Wartani
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี+สำนักสื่อ wartani
برسام كيت مغجادي سقسي دمي كآمنن دفطاني+لمباكا ميدياوارتاني
Let us be the witnesses for peace in PATANI+Wartani Media Agency
Bersama kita menjadi saksi demi keamanan di PATANI+Lembaga media Wartani

28 เมษา กรณีปะทะที่กรือเซะ ใครรับผิดชอบ

Posted on 0

ทวีศักดิ์ ปิ ผู้ปฏิบัติงานสำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมษายนของปีนี้ ร้อนกว่าปกติ ด้วยอุณหภูมิสูงถึง 40 กว่าองศา ทำให้ความคิดคำนึงถึงอดีตเมื่อ 12 ปีที่แล้ว กลับคืนมาลางๆ หรือในปี 2547 ในวันที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรม กรือเซะ

 

เมื่อเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนที่คาดว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธได้ปะทะกันที่มัสยิด “กรือเซะ” ในวันที่ 28 เมษายน 2547 การเปิดฉากโจมตี ยิงกันขึ้น ทำเอาบริเวณดังกล่าวเปรียบดุจสนามรบในสงคราม เพราะมีเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว รวมทั้งลูกไฟจากกระสุนปืนปลิวว่อน ก่อนที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย ต้านทานกำลังของเจ้าหน้าที่ไม่ไหว จึงได้ล่าถอยเข้าไปหลบซ่อนตัวในมัสยิดกรือเซะ ที่ตั้งห่างจากจุดปะทะเพียง 200 เมตร

 

เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกกำลังเสริมเร่งระดมปิดล้อม ก่อนจะตัดสินใจใช้อาวุธหนักยิงถล่มเข้าไปในมัสยิด ปิดฉากการปะทะที่ใช้เวลาไปนานกว่า 9 ชั่วโมงท่ามกลางประชาชนประมาณ 2,000-3,000 คน ที่รวมตัวกันอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งหลังสิ้นเสียงปืนเจ้าหน้าที่พบศพของกลุ่มดังกล่าว ทั้งในและนอกอาคารมัสยิด จำนวน 32 ศพ

 

ในวันที่ 2 กันยายน 2555 ญาติเหยื่อกรือเซะ ได้เดินทางมาเข้าร้องเรียนต่อ นายถาวร เสนเนียม เพื่อขอความเป็นธรรม ซึ่งนายถาวร เสนเนียม เป็นผู้มีอำนาจดูแลปัญหา3จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนั้น ในฐานะรัฐบาล เพื่อขอความเป็นธรรม ก่อนจะร่ำไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดขณะแถลงข่าว หลังถูกทางรัฐบาลกล่าวหาลูกว่า เป็นโจร พร้อมเยียวยาเงินชดเชยให้จำนวน 4 ล้าน บาท แต่กลับไม่ให้ 7.5 ล้านบาท เท่ากับเหตุสลายชุมนุมคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 พวกตนจึงอยากขอทวงความเป็นธรรมกอบกู้ชื่อเสียงให้คนตาย โดยระบุ หากเยียวยาต้องเท่าเทียมในฐานะคนไทยไม่ใช่โจร

แม้ว่าเหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้ว 12 ปี แต่ยังคงเป็นแผลในใจไม่เคยจางหายของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะญาติผู้สูญเสีย อีกทั้งยังเป็นปริศนาว่าเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมวัยรุ่น และชายฉกรรจ์มุสลิมนับร้อยคน จึงกล้าบุกเข้าโจมตีป้อมจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ซึ่งมีอาวุธครบมือ

 

และเหตุใดจึงมีการ “ตายหมู่” ที่มัสยิดกรือเซะ มัสยิดเก่าแก่ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ และใครกันทำให้เหตุการณ์กรือเซะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล และเป็น 1 ในเชื้อเพลิงให้ไฟใต้ จวบจนทุกวันนี้?

ทั้งนี้นอกจากการปะทะเดือดที่มัสยิดกรือเซะ อ.เมืองปัตตานีแล้ว ในวันและเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังบุกโจมตีฐานที่มั่นของเจหน้าที่ตำรวจ-ทหารตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมยอดสูงถึง 107 ศพ บาดเจ็บ 6 คน ถูกจับกุม 17 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 15 นาย

 

ขอบคุณภาพ Solar Garia

 

Posted in ARTICLE, Human Rights | Tagged , , ,

ข้อท้าทายราชการรัฐไทยกรณีการยึดทรัพย์ปอเนาะญีฮาดต่อการพูดคุยสันติภาพ

Posted on 0

นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ
ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

 

 

ปรากฏการณ์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ที่บรรดาผู้นำองค์กรศาสนาอิสลาม จากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส ศูนย์ประสานงานจุฬาราชมนตรีประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาอูลามาอฟาฎอนีย์ดารุสสลาม ชมรมมุสลิมภราดรภาพ สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ และสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ร่วมออกแถลงการณ์เรื่องแนวทางการแก้ปัญหาการยึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยา (ปอเนาะญีฮาด) นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าติดตามถึงจังหวะก้าวอย่างมีนัยยะสำคัญ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาจากเนื้อหาถ้อยแถลงแล้วสอดรับกับที่ราชการรัฐไทยได้เสนอข้อมูลความจำเป็นมาโดยตลอด และในแถลงการณ์มีการเชื่อมโยงถึงพี่น้องมลายูที่ร่วมออกมาแสดงท่าทีต่อกรณีนี้ว่า

“…..ต่อมาภายหลังได้มีกลุ่มเครือข่ายองค์กรต่างๆในพื้นที่ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งจัดเวทีแสดงความคิดเห็นในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และถูกนำไปขยายผลเพื่อกระตุ้นความรู้สึกร่วมว่า รัฐได้ใช้อิทธิพลเข้าคุกคามโรงเรียนปอเนาะ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมสันติภาพ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นลักษณะของการชี้นำและบิดเบือนไปจากแก่นแท้ของความจริง ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวาง…..”

ในขณะที่แรกเริ่มของการมีคำสั่งคดีนี้ ปฏิกิริยาพี่น้องมลายูในพื้นที่สามจังหวัดกับอีกสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา เฝ้าติดตามกระบวนการและมาตรการที่ราชการรัฐไทยปฏิบัติต่อสถาบันปอเนาะ ปฏิบัติต่อทรัพย์ที่ได้รับวากาฟ(ทรัพย์สินที่ได้รับจากการบริจาค) และพี่น้องมลายูมีปฏิกิริยาคัดค้านการปฏิบัติของฝ่ายราชการรัฐไทยอย่างกว้างขวางมีการแสดงออกโดยการร่วมเดินทางเข้าให้กำลังใจกับครอบครัวปอเนาะญีฮาด มีการระดมจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือในทุกรูปแบบ พลันที่ปรากฏการณ์แถลงของบรรดาผู้นำองค์กรศาสนาอิสลาม ปฏิกิริยาความไม่พอใจจึงพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้นำโดยฉับพลัน ?

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าแรงเหวี่ยงของเหตุการณ์ปอเนาะญีฮาด แรงเหวี่ยงของปรากฏการณ์ผู้นำองค์กรศาสนาอิสลาม ร่วมนั่งแถลงการณ์เรื่องแนวทางการแก้ปัญหาการยึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยา ย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนมลายูที่นับถือศาสนาอิสลาม และส่งผลกระทบต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ และส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขอความคุ้มครองจากเอกองค์อัลเลาะฮฺให้พ้นจากความเลวร้าย (ฟิตนะห์) ทั้งปวง

 

เมื่อถึงเวลาต้องเลือกระหว่าง “ กฎหมายบ้านเมือง กับ กฎเกณฑ์ทางสังคม”  และเมื่อสังคมตั้งคำถามต่อบรรดาผู้นำศาสนาว่า ทรัพย์วากัฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิของอัลลอฮฺ รัฐยึดได้หรือไม่ ? เป็นโจทก์ที่แหลมคมและท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

 

พลันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งว่าให้ที่ดินปอเนาะตกเป็นของแผ่นดิน และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษา ข้อเท็จจริงจึงยุติในขณะนี้เป็นเบื้องต้นว่า คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน มีอำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ไดใชหรือมีไวเพื่อใชหรือสนับสนุนการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายได้  โดยไม่คำนึงว่าทรัพย์นั้นจะมีบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดเป็นเจ้าของหรือครอบครองหรือไม่

ข้อท้ายทายในอนาคตสำหรับเจ้าพนักงาน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายในการยึดทรัพย์ในกรณีเช่นเดียวกันนี้ก็คือ การติดตามตรวจสอบปอเนาะหรือโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับอีกสี่อำเภอของจังหวัดสงขลาหรือทั่วประเทศ ที่มีรายงานจากการสืบสวนสอบสวน และปรากฏในการนำเสนอเป็นพยานในชั้นพิจารณาของศาลมาโดยตลอดว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่รู้กันดีสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารเหตุความไม่สงบ

ไม่ว่าโรงเรียนสอนศาสนาในเขตเมืองยะลาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ราชการรัฐไทยกล่าวหาว่าเป็นผู้นำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือโรงเรียนที่บุคคลระดับแกนนำในการเจรจาของกลุ่มมารา มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ หรือโรงเรียนที่เคยถูกกล่าวหาจากรายงานสืบสวนของหน่วยงานความมั่นคงว่า เป็นสถานที่บ่มเพาะ หรือใช้เป็นสถานที่ฝึกกองกำลังของกลุ่มขบวนการก่อการร้าย เช่นในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา อำเภอนาประดู่ จังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนปรากฏชัดเจนในผลการซักถามในชั้นของกฎอัยการศึกหรือพรก.ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับกรณีของปอเนาะญีฮาด  และในฐานะคนมลายูมุสลิมคงต้องติดตามการทำงานของราชการรัฐไทยอย่างใจจดจ่อว่าจะมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ยึดทรัพย์ของโรงเรียนหรือปอเนาะดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินเมื่อไร  เพราะข้อท้าทายยิ่งอีกประการสำหรับข้าราชการรัฐไทยคือฐานความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

ขอให้กำลังใจกับทุกภาคส่วนที่ตั้งใจและจริงใจในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่อย่างบริสุทธิ์ใจ

 

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2559 ในเว็บไซต์ http://th.macmuslim.com/

Posted in ARTICLE, Human Rights | Tagged , , , ,

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ 12 ปีทนายสมชาย

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ 12 ปีทนายสมชาย ประเทศไทยยังมีคนถูกบังคับให้สูญหายโดยไร้การสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนได้ดำเนินโครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางด้านสิทธิมนุษยชน ได้เผยข้อเท็จจริงว่า การบังคับให้บุคคลสูญหายยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งการควบคุมตัวลับอย่างต่อเนื่อง และการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานรัฐและองค์การอิสระกลับล้มเหลว ล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ ไม่เกิดผลในการนำคนผิดมาลงโทษ อีกทั้งไม่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงให้ญาติเพื่อคลี่คลายชะตากรรมของบุคคลที่ถูกบังคับให้หายไปและล่าสุดสำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2559 มีรายงานว่า ชายฉกรรจ์จำนวน 3 คนจับนายฟาเดล เสาะหมาน อายุ 28 ปี บังคับขึ้นรถยนต์สีดำคันหนึ่งจากบริเวณลานจอดรถของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นายฟาเดลเป็นอดีตผู้ต้องขังคดีความมั่นคงที่ศาลจังหวัดปัตตานีได้ตัดสินยกฟ้องในคดีความมั่นคงตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันเป็นระยะเวลา 2 เดือนกว่าแล้วที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้รับเรื่องร้องเรียนคนหาย แต่การสืบสวนสอบสวนยังไม่เป็นผล ปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม หากแต่สถานการณ์การบุกอุ้มตัวนายฟาเดลที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจในเวลากลางวันในโรงเรียนที่เป็นพื้นที่สาธารณะ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในพื้นที่ในเรื่องความปลอดภัย

ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

1.ขอให้ผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง ต้องดำเนินการให้มีตรวจสอบอย่างจริงจังและอย่างเร่งด่วน ในกรณีที่มีข้อมูลเชื่อว่ามีบุคคลใดก็ตามมีเรื่องร้องเรียนว่าถูกทำให้หายตัวไป เพื่อคลี่คลายคดีร้องเรียนและสืบสวนสอบสวนจนทราบชะตากรรม โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่น เนื่องจากมาตรการที่จริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับเรื่องร้องเรียนจะเป็นมาตรการที่ป้องปรามการบังคับให้บุคคลสูญหายรายต่อๆ ไป การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรงที่สุด จึงต้องมีการสืบสวนสอบสวนอย่างคดีอาญาสำคัญโดยพลัน อย่างจริงจัง อิสระ เป็นมืออาชีพ

2.ขอให้รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการจัดทำให้ร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายให้สอดคล้องกับหลักการสากล โดยกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญาและให้สัตยาบันในอนุสัญญาการคุ้มครองบุคคลไม่ให้มีการบังคับสูญหายขององค์การสหประชาชาติโดยไม่ชักช้า เพื่อสร้างมาตรฐานทางกฎหมายอาญาในประเทศโดยเร็ว ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาคมระหว่างประเทศและในระหว่างการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนต่อองค์กรสหประชาชาติ

3.ขอให้ยกเลิกระเบียบ กฎที่เอื้อให้มีการควบคุมตัวลับ การควบคุมตัวโดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวหรือโดยไม่มีการนำตัวไปศาล เช่น การควบคุมตัวตามคำสั่ง คสช.3/ 2558 และการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกจำนวน 7 วัน การควบคุมตัวตามตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 30 วัน การควบคุมตาม พ.ร.บ.ปราบปรามยาเสพติดจำนวน 3 วัน เป็นต้น และเมื่อปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่า การบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคล หรือกลุ่มบุคคล โดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือการรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย ขอให้มีการดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำด้วยอย่างเป็นธรรม

อนึ่ง การอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย โดยรัฐจะต้องไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะสถานการณ์ เหตุผล หรือต่อบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS | Tagged , ,

12 ปี การหายตัวทนายสมชาย คุณอังคณาร่วมกับ แอมเนสตี้ รณรงค์เรียกร้อง 6 ข้อให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่รัฐ

Posted on 0

12 ปีแล้วที่ดิฉัน อังคณา นีละไพจิตร และลูกๆ อีก 5 คนไม่ได้พบหน้าทนายสมชาย นีละไพจิตร ประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิมและรองประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสภาทนายความ และที่สำคัญกว่านั้นคือ “สามี” ของดิฉันและ “พ่อ” ของลูกๆ สิ่งที่เหลือมีเพียงความโศกเศร้า คำถาม และคดีความที่จบลงด้วยการพ่ายแพ้

ก่อนหายตัวไป “ทนายสมชาย” ว่าความให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่อ้างว่าถูกทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้รับสารภาพ จนกระทั่งคืนวันที่ 12 มีนาคม 2547 ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลยหลังจากที่เขาแยกตัวกับเพื่อนทนายย่านรามคำแหง ดิฉันและครอบครัวยื่นฟ้องจำเลยซึ่งเป็นตำรวจ 5 นาย 1 ในนั้นคือตำรวจที่ลูกความของทนายสมชายกล่าวหาว่าทรมานผู้ต้องสงสัยด้วย

ในขณะที่ความหวังที่ครอบครัวนีละไพจิตรจะได้อยู่พร้อมหน้าอีกครั้งริบหรี่ลงเรื่อยๆ โอกาสครั้งสำคัญที่ดิฉันและลูกๆ จะได้รับรู้รสชาติความยุติธรรมก็จบลงเช่นกัน ศาลฎีกาตัดสินเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ยกฟ้องตำรวจทั้ง 5 นาย โดยไม่พิจารณาหลักฐานเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์ที่มีความน่าเชื่อถือซึ่งฝ่ายดิฉันยื่นไป สิ่งที่เกิดขึ้นเสมือนเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ทรมานทางจิตใจตลอด 12 ปีของพวกเราให้เพิ่มขึ้นทวีคูณ

วันนี้ ดิฉันในฐานะภรรยาของทนายสมชายและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ร่วมกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ซึ่งช่วยจัดทำแคมเปญนี้ขึ้นมา ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง

เร่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ให้สืบคดีของนายสมชาย นีละไพจิตรอย่างจริงจัง

สอบสวนการหายตัวไปของนายสมชาย นีละไพจิตร และผู้ที่คาดว่าถูกอุ้มหายทุกคนในประเทศไทย อย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ มีการสั่งพักงานเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นไปได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มหาย ตลอดจนนำตัวผู้ต้องสงสัยเข้าสู่การพิจารณาคดีที่เป็นธรรม

ทั้งนี้ แม้ดิฉันจะได้รับข้อมูลว่าทนายสมชายถูกทรมานจนเสียชีวิต แต่ก็ไม่มีหน่วยงานรัฐไหนที่รายงานอย่างเป็นทางการได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับทนายคนสำคัญของไทยและสมาชิกคนสำคัญของครอบครัวนีละไพจิตรคนนี้กันแน่

“ความจริง” ยังคงหลบซ่อนอยู่ในมุมมืดที่ใดสักแห่งในสังคมไทย ดิฉันขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมกันใช้โอกาสครบรอบ 12 ปีการหายตัวไปของทนายสมชายเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องนำความยุติธรรมมาสู่ทนายสมชาย ครอบครัวนีละไพจิตร ตลอดจนผู้ที่คาดว่าถูกอุ้มหายคนอื่นๆ ในประเทศต่อไปด้วย

“การบังคับสูญหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ อาจเป็นคนในครอบครัวคุณหรือคนที่คุณรัก … ร่วมรณรงค์กับเราเพื่อยุติการบังคับสูญหายในประเทศไทย”

— อังคณา นีละไพจิตร

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS

คุยกับ “PerMAS” ว่าด้วย “สันติภาพปาตานี”

Posted on 0

ทวีศักดิ์  ปิ  ผู้ปฏิบัติงานสำนักสื่อวาร์ตานี

 

เวลาผ่านไป 3 ปีแล้ว ที่คณะผู้แทนของคู่ขัดแย้งหลักได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะและลงนามในเอกสารที่เป็นกรอบพื้นฐานสำหรับการพูดคุยเพื่อสันติภาพ อันถือเป็นขั้นตอนแรกๆ ของกระบวนการสันติภาพที่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกหลายประการและในกระบวนการสันติภาพปาตานี ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้มีเพียง เจ้าหน้าทหารกับกลุ่มผู้ทีมีความคิดเห็นต่างอย่างเดียว เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า นักศึกษา หรือเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในฐานะคนที่มีบทบาทและมีส่วนในผลักขบวนการสันติภาพที่สำคัญของพื้นที่ด้วย

วาระของประชาชน ต้องผลักดันให้เดินหน้า

นาย อารีฟิน โสะ ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษา นักเรียน และเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS มองว่า “การพูดคุยเจรจาตลอดระยะเวลาสามปีนี้  เรายังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่า เป็นตัวแทนของประชาชน เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างให้เราคิด ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศทางการเมือง ที่มีการควบคุมอำนาจอยู่ ฉะนั้น 28 กุมภาพันธ์ จึงเป็นการพูดคุยในวาระของประชาชนปาตานี และสำหรับการพูดคุยในครั้งนี้  BRN ก็ออกมาปฏิเสธแล้วว่า MARA PATANI  ไม่ใช่มติของ BRN”

นาย อารีฟีน กล่าวอีกว่า ประชาชนไม่ได้อะไรจากการพูดคุยในทางตรง แต่จะได้ในทางอ้อม คือ ประชาชนจะได้วุติภาวะทางการเมือง  หากวุติภาวะของประชาชนเติมโต เป็นผลทางอ้อมที่ประชาชนจะเลือกใช้แนวทางทางการเมืองมากกว่าการใช้อาวุธ ฉะนั้นประชาชนต้องเป็นคนที่ผลักดันให้สันติภาพเดินหน้า

ประธาน PerMAS มองว่า กลุ่มต่างๆ อ้างว่าเป็นตัวแทนโดยชอบธรรมของประชาชนทั้งนั้น  แต่ปัจจุบันพื้นที่ทางการเมืองถูกลิดรอน แสดงให้เห็นว่ารัฐยังมองว่าประชาชนคือศัตรูของรัฐ  สิ่งเหล่านี้ ส่งผลต่อกระบวนการพูดคุยอย่างชัดเจน  ทุกกระบวนการหลังจากนี้ ต้องมีการเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย รวมทั้งให้องค์กรต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ได้ ทำให้เกิดการไว้เนื้อเชื่อใจกัน ระหว่างคู่เจรจา

“ตอนนี้ในพื้นที่ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลากหลายอย่าง สิ่งเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อกระบวนการพูดคุยอย่างปฎิเสธไม่ได้ หากปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนกับประชาชนอย่างต่อเนื่องแบบนี้ต่อไป จะส่งผลให้ประชาชนเลือกแนวทางติดอาวุธ ทำให้หล่อเลี้ยงความรุนแรงต่อเนื่อง”

ประธาน PerMAS เสนอว่า ในสภาวะเช่นนี้ อยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม สร้างความสามัคคี ตนมองว่าการเจรจาในช่วงนี้ยังไม่เหมาะสม เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เสรีภาพถูกลิดรอน ประชาชนไม่สามารถแสดงออกความคิดเห็นที่เป็นความจริง และตราบใดที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ก็ย่อมเกิดขึ้นยาก

“สันติภาพเกิดขึ้นได้ แต่อาจจะไม่เกิดโดยเร็ว ปัญหาสำคัญคือ รัฐต้องพูดคุยภายในก่อนและยอมรับความจริงว่า ที่นี่คือพื้นที่สงครามที่ต้องจัดการดูแล และต้องให้ประชาชนกำหนดชะตากรรมตัวเองต่อสงครามในครั้งนี้  หรือที่เรียกว่า  Right to Self Determination “ ประธาน PerMAS กล่าวทิ้งท้าย

 

ขอบคุณภาพจาก เพจ Free Voice

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS

การวะกัฟในปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ปัญหาและทางออก

Posted on 0

ภายหลังจาก ศาลแพ่งพิพากษา ที่ดินจำนวน14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ให้ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ด้วยที่ดินดังกล่าวนั้นเป็นที่วะกัฟเพื่อสาธารณะประโยชน์ของชุมชน จึงมีการถกเถียงเป็นวงกว้างถึงหลักการในศาสนาอิสลาม ว่าด้วยเรื่องของที่ดินวะกัฟ

สำนักสื่อวาร์ตานีขอหยิกยกบทความ เรื่อง การวะกัฟในปอเนาะหรือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามปัญหาและทางออก ของ อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์  (อับดุลสุโก  ดินอะ) 

กรรมการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา ซึ่งได้เผยแพร่ใน http://www.oknation.net/blog/shukur

         

  ด้วย พระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์พระองค์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกคน

 

การวะกัฟเป็นภาษาอาหรับหมายถึงการบริจาคเพื่อสาธารณะกุศล ตามนิยามวิชาการหมายถึงการจำกัดกรอบตัวทรัพย์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและอุทิศผลประโยชน์ของมันให้โดยหวังผลบุญจากอัลลอฮผู้อภิบาลแห่งสากลโลก.

ท่านศาสนทูตมุฮัมมัดได้วัจนะความว่า

“เมื่อมนุษย์ได้เสียชีวิตการงานต่างๆ ของเขาก็จะตัดขาด(สิ้นสุดลง) ยกเว้นจากสามสิ่ง(ที่จะไม่ขาดคือจากการบริจาคทานที่คงถาวรความรู้ที่ให้ประโยชน์   และจากลูกที่ศอลิหฺ(ที่ดี)ที่คอยขอพรให้แก่เขา”[บันทึกโดยมุสลิมหมายเลข 1631]

 

สำหรับเงื่อนไขที่จะทำให้การวะกัฟถูกต้องเป็นผล

  1. สิ่งที่วะกัฟต้องเป็นทรัพย์สินที่เป็นวัตถุที่รู้แน่นอนสามรถใช้ประโยชน์ได้พร้อมกับคงรูปโดยไม่หมดสิ้นไป
  2. การวะกัฟต้องเป็นไปในหนทางที่ดีเช่น  มัสญิด  สะพานหรือเขื่อน  ญาติมิตรและคนยากจน
  3. การวะกัฟจะต้องเจาะจงฝ่ายที่จะรับอย่างชัดเจนแน่นอนเช่นให้แก่มัสญิดหลังนั้น  หรือเจาะจงตัวบุคคล  เช่น ให้แก่นายซัยดฺเป็นต้น  หรือเจาะจงประเภท  เช่นให้แก่คนยากจน.
  4. การวะกัฟต้องเป็นผลทันทีโดยไม่มีการกำหนดเวลาหรือผูกขาดไว้กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด(เช่นหากคนนั้นมาฉันจะวะกัฟ..)ยกเว้นการแขวนไว้กับความตายของตัวผู้วะกัฟเอง(คือจะวะกัฟหลังจากที่ตัวเขาตายไปแล้ว)ถือว่าใช้ได้.
  5. ตัวผู้วะกัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการทำนิติกรรมได้ ( ผู้ที่วะกัฟจะต้องเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ )

 

การวะกัฟสามารถทำได้ด้วยวาจา  เช่น  การกล่าวว่า : ฉันวะกัฟให้  ฉันยกให้เป็นสาธารณะกุศล , ฉันมอบให้ทาน เป็นต้น และสามารถทำได้ด้วยการกระทำ  เช่น  การก่อสร้างมัสยิดและอนุญาตให้คนเข้าไปละหมาดได้  หรือการสร้างสุสานและอนุญาตให้นำศพไปฝังได้

 

จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ผู้วะกัฟวางไว้ เช่นการรวม(ใครบ้าง)เข้าไป หรือ ให้(ใคร)ก่อนหลัง หรือเรียงลำดับ เป็นต้น ตราบใดที่เงื่อนไขนั้นไม่ขัดแย้งกับศาสนา และหากผู้วะกัฟไม่ได้วางเงื่อนใดๆถือว่าให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมประเพณีหากไม่มันขัดกับหลักศาสนา ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วให้ถือว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน.

 

สิ่งที่วะกัฟมีเงื่อนไขว่าจะต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน อาทิเช่น ตึก สัตว์ สวน  อาวุธ  เครื่องใช้ เป็นต้น และสุนัตให้ทำการวะกัฟทรัพย์ที่ดีสุด หรืองามที่สุดในบรรดาทรัพย์ที่มีอยู่.

 

หากวะกัฟให้กับบรรดาลูกๆ แล้วหลังจากนั้นให้แก่คนยากจน  ถือว่าผลประโยชน์ของสิ่งนั้นเป็นของบรรดาลูกๆ ทั้งลูกชายและลูกผู้หญิง และลูกๆของพวกเขา(หลาน) รวมถึงแหลนๆและผู้สืบเชื่อสายรุ่นต่อๆไป โดยที่ลูกที่เป็นชายผู้จะได้รับส่วนแบ่งเป็นสองเท่าของลูกผู้หญิง และหากพวกเขาบางส่วนมีครอบครัวหรือมีความจำเป็นหรือไม่สามารถหาเลี้ยงชีพได้ หรืออาจเจาะจงสำหรับผู้ที่มีความเครงครัดในศาสนาเป็นคนดีมีศิลธรรม การวะกัฟโดยเจาะจงคนเหล่านั้นก็ถือว่าใช้ได้.

 

หากผู้วะกัฟกล่าวว่า “สิ่งนี้วะกัฟให้แก่ลูกๆของฉันที่เป็นชาย หรือบรรดาลูกชายของคนๆนั้น ถือว่าได้เฉพาะลูกที่เป็นชายเท่านั้นไม่รวมลูกหญิง ยกเว้นหากผู้ที่ถูกวะกัฟให้เป็นเผ่า เช่นเผ่า(บะนี)ฮาชิม เป็นต้น ถือว่าผู้หญิงก็ครอบคลุมเข้าไปกับผู้ชายด้วย(เพราะคำว่าบะนีในที่นี้ไม่ได้แปลว่าลูกชายเท่านั้นแต่แปลว่าเผ่า)

 

บทบัญญัติเมื่อสิ่งที่วะกัฟมิอาจใช้ประโยชน์ได้

การวะกัฟเป็นข้อตกลงที่ผูกมัดไม่อนุญาตให้มีการยกเลิก ขาย ยกให้ สืบทอดเป็นมรดก หรือนำไปจำนำจำนอง ดังนั้นหากผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องอาจเป็นเพราะสิ่งวะกัฟเกิดชำรุดเสียหายเป็นต้น ถือว่าวายิบที่จะต้องขายมันไป แล้วนำราคาของมันไปบริจาคในสิ่งที่เหมือนกัน เช่นหากมัสยิดหนึ่งเกิดใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ให้ขายแล้วนำเงินไปให้มัสยิดอื่นทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของการวะกัฟไว้ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวจะไม่เกิดผลเสีย หรืออันตรายแก่ใครๆ.

 

หุกการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของสิ่งที่วะกัฟ

สุนัตให้มีการเปลี่ยนแปลงบูรณะรูปลักษณ์ของสิ่งวะกัฟเมื่อผลประโยชน์ของมันเกิดขัดข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์ เช่นเปลี่ยนบ้านให้เป็นร้านค้า เปลี่ยนสวนให้เป็นบ้าน โดยค่าใช้จ่ายสิ่งวะกัฟให้เอามาจากผลประโยชน์ของมัน ยกเว้นหากมีการวางเงื่อนไขให้เอาจากแหล่งอื่น และอนุญาตให้ขัดกับเนื้อหาคำกล่าวของผู้วะกัฟเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า ดีกว่า หรือตรงตามความประสงค์ของอัลลอฮฺมากกว่า.

 

ผู้จัดการและบริหารการวะกัฟ

ถ้าหากผู้ที่วะกัฟไม่ได้ระบุผู้ที่จะดูแลสิ่งวะกัฟ ถือว่าการดูแลนั้นจะตกเป็นหน้าที่ของผู้ที่ถูกวะกัฟให้หากเป็นบุคคล แต่ถ้าหากวะกัฟให้กับองค์กร เช่นมัสญิด หรือเป็นบุคคลที่ไม่อาจจำกัดได้ เช่นคนยากจน ถือว่าการดูแลรักษาเป็นหน้าที่ของศาลหรือผู้มีอำนาจปกครอง.

 

สิ่งที่ประเสริฐที่สุดในการวะกัฟ

การวะกัฟที่ประเสริฐที่สุดคือสิ่งผลประโยชน์ของมันครอบคลุมบรรดาคนมุสลิมในทุกยุคทุกสมัยและสถานที่  เช่น  การวะกัฟให้แก่มัสญิด  สถานศึกษา  นักศึกษา ผู้ที่ทำการญิหาดในหนทางของอัลลอฮฺ  เครือญาติ  คนยากจน  และผู้อ่อนแอในหมู่มุสลิมเป็นต้น.

การวะกัฟนั้นเป็นสิ่งถาวรที่อนุญาตให้มอบให้คนอื่นทำการทำนุบำรุงพัฒนานำไปบริหารโดยใช้ทุนทรัพย์ของคนๆ นั้นแล้วนำกำไรมาแบ่งกันระหว่างผู้รับวะกัฟกับผู้ที่เอาไปบริหาร

ปัญหาและข้อท้าทายวะกัฟในปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

จะเห็นได้ว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้การวะกัฟนั้นจะมีการจัดงานขอบริจาคมากในสถานที่ทั้งสองด้วยเหตุผลเพื่อพัฒนาการศึกษา  การขอรับบริจาคอาจซื้อที่ดิน  สร้างอาคาร หรืออื่นๆที่เข้าในเงื่อนไขการวะกัฟที่กล่าวมาแล้วแต่พบว่าหลายแห่งทรัพย์การวะกัฟมิได้ถูกจดทะเบียนเป็นของกลาง  แต่ใส่ชื่อบุคคลหลายกรณีเคยนำทรัพย์เหล่านี้กู้เงินในธนาคารและไม่สามารถถ่ายถอนได้หลายที่ก็สามารถผ่อนได้   หลายกรณีผู้ครอบครองนำใช้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียนใช้เพื่อพัฒนาการบริหารโรงเรียนในขณะที่บางท่านนำใช้ส่วนตัว

ตามทัศนะผู้เขียนทรัพย์สินวะกัฟต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในขณะเดียวกันต้องระบุชัดเจนโดยเฉพาะที่ดินให้จดทะเบียนภายใต้มูลนิธิหรือทรัพย์สินอื่นๆที่เขาวะกัฟก็ให้ระบุขัดเจนกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในแง่กฎหมายไทย ส่วนกฎหมายพระเจ้านั้นท่านก็ต้องตอบต่อพระเจ้าเอาเอง

 

หมายเหตุอ้างอิงจาก

มุหัมมัด อิบรอฮีม อัต-ตุวัยญิรีย์.แปลโดยอิสมาน จารง.2552.การบริจาคเพื่อสาธารณะกุศล.https://islamhouse.com/th/articles/209278/

Hud, Kamal.______________________.al-Wakaf.

http://www.alashraf-leb.org/docs/Awkaf/wakuf_definition/Wakuf_Def.htm

Sulaiman Dorlah.2015.Waqf di Thailand. https://www.facebook.com/sulaiman.dorloh.5

Posted in ARTICLE, Human Rights, RELEGION, SOCIAL

Jihad Wittaya History: The fact is painful part 1

Posted on 0

Wartani officer : Zawawee Jujur
Translate by : Marina Chelae

 

Since violence in southernmost of Thai occurred in the past and the present, “Pondok” became to be a part of violent situation all the time. Especially, the closure of “Pondok Jihad or Jihad Wittaya School” by Thai army ordered since March 21, 2015 that located in M.4 Ban Thadan, Talokapo, Yaring, Pattani

After the Thai army has ordered the closure such an institution it was made by Thai state and society that Pondok institutions are cultivating ideas undermine the stability of national generalized. In spite of Pondok institutions are center of Islamic and cultural learning in community, so Pondok and Muslim society as a virtual sea salt. The salinity of salt water will not caused spoilage because the salinity of salt protected. Pondok like to sanative Muslim society from various vices.

Pondok Jihad was built in 1968 by “Babo Heng” he was guru in religion at that time. When he backed from education, people had requested him to open Pondok. So he had opened by accommodating from people since Pondok and building of Tadika construction processing. From that time on, Pondok had play a role to solution in community through learning in religion such a name of Pondok Jihad that meant “be engrossed in develop and improve ourselves” that is not meant about “ fight” as “Jihad” meaning in the understood of society.

 

Unexpected situation

Babo Heng was shot killing in 1977 it made Pondok lacked supervisor, so people had decided to appoint Mr.Dullah Waemano was a student that Babo Heng was the most loved and most in trusted. Mr. Dullah was son of Imam Thadan, which people were acceptable and the most believed in, so people had appointed him to be supervisor of Jihad Wittaya School. Then he had in trusted to be School principal in 1978. Later Mr. Dullah Waemano had married to Ms. Jawahir Waemano she was daughter of Babo Heng in 1980.

Mr. Dullah Waemano such a School principal had integration school from original Pondok (learning Quran) to be a curriculum of Non-formal Education. Since then Pondok Jihad that called by people was changed to Jihad Wittay School.

 

12 of violence and 12 of view by Thai state

The big stolen 413 gun barrel had broken out in January 4, 2004 at the 4th Battalion of the Royal Narathiwat at Marubo-oak, Chohi-rong, Narathiwat or was influenced calling “Kai-pileng” puzzled. And in the final of this year, there were Thai army came to blockade school and searched Pondok but at that time Thai army had not charged anything because no illegal.

In the middle of March 2005 later, Thai army came to blockade again and not had anything illegal. They came at this time also with a warrant of arrested Mr. Dullah Weamano was a School principal but he absented accidently he went to visit his relationship at Srisakon, Narathiwat in the 2 days before.

Thai army spent for 4 days of searching but it had not found the illegal but had reported in media that had found the textbook of step 7 and DVD for weapons training of Osama Bin-ladin, it was a VCD that were available in the market also with 2 guns barrel and ammunition. From this case Ms. Jawahir Waemano had guaranteed that guns belong to Manu Srithadan, he was a former village headman, so why did Thai army reported media even if it irrelevant with Jihad Wittay School.

Then Thai army brought Mr.  Adenan Chea-sae, he just backed from Malaysia day 2, (he was brother in law of Mr. Dullah Waemano and he was a son of Babo Heng) also with 3 students to Ingkhayuthaborihan camp at Boa-thong, Pattani. Thai army had seized of 2 cars of 1 was a younger brother of Mr. Dullah and 1 more was belong to Mr. Dullah to investigation process. Thai army had charged that there was RKK’s training force in Jihad Wittaya School.

2 weeks later, Thaksin Talk with People Radio Station had announced that seized of Jihad Wittaya School license through radio station live in Thailand, even not the case as well.

And 2 weeks then, there was ordered by Ministry of Education to open school further but school had lacked of staff and a very heavy accusation of case by Thai army, so school was not ready to open as that ordered.

After the closure ordered Pondok Jihad as formal in March 25, 2005 by Pattani Provincial Governor ordering, virtual Pondok Jihad was accused of being judged of violent situation. Because of the closure ordering there were many accidents of Action on terrorism. According to the official of documentation of stability said Jihad Wittaya School at Ban Tha-dan, Talokapo, Yaring in Pattani which was running by Mr. Dullah Waemano there were the act to support of violent situation in southernmost of Thailand.

 

The 11th of violent situation with the struggle of justice

Mr. Banjal Waemano was the third son of Mr. Dullah Waemano, the School principal of Jihad Wittaya school, disclosed that “since 2005, Thai officer ordered to close it after 2 weeks later there were ordered to open school but our family refused to open because the lacked of staff and unacceptable on the accusation of Thai officer. Then soon there were ordered to open again by saying that it was open a week as well then if wanted to close it just closed. So we thought that seem the Thai officer avoid of the closure ordering responsibility”.

Mr.Banjal Waemano more disclosed that during the school closed and temporary impound many Thai state agencies to assist the investigation and also encouragement that it was impossible to impound it. Besides to assist damages of loosing Mr. Ridhwan Waemano was a bigger brother by shot dead but the family said to all Thai state agencies that just let them know who killed his bigger brother, what wrong’s school and what wrong’s School Principal that why do you closed school.

 

Mr. Banjal still said “we thought that our family no needed from Thai state agency assistance but we would like Thai state agency given us the answer what we had suspicion on more than help remedy the object or currencies. We wanted the story to be cleared before the deal”. He said.

However the story still not the end because after the ordered of school closed in march, 2012 later Pattani court had ordered to Mr. Dullah Waemano the School Principal such as the missing person. And in November at the same year, there were ordered to temporary impound assets that related with offence by Transaction Committee the Office of the Anti-Money Laundering Act. Against Money laundering 2542. Then 3 AML agencies came to have a look asset that was impound appeared the 14 hectares of Pondok Jihad located not Mr. Dunllah Waemano according to the law that impound assets of the temporary offence of Mr.Dunllah Waemano. Because the 6 deed of Mr. Dunllah had it was not related with Pondok Jihad but Pondok Jihad deed had a list with 5 people who were relatives. Then the 5 people received a written invitation to testify at Pattani AML.

As in the impound asset on legal matter relating to the offences temporarily, Waemano’s family assigned to Muslim Advocacy Center of Pattani to the owner of the case.

August 2005, the Civil Court hearing has begun examined the opposition. Pondok Jihad or Waemano’s family still believed in justice process and were ready to fight the case to cancel the order of the impound asset of the temporary offence. As Pondok effected confident that justice will be fair to them, but there was Thai state agency or Thai senior officials in the area proposed to solution a fair by facing with Mr. Banjal and offered to reconcile in the lawsuit. Mr. Banjal answered “I already had consultation with Muslim Advocacy Center it was in Civil Court and almost ending, as a matter of justice anyway. If convicted, however, I got it already, and this was the best solution to end the distrust of Thai state accused”.

Mr. Banjal Waemano told that later, the team of senior officials had a phone talk about the agency assigned to the case but I just given answered as above, so the team of senior officials asked me “Did u still believed in justice process of Thai state?” I answered that “I and family still confident and were ready to get the convicted any reason”.  They responded “if you do not get burned”. Then hang up.

Mr.Banjal Waemano told in the end “I had confident in justice process of Thai state that Thai state will not bully their own people, even fall I got it, if win I will thankful Allah”. Mr. Banjal said confidently.

 

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS | Tagged , , ,

Organisasi Islam Mengdeklarasi Kasus Pondok Jihad Dengan Menyaksi Wakil Penglima Sector 4.

Posted on 0

Redaksi Wartani

 

MAI-Pattani, 26 Febuari 2016, 15.30, ruang musyawarah besar dibangunan Mejelis Agama Islam Provinsi Pattani, Rombongan pimpinan organisasi Islam mengadakan konferensi press sekaligus mengdeklarasi tentang resolusi rampasan tanah Sekolah Ponjok Jihad Wittaya dengan diikutsertai Jendral Chinawat Mendeth, wakil penglima sector 4 untuk menyaksi dalam deklasirasi tersebut.

Abdulrahman Mamingchik, Ketua Majelis Agama Islam Provinsi Pattani, selaku pembaca deklarasi tersebut;

Sehubungan pada tanggal 15 Desember 2015 yang lalu mahkamah peradilan sipil telah berkeputusan akan merampaskan tanah sekolah pondok Jihad Wittaya, Kabupaten Yaring, Provinsi Pattani bahwa segala harta kekayaan yang suppot mendokong pelalu teror dan tanggal 14 Febuari 2016 lalu keluarga Weamanoor telah hijrah berpindah menetapi di masjid kampung Taqdam sebagai tempat sementara setelah keluarga Weamanoor tidak mengajurkan adengan tuntutan hkum kembali dengan kasus dari keputusan peradilan tersebut. Sehingga kebelakangan ini tibanya beberapa organisasi masyarakat pada sekitarnya bergerak untuk berpeduli dan mendokong bantuan sekaligus mengadakan forum shering pendapat terhadap topik perundangan yang tidak keadilan selalu menimbulkan isu membangkit kesadaran bersama kalangan warga sehingga muncul respon masyarakat terhadap pemerintah mengunakan kuasa gelap ugutan sekolah pondok sebagai pusat tamadun perdamaian, isu tersebut bersifat menunjuk dan propaganda dari hakikat kebenaran dapat akibat yang menyetuhi hilang kepercayaan terhadap prosesi hukum peradilan secara luas.

Dari kasus tersebut lalu pihak pemimpin dari beberapa organisasi Islam telah mengambil sikap berkepusan sebagai alternatif terbaik untuk solusi problematik bersama yaitu;

1. Rampasan tanah milik sekolah pondok Jihad Wittaya terhadap akibat perasaan bagi masyarakat terhadap aparat pemerintah dengan keharusan dalam melakukan perundangan hukum peradilan setelah berkeputusan mengikut fakta yang terdapat dan kasusnya, setelah pemilik tidak melakukan adengan kasus, lalu segala milik tanah berubah harta mliki negara walau hasil bukti mempunyai milik swasta, akan tetapi dari kiprah awalnya bagi pengasas ingin membangun pusat pendidikan bagi pewaris anak cucunya, maka pemerintah telah perhitungan akan mengembali merujuk ke kiprah asalnya mengikut pengasas sekolah dari awal.

2. Rombongan pemimpin organisasi Islam telah analisa bahwa tanah tersebut adalah harta kekayaan untuk publik aspek keagamaan dan kependidikan mengikut kiprah dan tujuan asal bagi pengasas maka tanah tersebut adalah tanah wakaf untuk kependidikan mengikut tujuan dan kiprah asal bagi pengasas pondok, namun pemerintah tidak mengizinkan tanah itu melaku untuk tujuan lain meliankan urusan pendidikan Islam mengikut kiprah dan tujuan asal pengasas.

3. Dalam pelaksaan untuk sampai matlamat dua poin diatas, pemimpin organisasi Islam di provinsi Selatan dan pihak berkaitan akan merapat untuk menentu bagaimana cara yang menyesuaikan bagi masyarakat sehingga sependapat akan melantikan suatu badan komisi untuk selenggara segala ihwal terhadap tanah menjadi lokasi public yang menyesuaikan kiprah asal bagi pengasas pondoknya.

Dengan deklarasi pada konferensi press tersebut juga tidak membenarkan memberi soal-jawab kepada wartawan.

Posted in Human Rights, NEWS | Tagged , , ,

นักวิชาการชี้! กรณีปอเนาะญีฮาด ทำให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตัวทางการเมือง, บันยาล สูญเสียทายาทในทางกลับกันอาจจะมีฮิกมะฮ์

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

22 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16.30 น. ตัวแทนจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ได้ไปเยี่ยมให้กำลังใจ ครอบครัวแวมะนอ ปอเนาะญีฮาดวิทยา ณ มัสยิดอัสากอฟะห์ซัลอัสลามียะห์ บ.ท่าด่าน ต.ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

รศ.อับดุลเลาะ อับรู คณะกรรมอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า “ความท้าทายของรัฐ ในประเด็นการแก้ปัญหาปอเนาะ คือไม่มีความเข้าใจถึงขนบธรรมเนียมและวิถีของปอเนาะอย่างแท้จริง และการที่ครอบครัวแวมะนอ ศิษย์เก่ารวมถึงชาวบ้าน ตัดสินใจไม่อุทธรณ์ เป็นการชี้ให้รัฐเห็นว่า’การเชือดไก่ให้ลิงดู’ของรัฐกรณียึดทรัพย์สินที่ดินปอเนาะเป็นของรัฐ เป็นมุมกลับทำให้ประชาชนในพื้นที่ตื่นตัวทางการเมืองและปลุกจิตสำนึกร่วมให้มีความเห็นใจต่อชะตากรรมของปอเนาะญีฮาดร่วมถึงปอเนาะอื่นๆอีกด้วย

สำหรับ นายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ ทนายความจาก มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม กล่าวว่า “การที่ศาลแพ่งมาดำเนินการเกี่ยวกับคดีก็เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะศาลแพ่งมีความเข้าใจต่อบริบทของคดีเกี่ยวกับความมั่นคงน้อยกว่าศาลอาญาที่คลุกคลีกับคดีเหล่านี้ ส่วนประเด็นการอุทธรณ์ ตนเคารพการตัดสินใจของครอบครัวปอเนาะญีฮาด ที่ขอยุติการต่อสู้ในทางคดี แต่ก็ยังมีเจ้าหน้าที่ระดับนโยบายพยายามที่จะให้ทนายยื่นอุทธรณ์”

ในส่วนของ นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเต๊ะ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มาด้วยกัน กล่าวว่า “เรื่องแพ้ ชนะ ในทางคดี ตนไม่เคยนำมาเป็นประเด็นในการทำงาน แต่สิ่งที่อยากได้คือ ความยุติธรรม ต่อประชาชนที่เดือดร้อน วันนี้ กรณีปอเนาะญีฮาด คือตัวอย่างของความสามัคคีและการร่วมแรงร่วมใจ ทางเลือกของกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนต้องการ อาจจะมาจากสิ่งที่ประชาชนพึงพอใจที่สุด โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาจากการตัดสินของศาลเสมอไป”

และในวันเดียวกันนี้ เวลาประมาณ 14.00 น. ภรรยาของนาย บันยาล แวมะนอ ได้คลอดลูกแฝด ซึ่งเป็นชายทั้งสองคน แต่ทั้งสองได้เสียชีวิต
นายบันยาล แวมะนอ กล่าวว่า “วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่งสำหรับเขา เนื่องจากภรรยาได้คลอดลูกแฝดชายสองคน ภรรยาปลอดภัยดี แต่ว่าเสียดายที่ ลูกทั้งสองได้กลับสู่ความเมตตาของอัลลอฮ ผมได้ตั้งชื่อให้ทั้งสองว่า ด.ช.มูฮัมหมัด กับ ด.ช.อัฮหมัด”
‘’และสำหรับความสูญเสียในครั้งนี้ในทางกลับกัน อาจจะมีฮิกมะฮ์จากพระผู้เป็นเจ้า (อัลลอฮ)’’ พ่อของลูกชายทั้งสองกล่าว

 

ขอบคุณภาพจาก : ศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

Posted in Human Rights, NEWS | Tagged ,

”ทำไม่ไม่มาคุยกับชาวบ้าน” นักเคลื่อนไหวถาม สุรินทร์ ปาลาเร่ ในวันหารือ ประธานคณะกรรมการอิสลาม 5 จังหวัดชายแดนใต้

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

22 ก.พ.59 ที่ผ่านมา เวลา 11.00 น .คณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่ ม.4 บ้านคลองประดู่ ต.ปากบาง อ.เทพา จ.สงขลา เพื่อติดตามดูพื้นที่มัสยิดและกุโบร์ (สุสานสาธารณะประโยชน์) ที่กำลังเป็นประเด็นของการต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินของชาวเทพาอยู่ในขณะนี้ จากนั้น ในเวลา 14.00 เครือข่ายในพื้นที่รายงานว่า ที่มัสยิดกลางจังหวัดสงขลา พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยประธานและรองประธานประจำคณะกรรมการอิสลามประจำ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และจังหวัดนราธิวาส รวมทั้งนายพล คงเสือ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 3 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ร่วมประชุม และแถลงชี้แจงกรณีข้อวิตกกังวลของชุมชนมุสลิมในพื้นที่ หมู่ที่ 4 บ้านคลองประดู่ อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายกุโบว์ หรือสุสาน รวมทั้งมัสยิด ซึ่งติดอยู่ในแนวเขตพื้นที่สำรวจโครงการพัฒนาโรงฟ้าถ่านหินเทพา และมีบุคคลบางกลุ่มนำไปขยายความจนเกิดเป็นประเด็นความขัดแย้งใหญ่โตอยู่ในขณะนี้
พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ทางคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ตั้งคณะกรรมการทำงานเข้าร่วมติดตาม และตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ร่วมกับ กฟผ. ซึ่งจากการหารือร่วมกันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า จะไม่มีการรื้อถอนกุโบร์ หรือมัสยิดที่ตั้งอยู่ในแนวเขตพื้นที่สำรวจโครงการพัฒนาโรงฟ้าถ่านหินเทพาอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นเรื่องที่ผิดกับหลักการของศาสนาอิสลาม และการก่อสร้าง หรือดำเนินโครงการใดๆ ก็ต้องให้สามารถอยู่ร่วมกับคนในพื้นที่ได้ด้วย ซึ่งความขัดแย้งรวมทั้งกระแสการการต่อต้านที่เกิดขึ้นนั้น มาจากบุคคลบางกลุ่มที่เอาประเด็นที่ละเอียดอ่อนดังกล่าวไปขยายความ และนำชื่อบุคคลระดับสูงในแวดวงศาสนามาทำการแอบอ้างให้ดูน่าเชื่อถือ เพื่อปลุกระดมคนเท่านั้น
ด้านนายพล คงเสือ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 3 กฟผ. กล่าวด้วยว่า ในพื้นที่โครงการเกือบ 3 พันไร่ มีกุโบร์และมัสยิดอยู่ในแนวเขตประมาณ 3 แห่ง ซึ่งทาง กฟผ. ไม่ได้มีแนวคิดที่จะรื้อถอนแต่อย่างใด และการก่อสร้างโครงการก็ไม่ได้ใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วเป็นตัวโรงไฟฟ้าทั้งหมด เพราะโครงการที่กำลังจะเกิดขึ้นต้องอยู่ร่วมกับคนในชุมชนได้ และทาง กฟผ. ยังยินดีที่จะร่วมอนุรักษ์ศาสนสถานที่สำคัญ และมีคุณค่าทางจิตใจเหล่านี้เอาไว้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ทาง กฟผ. เคยทำหนังสือผู้นำศาสนาทุกแห่งในพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 58 ที่ผ่านมา

 

ด้านนายดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ ได้ให้ความเห็นต่อกรณีการลงพื้นที่ของคณะกรรมการอิสลามประเทศไทยว่า าการลงพื้นที่ของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ไม่ได้มีการแจ้งกำหนดการให้ชาวบ้านทราบเพื่อไปร่วมรับฟังรายละเอียดการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกไม่พอใจ เนื่องจากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการฯ แต่ กฟผ.และคณะกรรมการอิสลามฯ กลับไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการลงพื้นที่ของคณะกรรมการกลางอิสลามในครั้งนี้ ชาวบ้านจึงมีคำถามว่า ทำไมคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสงขลาไม่มาคุยกับชาวบ้านที่คัดค้านด้วย ทำไมคุยกับฝ่าย กฟผ.ฝ่ายเดียว แบบนี้ปัญหาจะแก้ไขได้อย่างไร
นายดิเรกกล่าวอีกว่า กฟผ.เดินทางมา ที่ปอเนาะตะเยาะซู เพื่อพบปะคณะกรรมกลางอิสลาม กฟผ.เป็นเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ซึ่งจะสร้างผลกระทบให้ชุมชนโดยตรง แต่กลุ่มคนที่จะจะได้รับผลกระทบโดยตรงถูกกีดกันออกจากวงพูดคุย ทำไมคณะกรรมการอิสลามฯและกฟผ.ถึงมีพฤติกรรมเช่นนี้ ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าปอเนาะตะเยาะซูเป็นมูลนิธิ ซึ่งมีความหมายว่าไม่ใช่สถานที่ส่วนบุคคลแต่มูลนิธิได้มาจากการร่วมแรงร่วมใจบริจาคของคนจำนวนมากดังนั้นทุกคนคือเจ้าของและมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบความไม่ชอบธรรมที่จะเกิดขึ้น วิธีแอบคุยกันเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง

และผู้สื่อข่าวมีรายงานในเพจ SN news ว่าระหว่างที่ เจ้าหน้าที่ กฟผ.กำลังพูดคุยกับคณะกรรมกลางอิสลามภายในโรงเรียนมูลนิธิอิตีซอมวิทยา (ปอเนาะตะเยาะห์ซู) อยู่นั้น เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสันติภาพเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เคลื่อนขบวนมาบริเวณหน้าโรงเรียนมูลนิธิอิตีซอมวิทยาโดย ใช้รถกระบะติดแผ่นป้ายไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมแผ่นป้ายและธงสีเขียว สัญลักษณ์ในการคัดค้านโครงการฯมาเพื่อยืนยันแสดงพลัง พร้อมกล่าวโจมตี กฟผ.รวมถึงผู้สนับสนุนโครงการ ฯ

และสำหรับ คุณสิริกร พุ่มแก้ว จากประชาคมคนหาดใหญ่ไม่เอาถ่านหิน ปราศรัยอย่างมีพลัง บอกชัดว่า ปตท. บ้านปู มิตรผล เป็นกลุ่มทุนหลักที่ลงทุนในอุตสาหกรรมถ่านหิน ลงทุนไปแล้วขายไม่ออก จึงต้องมาผลักดันให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้ในประเทศไทย แท้จริงไม่ได้สร้างเพื่อคนไทย แท้จริงสร้างเพื่อนายทุน ที่เทพาเขาใช้ถ่านหินมาเผานาทีละ 1 คันรถบรรทุกสิบล้อ วันละ 1,440 คัน จะไม่หายนะได้อย่างไร มลพิษจะปกคลุมทั่วสงขลาและปัตตานี รัฐบาลก็ดูเหมือนจะหลงฟังแต่นายทุน เราใช้น้ำมันแพง ก๊าซแพง ทั้งยังสานต่อทุกโครงการของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จะสร้าง 9 โรงไฟฟ่าถ่านหิน สร้าง 2 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นี่คือการข่มเหงประชาชนของรัฐบาลไทย นายกไทยไปพูดที่ปารีสว่าไทยจะใช้พลังงานสีเขียว แต่พอกลับมาก็สั่งเดินหน้าถ่านหิน รัฐบาลนี้ไม่มีความจริงจัง ทั่วโลกเลิกใช้ถ่านหินแล้ว คนไทยต้องหยุดถ่านหินให้ได้

 

ขอบคุณภาพจาก : เครือข่ายในพื้นที่

Posted in Human Rights, NEWS, SOCIAL | Tagged , ,