ เพราะหากปล่อยไว้นานไปพลังงานในรูปแบบใหม่จะออกมามากเกินไป จะทำให้ธุรกิจการขายถ่านหินไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ในขณะที่หลายๆ ประเทศพยายามหาทางลดสัดส่วนลง สำหรับท่านที่เสนอให้ใช้ถ่านหินในระดับวัยเกษียณอาจจะมีโอกาสได้เห็นภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนเกิน 20% ได้น้อยลง

พลังงานไฟฟ้า พอหรือไม่พอเป็นเรื่องของทุกคน อย่ามาบังคับให้พื้นที่ที่โครงการโรงไฟฟ้าลงมาต้องหมดทางเลือก และมิใช่ของคนในหมู่บ้านนั้นๆ มีความผิดที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน อย่าไปกดดันให้เค้าต้องย้อนยุคหรือข่มเหงน้ำใจด้วยการยกภูมิปัญญาในอดีตมา

ถามว่าชุมชนอื่นๆ ทำไมไม่ถูกเลือกในขณะที่โอกาสจะถูกเลือกก็มีเช่นกัน ถ้าไม่ให้เกียรติคนเห็นต่างด้วยก็ยากนะครับที่จะพัฒนาไปต่อได้ หากเป็นแบบนี้ท่านจะคืนความพอดีให้กับสังคมได้อย่างไร?
ลงมาเช็คคราบน้ำตาคนที่เห็นต่างบ้างนะครับ น้ำตาของคนเหล่านี้อาจจะซึมเข้าไปในหัวใจท่านผู้มีอำนาจด้วยบ้างครับการปกครองคน จำเป็นต้อง ปกครองใจ และปกครองงาน และปกครองการมีส่วนร่วมด้วยในยุคนี้ครับ

 

ขอบคุณข่าว จากเครือข่าย

Posted in ARTICLE, NEWS, POLITICS | Tagged , , , ,

นักสื่อสารชี้! คนรุ่นใหม่ต้องสืบทอดอักษรยาวี เพราะมีส่วนสำคัญต่อสันติภาพปาตานี

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

วันที่ 5 เมษายน 2559 21.00-22.30 น. เสวนา ในหัวข้อ ความสำคัญของภาษามลายูด้วยอักขระยาวีในพื้นที่ปาตานี ในงาน มหกรรมภาษาและวัฒนธรรมมลายู จัดโดยชมรมภาษามลายู ม.อ. หาดใหญ่ วิทยากรโดย นายซอลาฮุดดีน กริยา ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ Awanbook และ นายทวีศักดิ์ ปิ บรรณาธิการข่าวสำนักสื่อวาร์ตานี (WARTANI) ดำเนินรายการโดย นาย ฮากีม เจะโด ประธานชมรมสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่

นายซอลาฮุดดีน ได้กล่าวว่า ในประวัติศาสตร์ ตัวเขียนหรือระบบการเขียนด้วยอักษรยาวีนั้น เข้ามาสู่โลกมลายูพร้อมๆกับศาสนาอิสลาม ผ่านการค้าขายโดยชาวอาหรับ เปอร์เซียและอินเดีย ซึ่งนำเข้ามาเพื่อใช้เป็นกาอธิบายหลักคำสอนอัลกุรอ่าน และได้รับการยอมรับในโลกมลายู จึงมีการนำมาใช้สำหรับการเขียน ในด้านอื่นๆที่นอกเหนือจาก อัลกุรอ่าน อาทิ เช่น ในการทำสารราชสำนัก และหนังสือในการค้าขายในโลกมลายู

นายซอลาฮุดดีน กล่าวอีกว่า คำว่า ยาวี นั้น มาจากที่คนอาหรับใช้เรียกคนมลายูว่า Jawah หรือ jawa ซึ่งหมายถึงคนชวา ทำให้ต่างชาติเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า ดินแดนชวา ซึ่งหมายถึงมลายูนั่นเอง

นายซอลาฮุดดีน กล่าวต่อว่า เยาวชนรุ่นใหม่ต้องเห็นความสำคัญการมีอยู่ของนักเขียนยาวี เพราะเป็นการทำหน้าที่ที่จะสืบทอดดมรดกจากบรรพบุรุษให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้และยังคงอยู่กับสังคมปาตานีต่อไป

ด้าน นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวว่า หากมองภาษามลายูอักขระยาวีในฐานะคนทำงานสื่อ จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ ของอักษรยาวี คือที่เขียนตามฝาผนังมัสยิด เขียนตามอิฐสุสาน (แนแซกุโบร์) สามารถที่จะมองและวิเคราะห์ออกมาว่า ภาษามลายูอักขระยาวี กับพื้นที่ปาตานีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากศาสนาได้ ถือได้ว่า อักขวะยาวี เป็นตัวอักษรที่มีความสำคัญต่อศาสนาเป็นอย่างมาก

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวอีกว่า สิ่งที่สังคมปาตานีได้ภาคภูมิใจเป็นอย่างมากคือ อักขระยาวี ถูกนำมาเขียนโดยอุลามะฮ์ปาตานีในอดีตเพื่อเขียนกีตาบ(ตำรา/หนังสือสอนศาสนา)ให้คนปาตานีได้เรียนรู้ศาสนาผ่านกีตาบที่เขียนโดยอักขระยาวี และได้มีการยอมรับว่าเป็นตำราทางศาสนาอิสลามที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวอีกว่า ความสำคัญของภาษามลายูด้วยอักขระยาวีในพื้นที่ปาตานี นั้น ได้มีการนำมาใช้เรียนในโรงเรียนตาดีกาตั้งแต่เด็ก และตาดีกาใช้หนังสือที่เขียนด้วยอักขระยาวี เป็นหนังสือเรียนของตาดีกา

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวต่ออีกว่า หากจะมองในโลกของการสื่อสารจะเห็นได้ว่า ข่าวในพื้นที่ชายแดนใต้หรือปาตานี นั้นเป็นข่าวที่สังคมมลายูในแถบนี้ให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย แต่ส่วนมากเราจะใช้ภาษาไทยในการเขียน จึงทำให้ผู้คนที่อยู่นอกประเทศเข้าใจยาก ฉะนั้นเราต้องมีการเขียนข่าวที่เป็นภาษามลายูหรือให้มีการแปลให้เป็นภาษามลายูด้วย

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อักขระยาวี สำคัญต่อพื้นที่ปาตานีอย่างไรนั้น ขอตอบว่า อักขระยาวี เป็นตัวแปรสำคัญในกระบวนการสร้างสันติภาพด้วย เนื่องจาก หลักการของกระบวนการสันติภาพที่สำคัญคือความเข้าใจ สื่อที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ ผู้ที่รับสาร สามารถเข้าใจอย่างลึกซึ่ง ฉะนั้นหากเขียนด้วยภาษามลายู อักขระยาวี จะสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกร่วมได้ในระดับหนึ่งด้วย

Posted in Culture, NEWS, SOCIAL | Tagged ,

‘’อาบูฮาฟิส’’ มาราปาตานี ปฎิเสธเหตุการณ์โรงพยาบาลเจาะไอร้อง พร้อมตั้งคำถามให้ไทยพิจารณาเรื่องการตั้งค่ายทหารใกล้โรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

หนึ่งในสมาชิกกลุ่มมาราปาตานี ออกมาปฏิเสธกลุ่ามาราปาตานีไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง แต่เชื่อว่าอาจเป็นปฏิบัติการของกลุ่มอาร์เคเค ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพบว่าเข้าข่ายละเมิดกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศทั้งสองฝ่าย จึงจำเป็นที่จะต้องมกำหนดพื้นที่ปลอดภัย และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ไม่กระทบกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่กำลังมีความคืบหน้าในเร็ว ๆ นี้

นายอาบูฮาฟิสอัล ฮากิม หนึ่งในสมาชิกกลุ่มมาราปาตานี ตอบคำถามทีมข่าว 3 มิติที่ส่งข้อความไปสอบถามถึงเหตุการณ์บุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งนายอาบูฮาเฟซ ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มมาราปาตานี แม้ยังไม่ทราบแน่นอนว่ากลุ่มก่อเหตุคือใคร แต่มีสิ่งบ่งชี้ได้ว่าอาจเป็นปฏิบัติการของกลุ่ม อาร์เคเค โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่การก่อเหตุในวันที่ 13 มีนาคมถูกเลือกเป็นเชิงสัญลักษณ์ในหลายจุด และการโจมตีลักษณะนี้เคยเกิดมาหลายครั้งในอดีตก่อนจะมีการก่อตั้งกลุ่มมารา ปาตานี

สมาชิกกลุ่มมาราปาตานี มองว่า  การก่อเกตุบุกยึดโรงพยาบาลเพื่อโจมตีฐานทหารที่ตั้งอยู่ใกล้โรงพยาบาล แม้จะไม่ได้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล แต่การใช้โรงพยาบาลในการก่อเหตุเข้าข่ายการละเมิดกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือ IHL อย่างมาก ขณะ ที่ฝ่ายไทยเองต้องพิจารณาเรื่องการตั้งค่ายทหารใกล้โรงพยาบาลเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ทั้งสองฝ่ายจึงจำเป็นต้องเห็นชอบร่วมกันเรื่องพื้นที่ปลอดภัยหรือ Safty Zone ภายใต้กระบวนการเจรจาสันติภาพ และหลักการของกฏหมายสิทธิมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ทั้งทหารไทยและ กองกำลังอาร์เคเค ต้องศึกษาหลักการของ IHL และ กฏการปะทะ ที่ระบุไว้ในกฏหมายIHL

นายอาบูฮาฟิส มั่นใจว่า เหตุการณ์นี้ไม่กระทบกับการพูดคุยเพื่อสันติสุขและยิ่งมีความจำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายต้องผลักดันเขตปลอดภัยให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งทีมเทคนิคทั้งสองฝ่ายกำลังร่างกรอบการพูดคุยให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มอย่างเป็นทางการเร็วๆนี้

 

ที่มา ข่าวสามมิติ

 

Posted in NEWS, POLITICS | Tagged , ,

ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ : ตั้ง 6 ข้อสังเกต กรณีเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตั้ง 6 ข้อสังเกตกรณีรพ.เจาะไอร้องผ่านเฟสบุ๊ค ส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า Sorayut Aiemueayut

วันนี้นักข่าวโทรศัพท์มาหาผม 2 สาย เพื่อสัมภาษณ์ว่าด้วยกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่รพ.เจาะไอร้อง ทว่าทั้งสองครั้งผมกลับติดธุระเรื่องการเรียนการสอนและกำลังเดินทางกลับบ้านจึงไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้ แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงจะสะดวกที่จะคุยแต่ผมก็ไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้มากอยู่ดี เนื่องจากไม่ได้ติดตามข่าวสารอะไรมากนักในช่วงนี้ ข้อสังเกตต่อไปนี้จึงเป็นเพียงข้อสังเกตจากระยะห่างๆ ละกันนะครับ

คำถามสำคัญของผมคือ ทำไมต้องเป็นโรงพยาบาล

  1. ในงานศึกษาทางมนุษยวิทยาชิ้นหนึ่งของหลุยส์ โกลอมบ์ ช่วงปลายปี 1980 ในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย โกลอมบ์ให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลและการรักษาโรคเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐไทยในการพยายามเข้าควบคุมและทำมวลชนในพื้นที่เป็นสำคัญ แน่นอน การรักษาพยาบาลก็นับว่ามีคุณูปการยิ่งต่อการช่วยเหลือคน ทว่า ความขัดแย้งระหว่างคติการรักษาแบบพื้นบ้านซึ่งเป็นตัวแทนของโลกมลายูกับการรักษาแบบสมัยใหม่อันเป็นตัวแทนของรัฐได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งประเภทหนึ่ง คนจำนวนมากไม่อยากเข้าโรงพยาบาลอันเนื่องมาจากการไม่อยากยุ่งกับรัฐไทย และบุคคลากรในโรงพยาบาลจำนวนมากก็เป็น “สิแย” ไม่ใช่ “นายู” ปัญหาในช่วงเวลานั้น อาจเป็นเพราะความเป็นธรรมที่คนมลายูจำนวนมากได้รับจากรัฐไทย
  2. เหตุการณ์ผ่านไป 30 กว่าปี โรงพยาบาลได้กลายเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งอีกครั้งและเป็นความขัดแย้งและรุนแรงทางตรงเสียด้วย คำถามคือ ความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลในสามจังหวัด ข้อสังเกตคือ หลังจากปี 2547 เป็นต้นมา ความพยายามด้านหนึ่งของรัฐไทยในการทำงานมวลชนหรือชนะใจชนมลายูในพื้นที่ก็คือ การส่งเสริมให้คนมลายูมีพื้นที่มากขึ้นในโรงพยาบาล โดยเฉพาะสัดส่วนของบุคลากร, ทุนสนับสนุนด้านการเรียนการศึกษา ตลอดจนการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ยังมีหน่วยงานทางการแพทย์ได้ถูกก่อตั้งโดยมุสลิมเพื่อทำการสนทนาทางความรู้ว่าด้วยหลักการทางศาสนากับแพทย์สมัยใหม่ โรงพยาบาลได้เริ่มกลายเป็นสถานที่ของคนมุสลิม/มลายูมากขึ้น โดยเฉพาะคนมลายูที่ทันสมัย และ “อาจ” เป็นมลายูที่จินตนาการถึงรัฐไทยในแง่สร้างสรรค์ (ในความหมายที่บอกไม่ได้ว่าต่อต้านรัฐหรือสนับสนุนรัฐ) และมองว่าโรงพยาบาลเป็นพื้นที่แห่งความหวังประเภทหนึ่ง
  3. ทำไมผมจึงให้จุดเปลี่ยนเป็นปี 2547 แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดแบบฉับพลัน แต่ 2547 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าคิด เท่าที่ทราบ ก่อนช่วงเวลานี้ โรงพยาบาลยังคงมีภาพของความอึมครึมอยู่มาก ชาวบ้านในชุมชนยังคงเลือกที่จะไปสถานีอนามัยที่เจ้าหน้าที่เป็นคนนายูก่อนเป็นอันดับแรก แต่หลังจากการสนับสนุนมากมาย การไปโรงพยาบาลเริ่มถือว่าเป็นปกติมากขึ้นและลดทอนความเกร็งและความกลัวลงไปได้มาก นั่นจึงหมายความว่าระยะเวลา ประมาณหนึ่งทศวรรษของความรุนแรงที่ผ่านมา สงครามแย่งชิงมวลชนได้ทำให้ความหมายของคำว่ามลายูเริ่มมีลักษณะที่แตกกระจายมากขึ้น มลายูไม่จำเป็นต้องตรงข้ามกับรัฐ และมลายูก็ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนรัฐ ทุกวันนี้พื้นที่ระหว่างกลางความขัดแย้งนี้ได้ขยายตัวมากขึ้น โรงพยาบาลในความคิดของคนมลายูจำนวนมากมายคือพื้นที่ของความหวังและความสร้างสรรค์ในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและคนกลุ่มนี้ก็อาจจะยังเชื่อในการแพทย์พื้นบ้านเสียด้วยซ้ำ เพราะต่างก็เป็นพื้นที่ของโอกาสทั้งสิ้น
  4. แน่นอน ผมไม่อาจสรุปได้ชัดๆ ถึงสาเหตุความรุนแรงที่รพ.เจาะไอร้องครั้งนี้ ทว่า สิ่งหนึ่งที่พอมั่นใจได้คือ โรงพยาบาลได้กลายเป็นพื้นที่แบบ Contact Zone อันหมายถึงพื้นที่สังคม/กายภาพแบบหนึ่งซึ่งมีการประลองกำลังหรือแย่งชิงการนำทางอำนาจทางวัฒนธรรม จากข้อสังเกตแรก โรงพยาบาลมีลักษณะคล้ายพื้นที่ในการครอบงำของอาณานิคมสยาม ทว่า ในปัจจุบันโรงพยาบาลก็ได้กลายเป็นพื้นที่ของความหวังสำหรับคนมลายูหลายจำนวนมาก ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงในสามจังหวัดมากมายและที่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือ การที่ทั้งรัฐและคนในพื้นที่ต่างใช้โรงพยาบาลเพื่อการรักษาเยียวยามากขึ้น กระทั่งส่งผลให้ความหมายของการเป็นพื้นที่ของเจ้าอาณานิคมสยามจางหายไป ผู้คนในพื้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงความหมายได้มากขึ้น
  5. หากเราเชื่อในแบบนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลที่เจาะไอร้องจึงมิใช่ความรุนแรงในรัฐเพียงอย่างเดียว หากเป็นการส่งสัญญาณต่อคนมลายูมุสลิมที่หันไปมีจินตนาการแบบอื่นและสร้างพื้นที่แห่งความหวังในแบบอื่นๆ ที่มิใช่การต่อต้านรัฐ แต่สัญญาณแบบนี้เองก็นับว่าเป็นยุทธวิธีที่ผิดพลาดและไร้ยุทธศาสตร์ที่มั่นคง การกระทำเช่นนี้ของกลุ่มผู้ก่อการ ก็จะยิ่งเป็นการผลักดันในมวลชนที่เค้าเชื่อว่าเป็นมวลชนตีตัวออกห่างมากขึ้น และกลุ่มผู้ก่อการก็จะกลายเป็นฝ่ายถูกโดดเดี่ยวเสียเอง เช่นเดียวกัน ท่าทีของรัฐไทยหลังจากนี้คือสิ่งที่น่าจับตา หากรัฐไทยยังคงพิจารณาผู้คนในพื้นที่ด้วยความหวาดระแวงเหมือนเดิม สักแต่จะใช้อำนาจในการควบคุมและตรวจค้นเหมือนเดิม รัฐไทยก็ไม่ต่างอะไรไปจากผู้ก่อการ
  6. ปัจจุบัน เราควรเปลี่ยนมุมมองเรื่องมวลชนในสงครามเสียใหม่ เพราะทุกวันนี้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยทั้งการกระทำของรัฐไทยและกลุ่มผู้ก่อการเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้นและปรากฏในพื้นที่แบบ Contact Zone มากมาย หลักประกันเดียวที่จะทำมวลชนสำเร็จก็คือการสร้างหลักประกันความมั่นคงทางชีวิตให้กับกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างกลางนี้เท่านั้น ให้ชีวิตของพวกเขาได้มีโอกาสสร้างสรรค์และดำเนินสืบต่อไป การทำลายชีวิตและพื้นที่แบบนี้จึงเท่ากับเป็นการทำลายตนเองโดยสิ้นเชิง ในกรณีนี้ ผมค่อนข้างสนับสนุนประเด็นที่ให้มีการทบทวนที่ตั้งของทหารทั้งหมดในภาคใต้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ราชการและโรงพยาบาล เพราะมันจะเป็นการกระพือให้พื้นที่ Contact Zone มีความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้น

ลดการใช้ความรุนแรงและกองกำลัง หันมาใช้การเจรจาทางการเมือง

 

 

Posted in ARTICLE, NEWS, POLITICS

“แบยี “นิรันดร ผู้กำกับชาวมลายู เตรียมฉายหนัง บนแผ่นดินฟาตอนี เพื่อบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือปอเนาะญีฮาดวิทยา

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

“แบยี “นิรันดร ผู้กำกับชาวมลายู เตรียมฉายหนัง บนแผ่นดินฟาตอนี เพื่อบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือปอเนาะญีฮาดวิทยา

หนังสั้น 8เรื่องราวในความทรงจำของผู้คนบนแหลมมลายูฟาตอนี โดย คุณนิรันดร เลาะนะ อดีตคนทำหนังที่หันหลังให้วงการ แล้วกลับมาอยู่บ้านเกิดที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส และนำความสามารถที่มีอยู่ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวแว้ง ในนามกลุ่ม แว้งที่รัก จนเป็นที่รู้จัก และพยายามถ่ายทอดเรื่องราวดีๆในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

หนังสั้น 8 เรื่องเป็นผลงานที่ คุณนิรันดร ได้ฝึกอบรมผู้สนใจ และเตรียมจะฉายให้ผู้คนได้รับชมฟรี แต่สามารถบริจาคสมทบทุนครอบครัวปอเนาะญีฮาด

คุณนิรันดร เผยถึงที่มาของหนังสั้น 8 เรื่องนี้ว่า

วันที่ 14กุมภาพันธ์ 2559 ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษายึดที่ดินปอเนาะญีฮาดด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นสถานที่ฝึกก่อการร้าย ภาพเพิงไม้เก่าๆหลังเล็กถูกทาสีขาวกากบาทไว้ทุกหลังมันทำให้ผมคิดย้อนกลับไปเมื่อปี2556 ที่ผมกับเพื่อนๆมาเปิดค่ายสอนน้องทำหนังสั้นในชุมชนใกล้ๆกับปอเนาะแห่งนี้โดยการสนับสนุนของพี่นกนิรมล เมธีสุวกุล บอสป่าใหญ่ครีเอชั่น Niramon Mae

เราได้หนังสั้นจากฝีมือน้องๆในพื้นที่ทั้งหมด 8เรื่อง 1ในนั้นได้ทำเรื่องปอเนาะญีฮาด หลังจากถูกศาลสั่งยึดที่ดินแล้ว ครอบครัวนายบัลยานแห่งปอเนาะญีฮาดก็ตัดสินใจไม่อุธรณ์และได้ทำการขนย้ายข้าวของออกไปพักอาศัยอยู่ในห้องเรียนตาดีกาข้างมัสยิดของชุมชน

วันต่อมาผมได้รับข่าวเศร้าเมื่อภรรยานายบัลยานที่ตั้งครรภ์ได้ห้าเดือนเกิดการแท้งลูก เป็นเด็กผู้ชายฝาแฝดเสียชีวิตทั้งคู่ หมอบอกว่าเกิดจากการที่แม่เด็กเครียดมากและยกของหนักในวันขนย้ายของ

ข่าวนี้ทำให้ผมจุกอยู่ในอก มันจุดประกายให้ผมคิดรวบรวมหนังสั้นฝีมือน้องๆในพื้นที่เอามาตระเวณฉายให้ชมฟรีและขอรวบรวมรับบริจาคสมทบทุนให้กับครอบครัวนายบัลยานแห่งปอเนาะญีฮาด

ผมได้ทำการคัดเลือกหนังฝีมือน้องๆที่ไม่เคยทำหนังมาก่อน ใช้เวลาสอนแค่สองสามวันแล้วลงมือทำกันเลยทำออกมาได้ดีหลายเรื่อง เป็นการพิสูจน์ว่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆนั้นยอดเยี่ยมมาก ขอผู้ใหญ่อย่าปิดกั้น ไอ้โน่นไม่ดี ไอ้นี่ไม่ได้ ผู้ใหญ่ควรสนับสนุนเปิดโอกาสให้เด็กๆได้ลงมือทำ ถึงแม้ผลออกมาอาจจะไม่ดีเท่าไหร่แต่สิ่งที่ได้คือเด็กๆกล้าที่จะลงมือทำ

ผมได้หนังมาทั้งหมด8เรื่อง อยากให้ทุกคนได้ดูกัน เขาว่าถ้าอยากรู้ว่าสังคมใดเป็นอย่างไรให้ไปดูหนังของพวกเขา เพราะหนังคือกระจกที่สะท้อนความเป็นจริงในยุคสมัยของมัน

1st Film For Fatoni ครั้งแรกบนแผ่นดินฟาตอนี
ชมหนังฟรี ใจดีร่วมบริจาคสมทบทุนครอบครัวปอเนาะญีฮาด
หนังสั้น 8เรื่องราวในความทรงจำของผู้คนบนแหลมมลายูฟาตอนี

1.” Journey In Patani”
การเดินทางไปในสถานที่ 50กว่าแห่งทั่วทั้ง 3จังหวัดแดนใต้ ภายใน 4นาที

2. “สันติ(ภาพ)”
ฝีมือเด็กมัธยมหลังเทือกเขาบูโดจังหวัดนรา หนังสั้นเรื่องนี้คว้า 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศหนังสั้นอัตลักษณ์ชายแดนใต้ และรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม มอบโดย กรมประชาสัมพันธ์
ทีม SATU ADDI โรงเรียนอัดดีนียาตุลอิสลามียะห์ บาเจาะ นราธิวาส
: http://www.facebook.com/muslimited3

3. “แว้งที่รัก”
ความทรงจำวันวานของเด็กไทยพุทธท่ามกลางผองเพื่อนมุสลิมในอำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส ดินแดนที่อบอวลด้วยความรักและความเอื้ออาทรของคนต่างศาสนา หนังสร้างมาจากหนังสือวรรณกรรมเยาวชนชื่อ “แว้งที่รัก” โดย ชบาบาน เขียนบทและกำกับโดย
แนวร่วมฯที่เคยปลอมตัวเป็นผู้ช่วยฯท่านมุ้ยทำหนังนเรศวร

4. “สันติ(แค่)ภาพ”
ความทรงจำ ความหวัง ความรักของภรรยาสาวที่มีต่อสามีที่ถูกคุมขังในเรือนจำข้อหาคดีความมั่นคง หนังสั้นเรื่องแรกขอ Gooyee Kuno
และผองเพื่อนที่มีชีวิตเสี่ยงกับการถูกจับในข้อหาคดีความมั่นคงได้ทุกเมื่อ

5. “สามเกลอแห่งสายบุรี”
เรื่องราวของเพื่อนรักต่างความเชื่อ ความศรัทธาที่ใช้ชีวิตบนดินแดนประวัติศาสตร์แห่งกาลเวลา

6. “เขาชื่ออัสฮารี”
การันตีด้วยรางวัลสารคดีข่าวยอดเยี่ยมจากองค์กรต่างประเทศ

7. “เสียงแห่งความเงียบ”
เมื่อปอเนาะถูกปิดบาบอโดนยิงที่ดินถูกยึด แม้กระทั้งความเงียบยังต้องส่งเสียงร้องขอความเป็นธรรม

8. “In the name of HJ. Sulong”
ทริลเล่อร์เปิดตัวโปรเจคหนังในฝันของชาวมลายูปาตานี “นามนั้นชื่อ หะยีสุหลง” ภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่เรื่องราวของชายมลายูที่เกิดก่อนยุคสมัยกับความหวังอันมลังเมลืองในสันติสุขที่หายไป
กำหนดการฉาย

วันอาทิตย์ที่ 13 มี.ค. ร้านIN_T_AF patani เวลา 19.00 – 21.30 น.

วันจันทร์ที่ 14 มี.ค. ห้องฉายหนัง300 วสส. มอ. ปัตตานี เวลา 14.00 – 16.00 น.

วันอังคาร ที่ 15 มี.ค. ห้องจะบังติกอ โรงแรม CS Pattani เวลา 13.00 – 15.30 น.

วันศุกร์ที่ 18 มี.ค. ฉายที่บ้านหะยีสุหลงปัตตานี 19.00 – 21.30น.

วันเสาร์ที่ 19 มี.ค.ฉายที่ปอเนาะญีฮาด ยะหริ่ง ปัตตานี 19.30 – 21.30น.

วันอาทิตย์ที่ 20 มี.คป ฉายที่TK Park YALA 14.00 – 16.30น.

นอกจากนี้ยังได้มีการประสานงานเพื่อไปฉายที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่เชียงใหม่และที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ขอบคุณภาพ และเนื้อหาส่วนหนึ่งจาก บีบีซีไทย – BBC Thai

Posted in EVENT, NEWS | Tagged , , ,

Pukis และเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ จัดเสวนา สาธารณะ ‘’พลวัตการศึกษาในปาตานี’’ สะท้อนกรณีศึกษาปอเนาะญีฮาดวิทยา

Posted on 0

กองบรรณาธิการสำนักสื่อวาร์ตานี

 

12 มีนาคม 2559ที่ผ่านมา เวลา 14.00 -17.00 น. ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา หรือ Pukis จัดเวที เสวนาสาธารณะ “พลวัตรการศึกษาในพื้นที่ปาตานี กรณี ศึกษา ปอเนาะญีฮาดวิทยา” ณ สำนักงาน โดยมีผู้เข้าร่วม จำนวน 30 คน ซึ่งเป็นเครือข่ายคณะทำงานภาคประชาสังคม

วิทยากร โดย นาย ฮัสนี ดอเลาะแล ประธานศูนย์ วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS) นายมูฮำหมัดอัสมิง เปาะแมรีซอ ประธาน เครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความมุสลิมจังหวัดชยแดนภาคใต้ (Span) และอุสตาซ รอซาลี บือแน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการสาธารณะ ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายฮัสนี กล่าวว่า การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และ ปาตานี เองก็เป็น ศูนย์กลางแห่งการพัฒนาอิสลาม หรือศูนย์กลางอิสลามที่เก่าแก่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในพื้นที่ปาตานีแห่งนี้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม หรือ ในรูปแบบปอเนาะอีกด้วย จึงกลายเป็นที่รู้จักอย่าง แพร่หลาย ว่า ในพื้นที่ปาตานีมีระบบการเรียนแบบระบบปอเนาะที่สามารถสร้างคนให้เป็นคนดีและเป็นคนเก่งได้อีกด้วย ทั้งนี้ในพื้นที่ปาตานีแห่งนี้ยังมีอุลามะฮที่ได้การยอมรับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลกอาหรับอีกด้วยสำหรับการศึกษา ในพื้นที่ปาตานีนั้น เป็นรูปแบบการศึกษาในระบบปอเนาะที่ยึดตามหลักการศึกษาอิสลาม และมีการใช้ภาษามลายูในการเรียนการสอน

นายฮัสนี กล่าวต่ออีกว่า โดยภาพรวมแล้ว การศึกษาในพื้นที่ปาตานีมีการใช้ภาษามลายู แต่นโยบายของรัฐโดยเฉพาะ ในช่วงของรัฐนิยม ที่ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐไทยที่มาเกี่ยวโยงกับสถาบันการศึกษา ในสมัยของรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เพื่อสร้างความรักชาตินั้นโดยแท้แล้วนโยบายดังกล่าวนี้ ถือว่า ไม่เหมาะสมต่อ คนในพื้นที่ชายแดนใต้ หรือปาตานี เนื่องจากวิถีปฎิบัติของคนมลายูปาตานีไม่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว แล้วนโยบายรัฐเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของหลักสูตรเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุเช่นนี้ ที่ทำให้ คนในพื้นที่เกิดการต่อต้านรัฐ ซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง อีกด้วย

สำหรับ นายมูหมัดอัสมิง กล่าวว่า ปอเนาะ ญีฮาด ได้ก่อตั้งตอนนั้นเนื่องจากคนในพื้นที่บ้านท่าด่านขาดความรู้ในเรื่องศาสนาทำให้ บาบอเฮง ซึ่งเป็นผู้รู้ศาสนาในเวลานั้น มีความคิดที่จะสร้างปอเนาะเพื่อเปิดสอนวิชาความรู้ในเรื่องศาสนาให้กับคนในหมู่บ้าน

นายมูฮำหมัดอัสมิง กล่าวต่อว่า ปอเนาะญีฮาดวิทยาไม่ได้เป็นเพียงสถาบันการศึกษาปอเนาะเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้มีบทบาทในการแก้ปัญหาหมู่บ้านในเรื่องต่างๆ ซึ่งก็ดำเนินการไปได้ไม่นาน เนื่องจากเปิดไปได้เพียงแค่ไม่ถึงสิบปี บาบอเฮง ถูกยิงเสียชีวิต จากการสืบสวนภายหลังพบว่า ผู้ยิง เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน

นายมูหมัดอัสมิง กล่าวต่อว่า ภายหลังจาก บาบอเฮงเสียชีวิตได้ตั้ง ชาวบ้านได้ให้ นายดุลเลาะ แวมะนอ มารับหน้าที่แทน และเมื่อมาถึงปี 2548 เจ้าหน้าที่ทหารได้มาปิดล้อมตรวจค้นและสำหรับในเรื่องคดีนั้น เริ่มจากที่ ปี 2548 ที่มีการเชื่อมโยงมาจากการซัดทอดของผู้ต้องหาสองคนที่บอกกับเจ้าหน้าที่ในชั้นสืบสวนว่า พวกเขาได้ฝึกอาวุธภายในบริเวณโรงเรียนญีฮาดวิทยา

นายมูฮำหมัดอัสมิง กล่าวต่อว่าสำหรับ คดีนี้มีกลุ่มบุคคล 36 คนถูกออกหมายจับในข้อหาเป็นกบฏและอั้งยี่ สะสมกำลังพลเพื่อการแบ่งแยกดินแดนและในจำนวน 36 คนนั้น ส่วนหนึ่งไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หนึ่งในนั้นคือนายดุลเลาะ แวมะนอ และต่อมาได้มีคำสั่งศาลออกมาว่า เป็นบุคคลสูญหาย ส่วนผู้ที่เข้าสู้กระบวนการยุติธรรมมีการสู้คดีและได้รับการยกฟ้องทั้งหมดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

นายมูฮำหมัดอัสมิง ยังกล่าวต่ออีกว่า นอกจากคดีอาญาแล้ว มีคดีตาม พรบ.ปปง.อีกด้วย โดยมีอัยการเป็นตัวแทนที่นำคดีขึ้นสู่ศาลแพ่งร้องขอให้ยึดทรัพย์เพราะเห็นว่าเป็นการใช้ที่ดินไปสนับสนุนการก่อการร้าย หลักฐานสำคัญในคดีนี้คือคำให้การของผู้ต้องหาสองคนในคดีอาญาดังกล่าวที่ระบุว่าพวกตนเคยไปฝึกอาวุธในโรงเรียนญีฮาดวิทยา จนในที่สุดศาลแพ่งตัดสินเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมาให้ริบทรัพย์เป็นของแผ่นดินตามที่ปปง.ได้ร้องขอ

Posted in Education, NEWS | Tagged , , ,

Organisasi Islam Mengdeklarasi Kasus Pondok Jihad Dengan Menyaksi Wakil Penglima Sector 4.

Posted on 0

Redaksi Wartani

 

MAI-Pattani, 26 Febuari 2016, 15.30, ruang musyawarah besar dibangunan Mejelis Agama Islam Provinsi Pattani, Rombongan pimpinan organisasi Islam mengadakan konferensi press sekaligus mengdeklarasi tentang resolusi rampasan tanah Sekolah Ponjok Jihad Wittaya dengan diikutsertai Jendral Chinawat Mendeth, wakil penglima sector 4 untuk menyaksi dalam deklasirasi tersebut.

Abdulrahman Mamingchik, Ketua Majelis Agama Islam Provinsi Pattani, selaku pembaca deklarasi tersebut;

Sehubungan pada tanggal 15 Desember 2015 yang lalu mahkamah peradilan sipil telah berkeputusan akan merampaskan tanah sekolah pondok Jihad Wittaya, Kabupaten Yaring, Provinsi Pattani bahwa segala harta kekayaan yang suppot mendokong pelalu teror dan tanggal 14 Febuari 2016 lalu keluarga Weamanoor telah hijrah berpindah menetapi di masjid kampung Taqdam sebagai tempat sementara setelah keluarga Weamanoor tidak mengajurkan adengan tuntutan hkum kembali dengan kasus dari keputusan peradilan tersebut. Sehingga kebelakangan ini tibanya beberapa organisasi masyarakat pada sekitarnya bergerak untuk berpeduli dan mendokong bantuan sekaligus mengadakan forum shering pendapat terhadap topik perundangan yang tidak keadilan selalu menimbulkan isu membangkit kesadaran bersama kalangan warga sehingga muncul respon masyarakat terhadap pemerintah mengunakan kuasa gelap ugutan sekolah pondok sebagai pusat tamadun perdamaian, isu tersebut bersifat menunjuk dan propaganda dari hakikat kebenaran dapat akibat yang menyetuhi hilang kepercayaan terhadap prosesi hukum peradilan secara luas.

Dari kasus tersebut lalu pihak pemimpin dari beberapa organisasi Islam telah mengambil sikap berkepusan sebagai alternatif terbaik untuk solusi problematik bersama yaitu;

1. Rampasan tanah milik sekolah pondok Jihad Wittaya terhadap akibat perasaan bagi masyarakat terhadap aparat pemerintah dengan keharusan dalam melakukan perundangan hukum peradilan setelah berkeputusan mengikut fakta yang terdapat dan kasusnya, setelah pemilik tidak melakukan adengan kasus, lalu segala milik tanah berubah harta mliki negara walau hasil bukti mempunyai milik swasta, akan tetapi dari kiprah awalnya bagi pengasas ingin membangun pusat pendidikan bagi pewaris anak cucunya, maka pemerintah telah perhitungan akan mengembali merujuk ke kiprah asalnya mengikut pengasas sekolah dari awal.

2. Rombongan pemimpin organisasi Islam telah analisa bahwa tanah tersebut adalah harta kekayaan untuk publik aspek keagamaan dan kependidikan mengikut kiprah dan tujuan asal bagi pengasas maka tanah tersebut adalah tanah wakaf untuk kependidikan mengikut tujuan dan kiprah asal bagi pengasas pondok, namun pemerintah tidak mengizinkan tanah itu melaku untuk tujuan lain meliankan urusan pendidikan Islam mengikut kiprah dan tujuan asal pengasas.

3. Dalam pelaksaan untuk sampai matlamat dua poin diatas, pemimpin organisasi Islam di provinsi Selatan dan pihak berkaitan akan merapat untuk menentu bagaimana cara yang menyesuaikan bagi masyarakat sehingga sependapat akan melantikan suatu badan komisi untuk selenggara segala ihwal terhadap tanah menjadi lokasi public yang menyesuaikan kiprah asal bagi pengasas pondoknya.

Dengan deklarasi pada konferensi press tersebut juga tidak membenarkan memberi soal-jawab kepada wartawan.

Posted in Human Rights, NEWS | Tagged , , ,

บีบีซีไทยรายงาน : พลโท นักรบ พูดว่า คนข้างบ้านผมถามว่าไปคุยกับเขาทำไม ทำไมไม่จับเลย ผมก็ไม่รู้จะบอกยังไงเหมือนกัน

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

บีบีซีไทยรายงานว่าในช่วงค่ำของวันที่ 24 ก.พ.59ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) จัดพูดคุยกับนักข่าวต่างประเทศเรื่องความคืบหน้าของการพูดคุยสันติภาพภาคใต้ พลโทนักรบ บุญบัวทอง เลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขเปิดคอมพิวเตอร์ ฉายภาพสถิติและโครงสร้างการทำงานแก้ปัญหาภาคใต้ที่ยอดบนสุดของโครงสร้างคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ มีหน่วยงานราชการทั้งพลเรือนและทหารอยู่ภายใต้โครงสร้างนี้ ถือว่าเป็นโครงสร้างใหม่ของรัฐบาล คสช. เขาอธิบายอย่างละเอียดถึงขั้นตอนการทำงาน ใครเป็นใครในเรื่องการพูดคุย “สันติสุข”

บีบีซีไทยรายงานอีกว่า พลโทนักรบ บุญบัวทอง ได้กล่าวว่า “ผมเป็นนักรบ ผมเป็นคนที่วางแผนเรื่องการปฎิบัติการมาโดยตลอด” ชีวิตมาถึงจุดหักเห หันมาทำเรื่องสันติภาพเมื่อได้เข้าร่วมเรียนในหลักสูตรสันติภาพของสถาบันพระปกเกล้า “เรียนตอนแรกก็รับไม่ได้ ทำไมต้องคุย แต่เรียนไปสักสองสามเดือนก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น”

บีบีซีไทยยังรายงานอีกว่า พลโทนักรบกลายเป็นคนเดียวที่ทำงานในคณะพูดคุยทั้งในทีมใหม่และทีมเก่าภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เขาบอกเล่าถึงบทเรียนหลายอย่าง แต่สิ่งแรกที่พลโทนักรบทำในการแถลง คือเรียกความเชื่อมั่น เขายืนยันว่าสังคมต้องมั่นใจว่ารัฐบาลคุยถูกคนเพราะคนที่นั่งร่วมโต๊ะพูดคุยด้วย คือส่วนหนึ่งของ 32 รายชื่อที่ไทยยื่นให้กับมาเลเซียว่าต้องการตัวอยู่บนโต๊ะการพูดคุย แต่ทั้งนี้ทุกคนเข้าร่วมโดยไม่มีการบังคับ

พลโทนักรบยืนยันว่า กระบวนการสันติภาพเริ่มต้นแต่ไม่จำเป็นต้องลดความรุนแรงได้ทันที สิ่งที่ต้องทำคือต้องพยายามสร้างพันธมิตรมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้ทั้งสองด้านที่นั่งโต๊ะพูดคุยไม่ว่าฝ่ายมารา ปาตานีหรือฝ่ายไทย มีทั้งคนที่เห็นด้วยกับการพูดคุยราวครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือ 30% อยู่กลางๆ อีก 15-20% ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง เขาเชื่อว่าต้องดึงคนที่อยู่ตรงกลางให้เข้าร่วมมากที่สุด ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วย เมื่อกระบวนการเดินหน้าได้ผลจะเจอแรงกดดันให้ยกเลิกความรุนแรงเอง

บีบีซีไทย ได้รายงานบรรยากาศว่า ได้มี ผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามว่าเชื่อได้อย่างไรว่ารัฐบาลทหารจะทำงานพูดคุยสันติภาพได้ดีกว่ารัฐบาลพลเรือน พลตรีนักรบบอกทันทีว่า เพราะทีมงานชุดใหม่มีแผนงาน ขั้นตอนที่ชัดเจน มีการประเมินผล ต่างจากชุดที่ผ่านมาที่ดูเหมือนจะมองเห็นเป็นงานที่ง่าย ที่น่าสนใจคือเขาเปิดเผยว่า ไม่มีการทำรายงานการทำงานเสนอต่อ ผบ.ทบ.ในขณะนั้นคือพลเอกประยุทธ์ และไม่มีรายงานทางการที่จะนำมาใช้สานต่อได้ยกเว้นของเขาที่ทำเองเพื่อนำเสนอต่อ ผบ.ทบ.ในเวลานั้น

บีบีซีไทย ได้รายงานอีกว่า พลโทนักรบ ยังคงตอกย้ำความคิดของกลุ่มผู้เห็นต่างที่เคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยไว้ชัดเจนว่า ในเมื่อทหารเป็น “ตัวจริง” ของการต่อรองทางการเมืองกับรัฐบาลไทย การพูดคุยกับทหารหนนี้คือบททดสอบอันสำคัญของกระบวนการสันติภาพกับรัฐบาล การเปิดเผยของพลโทนักรบถึงการทำงานของคณะพูดคุยชุดเก่าเท่ากับบอกเล่าจุดอ่อนที่ทหารมีส่วนร่วมรับรู้ไม่มาก มาถึงหนนี้เลขานุการคณะพูดคุยยืนยันว่า ต้องมีกระบวนการสร้างความไว้ใจ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำมาจนถึงขณะนี้ เพราะการพูดคุยยังไม่ได้แตะประเด็นที่จะคุยกันจริงๆ เขาย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ง่าย กระบวนการของต่างประเทศใช้เวลากันนับปีกว่าจะกำหนดหัวข้อคุยกันได้ แต่หนนี้ทีมไทยมีแผนชัดเจน

“เราวางเป้าหมายจะคุยให้ได้ผลในสามปี มินดาเนาเขาทำสิบเจ็ดปี ขณะนี้เราผ่านมาปีกว่าแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของการสร้างความมั่นใจ” พลโทนักรบเล่าต่อเหมือนจะมีอารมณ์ขัน “ถ้าสำเร็จเราจะทำสถิติโลก ต่างประเทศคงจะมาเรียนรู้จากเรา”

ในเรื่องของการพูดคุยภายใต้ คสช. ที่ผ่านมามีการพบปะเต็มคณะอย่างไม่เป็นทางการสี่หน บวกกับการทำงานของคณะพูดคุยชุดเล็กในการกำหนดกติกาการพูดคุยซึ่งจวนจะแล้วเสร็จ ประเด็นที่เคยติดขัดก็แก้ไขไปได้ทั้งในเรื่องการยอมรับมารา ปาตานี การกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติและในเรื่องของการยกเว้นไม่เอาผิดทางกฎหมายสมาชิกทีมพูดคุยในระหว่างที่มีการคุยกัน การพูดคุยอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเป็นภายในเดือนมีนาคม จะเริ่มด้วยการทดสอบความไว้ใจซึ่งกันและกันด้วยเรื่องกำหนดเขตพื้นที่ปลอดภัย สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความคืบหน้าอีกประการในสายตาของพลโทนักรบคือเรื่องที่ว่ามารา ปาตานียอมรับแล้วว่าหลักการของสังคมในพื้นที่ต้องเป็นการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม สามจังหวัดใต้เป็นพื้นที่ของทุกคนไม่ใช่เฉพาะมุสลิม
แต่อุปสรรคสำคัญของกระบวนการพูดคุยในเวลานี้ก็ยังมีหลายประการ

บีบีซีไทยรายงานอีกว่า พลโทนักรบยอมรับว่า ความยุ่งยากในการผลักดันกระบวนการสันติภาพไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายตรงข้าม แต่อยู่ในฝ่ายตัวเองเนื่องจากผู้คนไม่เดือดร้อนและไม่เห็นด้วยว่าเหตุใดจึงต้องไปพูดคุย มีเรื่องแทรกซ้อนเช่นความขัดแย้งที่ออกไปในแนวศาสนา เช่นเรื่องการที่คนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยเรื่องการสร้างพุทธมณฑลในปัตตานี อีกอย่างที่เป็นอุปสรรค คือสิ่งที่พลโทนักรบเรียกว่า “นักค้าสันติภาพ” คือคนที่อยากเข้ามามีบทบาทในการดำเนินการเองเพราะเรื่องของเงินและมองว่าทหารทำไม่ได้ ปัญหาหลักด้วยคือนักการเมือ

“ปัญหาภาคใต้ปัญหาหลักคือเรื่องการเมือง การแย่งชิงพื้นที่คะแนนเสียงทางการเมือง หัวคะแนนเป็นกลุ่มผู้เห็นต่าง เคยเห็น ส.ส.ในใต้ออกมาช่วยแก้ปัญหามั่งไหม ไม่มี รัฐบาลเราไม่มีผลประโยชน์ เรามีแต่ทหารที่ไปตายและอยากกลับบ้านทุกคน เมษาและตุลานี้เราพยายามถอนทหารและให้กำลังท้องถิ่นดูแลตัวเอง ผลประโยชน์อยู่ที่การเมืองท้องถิ่นและการเมืองระดับชาติทั้งสิ้น”

ขณะนี้สิ่งที่คณะพูดคุยต้องการคือแรงสนับสนุนและบรรยากาศจากในพื้นที่ “เราต้องการอย่างมากคือพลังในการสนับสนุนการพูดคุย การประณาม ปฏิเสธความรุนแรงในพื้นที่มันจะช่วยเราอย่างมาก และเซฟตี้โซน” และดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่ในพื้นที่เท่านั้น อาจจะเรียกว่าทั่วประเทศที่แรงสนับสนุนยังเป็นปัญหาใหญ่อย่างที่พลโทนักรบเองก็บอก “คนข้างบ้านผม เขาถามผมว่าไปคุยทำไม ทำไมไม่จับเลย ผมก็ไม่รู้จะตอบเขาอย่างไรเหมือนกัน” พลโท นักรบ กล่าว


ขอบคุณภาพ บีบีซีไทย – BBC Thai

Posted in NEWS, POLITICS | Tagged , ,

นักวิชาการชี้! กรณีปอเนาะญีฮาด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตัวทางการเมือง, บันยาล สูญเสียทายาทในทางกลับกันอาจจะมีฮิกมะฮ์

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

22 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16.30 น. ตัวแทนจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจ ครอบครัวแวมะนอ ปอเนาะญีฮาดวิทยา ณ มัสยิดอัสากอฟะห์ซัลอัสลามียะห์ บ.ท่าด่าน ต.ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

รศ.อับดุลเลาะ อับรู คณะกรรมอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า “ความท้าทายของรัฐ ในประเด็นการแก้ปัญหาปอเนาะ คือไม่มีความเข้าใจถึงขนบธรรมเนียมและวิถีของปอเนาะอย่างแท้จริง และการที่ครอบครัวแวมะนอ ศิษย์เก่ารวมถึงชาวบ้าน ตัดสินใจไม่อุทธรณ์ เป็นการชี้ให้รัฐเห็นว่า’การเชือดไก่ให้ลิงดู’ของรัฐกรณียึดทรัพย์สินที่ดินปอเนาะเป็นของรัฐ เป็นมุมกลับทำให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตัวทางการเมืองและปลุกจิตสำนึกร่วมให้มีความเห็นใจต่อชะตากรรมของปอเนาะญีฮาดร่วมถึงปอเนาะอื่นๆอีกด้วย

สำหรับ นายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ ทนายความจาก มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กล่าวว่า “การที่ศาลแพ่งมาดำเนินการเกี่ยวกับคดีก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะศาลแพ่งมีความเข้าใจต่อบริบทของคดีเกี่ยวกับความมั่นคงน้อยกว่าศาลอาญาที่คลุกคลีกับคดีเหล่านี้ ส่วนประเด็นการอุทธรณ์ ตนเคารพการตัดสินใจของครอบครัวปอเนาะญีฮาด ที่ขอยุติการต่อสู้ในทางคดี แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับนโยบายพยายามที่จะให้ทนายยื่นอุทธรณ์”

ในส่วนของ นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเต๊ะ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มาด้วยกัน กล่าวว่า “เรื่องแพ้ ชนะ ในทางคดี ตนไม่เคยนำมาเป็นประเด็นในการทำงาน แต่สิ่งที่อยากได้คือ ความยุติธรรม ต่อประชาชนที่เดือดร้อน วันนี้ กรณีปอเนาะญีฮาด คือตัวอย่างของความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจ ทางเลือกของกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนต้องการ อาจจะมาจากสิ่งที่ประชาชนพึงพอใจที่สุด โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการตัดสินของศาลเสมอไป”

และในวันเดียวกันนี้ เวลาประมาณ 14.00 น. ภรรยาของนาย บันยาล แวมะนอ ได้คลอดลูกแฝด ซึ่งเป็นชายทั้งสองคน แต่ทั้งสองได้เสียชีวิต
นายบันยาล แวมะนอ กล่าวว่า “วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับเขา เนื่องจากภรรยาได้คลอดลูกแฝดชายสองคน ภรรยาปลอดภัยดี แต่ว่าเสียดายที่ ลูกทั้งสองได้กลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮ ผมได้ตั้งชื่อให้ทั้งสองว่า ด.ช.มูฮัมหมัด กับ ด.ช.อัฮหมัด”
‘’และสำหรับความสูญเสียในครั้งนี้ในทางกลับกัน อาจจะมีฮิกมะฮ์จากพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ)’’ พ่อของลูกชายทั้งสองกล่าว

 

ขอบคุณภาพจาก : ศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

Posted in Human Rights, NEWS | Tagged ,