Wartani
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี+สำนักสื่อ wartani
برسام كيت مغجادي سقسي دمي كآمنن دفطاني+لمباكا ميدياوارتاني
Let us be the witnesses for peace in PATANI+Wartani Media Agency
Bersama kita menjadi saksi demi keamanan di PATANI+Lembaga media Wartani

Pukis และเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพ จัดเสวนา สาธารณะ ‘’พลวัตการศึกษาในปาตานี’’ สะท้อนกรณีศึกษาปอเนาะญีฮาดวิทยา

Posted on 0

กองบรรณาธิการสำนักสื่อวาร์ตานี

 

12 มีนาคม 2559ที่ผ่านมา เวลา 14.00 -17.00 น. ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา หรือ Pukis จัดเวที เสวนาสาธารณะ “พลวัตรการศึกษาในพื้นที่ปาตานี กรณี ศึกษา ปอเนาะญีฮาดวิทยา” ณ สำนักงาน โดยมีผู้เข้าร่วม จำนวน 30 คน ซึ่งเป็นเครือข่ายคณะทำงานภาคประชาสังคม

วิทยากร โดย นาย ฮัสนี ดอเลาะแล ประธานศูนย์ วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS) นายมูฮำหมัดอัสมิง เปาะแมรีซอ ประธาน เครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความมุสลิมจังหวัดชยแดนภาคใต้ (Span) และอุสตาซ รอซาลี บือแน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการสาธารณะ ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายฮัสนี กล่าวว่า การศึกษาเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ และ ปาตานี เองก็เป็น ศูนย์กลางแห่งการพัฒนาอิสลาม หรือศูนย์กลางอิสลามที่เก่าแก่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในพื้นที่ปาตานีแห่งนี้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม หรือ ในรูปแบบปอเนาะอีกด้วย จึงกลายเป็นที่รู้จักอย่าง แพร่หลาย ว่า ในพื้นที่ปาตานีมีระบบการเรียนแบบระบบปอเนาะที่สามารถสร้างคนให้เป็นคนดีและเป็นคนเก่งได้อีกด้วย ทั้งนี้ในพื้นที่ปาตานีแห่งนี้ยังมีอุลามะฮที่ได้การยอมรับในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลกอาหรับอีกด้วยสำหรับการศึกษา ในพื้นที่ปาตานีนั้น เป็นรูปแบบการศึกษาในระบบปอเนาะที่ยึดตามหลักการศึกษาอิสลาม และมีการใช้ภาษามลายูในการเรียนการสอน

นายฮัสนี กล่าวต่ออีกว่า โดยภาพรวมแล้ว การศึกษาในพื้นที่ปาตานีมีการใช้ภาษามลายู แต่นโยบายของรัฐโดยเฉพาะ ในช่วงของรัฐนิยม ที่ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐไทยที่มาเกี่ยวโยงกับสถาบันการศึกษา ในสมัยของรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม เพื่อสร้างความรักชาตินั้นโดยแท้แล้วนโยบายดังกล่าวนี้ ถือว่า ไม่เหมาะสมต่อ คนในพื้นที่ชายแดนใต้ หรือปาตานี เนื่องจากวิถีปฎิบัติของคนมลายูปาตานีไม่สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว แล้วนโยบายรัฐเข้ามาแทรกแซงในเรื่องของหลักสูตรเป็นมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุเช่นนี้ ที่ทำให้ คนในพื้นที่เกิดการต่อต้านรัฐ ซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง อีกด้วย

สำหรับ นายมูหมัดอัสมิง กล่าวว่า ปอเนาะ ญีฮาด ได้ก่อตั้งตอนนั้นเนื่องจากคนในพื้นที่บ้านท่าด่านขาดความรู้ในเรื่องศาสนาทำให้ บาบอเฮง ซึ่งเป็นผู้รู้ศาสนาในเวลานั้น มีความคิดที่จะสร้างปอเนาะเพื่อเปิดสอนวิชาความรู้ในเรื่องศาสนาให้กับคนในหมู่บ้าน

นายมูฮำหมัดอัสมิง กล่าวต่อว่า ปอเนาะญีฮาดวิทยาไม่ได้เป็นเพียงสถาบันการศึกษาปอเนาะเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้มีบทบาทในการแก้ปัญหาหมู่บ้านในเรื่องต่างๆ ซึ่งก็ดำเนินการไปได้ไม่นาน เนื่องจากเปิดไปได้เพียงแค่ไม่ถึงสิบปี บาบอเฮง ถูกยิงเสียชีวิต จากการสืบสวนภายหลังพบว่า ผู้ยิง เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน

นายมูหมัดอัสมิง กล่าวต่อว่า ภายหลังจาก บาบอเฮงเสียชีวิตได้ตั้ง ชาวบ้านได้ให้ นายดุลเลาะ แวมะนอ มารับหน้าที่แทน และเมื่อมาถึงปี 2548 เจ้าหน้าที่ทหารได้มาปิดล้อมตรวจค้นและสำหรับในเรื่องคดีนั้น เริ่มจากที่ ปี 2548 ที่มีการเชื่อมโยงมาจากการซัดทอดของผู้ต้องหาสองคนที่บอกกับเจ้าหน้าที่ในชั้นสืบสวนว่า พวกเขาได้ฝึกอาวุธภายในบริเวณโรงเรียนญีฮาดวิทยา

นายมูฮำหมัดอัสมิง กล่าวต่อว่าสำหรับ คดีนี้มีกลุ่มบุคคล 36 คนถูกออกหมายจับในข้อหาเป็นกบฏและอั้งยี่ สะสมกำลังพลเพื่อการแบ่งแยกดินแดนและในจำนวน 36 คนนั้น ส่วนหนึ่งไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หนึ่งในนั้นคือนายดุลเลาะ แวมะนอ และต่อมาได้มีคำสั่งศาลออกมาว่า เป็นบุคคลสูญหาย ส่วนผู้ที่เข้าสู้กระบวนการยุติธรรมมีการสู้คดีและได้รับการยกฟ้องทั้งหมดเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ

นายมูฮำหมัดอัสมิง ยังกล่าวต่ออีกว่า นอกจากคดีอาญาแล้ว มีคดีตาม พรบ.ปปง.อีกด้วย โดยมีอัยการเป็นตัวแทนที่นำคดีขึ้นสู่ศาลแพ่งร้องขอให้ยึดทรัพย์เพราะเห็นว่าเป็นการใช้ที่ดินไปสนับสนุนการก่อการร้าย หลักฐานสำคัญในคดีนี้คือคำให้การของผู้ต้องหาสองคนในคดีอาญาดังกล่าวที่ระบุว่าพวกตนเคยไปฝึกอาวุธในโรงเรียนญีฮาดวิทยา จนในที่สุดศาลแพ่งตัดสินเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมาให้ริบทรัพย์เป็นของแผ่นดินตามที่ปปง.ได้ร้องขอ

Posted in Education, NEWS | Tagged , , ,

ครอบครัวแวมะนอ เลือกทางใหม่ ไม่ขออุทธรณ์ คดีปอเนาะญีฮาด

Posted on 0

14 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา ครอบครัวแวมะนอ ปอเนาะญีฮาดวิทยา ได้เก็บข้าวของทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้านของครอบครัว ย้ายออกไปเก็บและพักอาศัยชั่วคราว ที่โรงเรียนตาดีกากือแด บริเวณมัสยิดมัสยิดกือแด(ท่าด่าน) ) ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ. ปัตตานี   ในการย้ายบ้านวันนี้ มีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงและศิษย์เก่าของปอเนาะได้ไปช่วยยกข้าวของ ในวันนี้อีกด้วย

นาย บันยาล แวมะนอ ในฐานะลูกชายของนายดุลเลาะ  แวมะนอ กล่าวว่า ผมเคารพในการตัดสินของศาล แต่สาเหตุที่ครอบครัวไม่ ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเหนื่อยกับกระบวนการยุติธรรมที่ต่อสู้มานานแล้ว และได้ปรึกษาครอบครัว กลุ่มศิษย์เก่า และชาวบ้านในพื้นที่ ทุกคนตัดสินใจตรงกันว่าให้ครอบครัวย้ายออกจากปอเนาะ ทางศิษย์เก่าและชาวบ้านจะหาที่ดินใหม่ให้ครอบครัวได้อาศัยและสร้างโรงเรียนใหม่ตามเจตนารมณ์ของบาบอ

นาย บัลยาน  ยังได้กล่าวอีกว่า “สำหรับเรื่องนี้ น่าจะจบได้แล้ว  ไม่ขออุทธรณ์ให้ยืดเยื้อไปอีก โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบสิ้น

เพราะ ที่ผ่านมารู้สึกเครียดกับการถูกกดดันจากหลายฝ่ายให้ยื่นอุทธรณ์ ทั้งๆ ที่อยากให้จบๆ รัฐจะเข้ามาทำอะไรในที่ดินก็เป็นเรื่องของรัฐ ตอนนี้เราได้ย้ายข้าวของและครอบครัวไปอาศัยมัสยิดท่าด่านในชุมชนอยู่ไปก่อนแล้วและต่อไปรอหารือกับชาวบ้านและศิษย์เก่าว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหนต่อไป”

นายบัลยาน ยังได้กล่าวอีกว่า ส่วนที่ศาลเชื่อว่า พ่อเป็นคนผิดก็ให้เกี่ยวข้องกับพ่อ  ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าพ่อผมไปทำอะไรบ้าง แต่ที่ทำรัฐทำกับครอบครัวในวันนี้ เหมือนกำลังเล่นฟุตบอล ที่โยนไปโยนมา การย้ายบ้านของเราในวันนี้ เหมือนกับว่า เราได้จ่ายหนี้รัฐแล้ว เมื่อไม่มีหนี้แล้ว ก็ควรหยุด ต่อไปนี้ คงไม่มีแล้ว การที่ส่งคนโน้น คนนี้ มาอีก เรา อยากจะใช้ชีวิตปกติแบบชาวบ้านทั่วไป” นายบัลยาน กล่าว

 

สำหรับ ยาวาฮี แวมะนอ ภรรยาของนายดุลเลาะ แวมะนอ ได้กล่าวว่า  “วันนี้ถ้าถามความรู้สึก มามา คงตอบไปว่า ความรู้สึก หมดไปแล้ว ฉะนั้น วันนี้ มามา มาคิดในทางที่ดี อัลลอฮ์  ได้กำหนดไว้แล้ว ให้ เราได้ฮิจเราะฮ์  อพยพเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ไม่รู้สึกเสียดายกับมูลค่าทรัพย์สิน ที่เราได้ย้ายมา สักนิดเดียว เราเชื่อว่า การฮิจเราะห์ ของเราในวันนี้ จะพบกับสิ่งที่ดีกว่านี้ คือการอยู่อย่างสบายใจ”  ภรรยา นายดุลเลาะ กล่าวทิ้งท้าย

ในส่วนของ นายมูฮัมหมัดนาวาวี หะยีอับดุลกอเดร์  อีหม่ามประจำมัสยิดกือแด(ท่าด่าน)  กล่าวว่า  “สำหรับชาวบ้านพร้อมให้ทางเลือกกับครอบครัว ตามความสะดวก จะอยู่ที่มัสยิดพัก ที่อาคารตาดีกา ไปก่อน หรือจะไปพักที่บ้านชาวบ้าน ชาวบ้านก็ยินดี

สำหรับ มาตรการช่วยเหลือนั้น จะมีการหารือกับชาวบ้านว่าจะดำเนินการสมทบทุนเพื่อสร้างที่อยู่ใหม่ในรูปแบบไหน อย่างไรต่อไป” อีหม่านมัสยิด กือแด กล่าว

Posted in ARTICLE, Culture, Education, Human Rights, POLITICS, RELEGION, SOCIAL

นายสุไฮมี ดูละสะ อดีตประธาน PerMAS เขียนสารแด่…นักศึกษาและนักกิจกรรมเพื่อสังคม

Posted on 0

สุไฮมี ดูละสะ : อดีตประธาน PerMAS

 

แด่…นักศึกษาและนักกิจกรรมเพื่อสังคม

            ด้วยพระนามของพระเจ้าผู้ทรงเมตตาปราณี และมูฮัมหมัดผู้เป็นที่รักยิ่ง อัลบะกอเราะฮฺ อายะห์ที่ 30 ความว่า “จงรำลึกถึงเวลาที่พระผู้อภิบาลของเจ้า ได้กล่าวกับมาลาอิกะฮ์ว่า ฉันจะแต่งตั้งตัวแทนคนหนึ่ง(คอลีฟะห์)ขึ้นบนหน้าแผ่นดิน บรรดามาลาอิกะฮ์ทูลว่า พระองค์จะทรงตั้งผู้ที่จะก่อการเสียหาย และหลั่งเลือดกันในแผ่นดินกระนั้นหรือ ทั้งๆ ที่เรากล่าวสดุดี ด้วยการแซ่ซ้องสรรเสริญพระองค์ (และปฏิบัติ ตามคำบัญชาของพระองค์) และเทิดทูนความบริสุทธิ์ของพระองค์ พระองค์ได้ทรงตอบว่า แท้จริงฉันรู้ในสิ่งที่สูเจ้าไม่รู้

ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับนักศึกษานักกิจกรรมเพื่อสังคมทุกท่าน ที่ได้มีโอกาสมาร่วมกันทำงานเชิงอาสาสมัครเพื่อสังคมแห่งความเป็นธรรมและถูกต้อง อาจด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่จงรู้ไว้เถอะคับว่า การที่เพื่อนๆได้มาร่วมทำงานตรงจุดนี้ หาใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เพราะในอิสลามไม่มีคำว่าบังเอิญ ทุกอย่างถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆทุกคนถูกเลือกโดยพระองค์ให้มาร่วมทำงานสำคัญและต้องเสียสละความสุขสบายส่วนตัว เพียงแต่หลังจากนี้เป็นต้นไป เพื่อนๆจะสานต่อผลของการถูกเลือกนั้น ให้เป็นไปในทิศทางใด สุดแล้วแต่จะเลือก(Ikhtiyar)กันเอง  บางคนก่อนๆนั้น ก็เลือกที่จะยุติความสัมพันธ์และละทิ้งความรับผิดรับชอบต่างๆลง และเลือกที่จะทำงานเพื่อหาเงินใส่กระเป๋าตัวเองเพียงอย่างเดียว บางคนก็เลือกที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ยอมเสียสละเวลา ทรัพย์สินส่วนตัว เพียงเพื่ออุดมการณ์และแสงสว่างแห่งอนาคตของประชาชาติอิสลาม บางคนก็เลือกที่จะเรียนรู้ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อปัญหาสังคมที่รายล้อมตัวเขาทั้งในรั้วมหาลัยและนอกสถาบัน ฯลฯ ซึ่งเพื่อนๆก็สามารถเลือกและกำหนดเองได้ว่า อนาคตจะเลือกเดินบนเส้นทางใด ขอให้ผู้ถูกเลือกทุกท่านโชคดีและได้รับทางนำ(Hidayah)ในอนาคตต่อไปด้วยเถิด อามีน

             Al-hamdulillah ที่ผมได้รับเกียรติจากบรรณาธิการข่าวให้เขียนบทความชิ้นหนึ่งเพื่อนำเสนอในสำนักสื่อวาร์ตานี(สำนักสื่อท้องถิ่นปาตานี)  ผมรู้สึกยินดีทุกครั้งที่มีคนเปิดโอกาสและพื้นที่ให้ผมได้พูดได้เขียน ผมเชื่อเสมอว่า การที่ผมได้พูดได้เขียนนั้น ผมจะสามารถเผยแพร่แนวคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ และค่านิยมอันบริสุทธิ์ของผม ให้กับผู้อื่นได้รับรู้และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดขึ้นจริงได้ในอนาคตไม่มากก็น้อยผมมีความฝัน ความหวัง และมายาคติแห่งอิสลามที่ต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชาตินี้ อย่างน้อยก็ความร่วมมือของประชาชาติปาตานีในการจะสร้างให้มันเกิดขึ้นจริง และเช่นเดียวกับโอกาสที่ได้เขียนบทความลงเว็บไซด์ของสื่อวาร์ตานีครั้งนี้ ผมจะใช้พื้นที่ของหน้ากระดานที่ขาวบริสุทธ์ เพื่อสาดสีสันแห่งตัวอักษรที่เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์ จินตนาการณ์ และความคาดหวัง ให้ดูมีชีวิตชีวาขยับขับเคลื่อนผ่านประเด็นเรื่องราวต่างๆอย่างนุ่มนวลดั่งสายน้ำกระทบแสงจันทร์ในยามรัตติกาล

ผมขอเริ่มประเด็นเรื่องราวของงานเขียนครั้งนี้ ด้วยประเด็นคำถามและคำพูดเชิงดูหมิ่นและไร้เดียงสาของเพื่อนๆหลายคนที่ผมเคยได้ยินและได้รับฟังจากน้องๆมาอีกทอดหนึ่ง “ทำไมต้องไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย…ไร้สาระ…ไปแล้วไม่เห็นจะได้รับประโยชน์อะไรเลย…เสียเวลาเปล่าๆ…หาเวลาว่างจากเรียนไปเที่ยวดีกว่า สนุกกว่าเยอะ…พวกที่ลงไปทำค่ายอาสาต่างๆนั้น เป็นพวกโจรใต้หรือเปล่าก็ไม่รู้…ไม่ต้องไปสนใจพวกนักกิจกรรมหรอก พวกนี้เวลาว่างเยอะ ขี้เกียจเรียน อย่างเราแค่เรียนในห้องก็พอ จะได้จบเร็วๆแล้วออกไปหางานทำ…ฯลฯ” คำถามและคำพูดเหล่านี้ เรานักกิจกรรม โดยเฉพาะนักกิจกรรมเพื่อสังคมมักจะได้ยินบ่อยๆจากเด็กเรียน(ที่จริงก็ไม่เชิงว่าเป็นเด็กเรียนอะไรนักหนาหรอก ก็แค่กลุ่มคนที่เห็นแก่ตัว ไร้สำนึกต่อสังคม รักสนุก ชอบเที่ยวเตร่ ไร้สาระไปวันๆ ความจริงแล้วเด็กเรียนจริงๆที่นิยมชมชอบอยู่กับหนังสือตำรับตำรามีน้อยมาก ที่เหลือก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องแย่งผู้ชาย บ้าดารา เล่นเฟสเล่นไลน์  แต่งหน้าทาปากเที่ยวเตร็ดเตร่ตามห้าง และเที่ยวผู้หญิง ตลอดจนเรื่องชู้สาว) คำถามและคำพูดเหล่านี้ บ่อยครั้งที่ทำให้เรานักกิจกรรมเพื่อสังคมต้องกลับมาครุ่นคิด เปิดวงพูดคุย เพื่อสรรหาที่มาของหลักคิดที่ดูหมิ่นคนทำงานเพื่อสังคม หรือเรานักกิจกรรมเพื่อสังคมทำอะไรที่มันเป็นปัญหาและไร้สาระอย่างที่เขาพูดจริงๆ หรือพวกเขาเองต่างหากที่มีปัญหาและเป็นตัวปัญหาที่ไร้สติและไม่รู้ตัว เรานักกิจกรรมเพื่อสังคมมีแนวคิดอะไร แล้วคนที่ดูหมิ่นนักกิจกรรมเพื่อสังคมมีแนวคิดแบบไหน จึงทำให้สองเราต้องเดินทางกันคนละเส้นทางอย่างนี้

 

ณ ปัจจุบันนี้ โลกเป็นของทุนนิยม คุณค่าของคนวัดกันที่วัตถุสิ่งของและเงินตรา หลักคิดพื้นฐานของพวกทุนนิยมเชื่อว่า “มนุษย์นั้นเห็นแก่ตัว ไม่มีมนุษย์ตนไหนที่ทำอะไรให้กับคนอื่นอย่างเมตตากรุณาและเอื้อเฟื่อช่วยเหลือกัน มนุษย์นั้นขี้เกียจและจะมีศักยภาพขึ้นมาก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขมาแลกเปลี่ยนเป็นของรางวัล ทรัพยากรต่างๆบนโลกใบนี้เป็นของผู้ที่มีความสามารถเท่านั้น ต้องชิงชัยคว้ามันมาใส่กระเป๋า มือใครยาว สาวได้สาวเอา ทุนนิยมเชื่อในเรื่องความเป็นปัจเจกชน ที่ทำอะไรก็แล้วแต่ ก็เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการ ตัณหา และความสะดวกสบายของตัวเองเท่านั้น โดยไม่ต้องไปใส่ใจคนอื่น” ความเชื่อเหล่านี้คือความคิดพื้นฐานของพวกทุนนิยม ซึ่งมันขัดแย้งและตรงข้ามกับความเชื่อและความต้องการของอิสลาม อิสลามสอนว่า มุสลิมคือพี่น้องกัน ต้องช่วยเหลือกัน ดูแลกันและกัน ตักเตือนกัน เอื้อเฟื่อเผือแพระหว่างกัน คนรวยต้องช่วยเหลือคนยากจน คนมีความสามารถต้องดูแลคนด้อยโอกาส และทรัพยากรทุกอย่างบนโลกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้าเพียงผู้เดียวที่ประทานให้มนุษย์ได้ใช้อย่างพอประมาน ฯลฯ  เมื่อเราทราบถึงแนวคิดของลัทธิทุนนิยมแล้ว เราก็คงพอจะเห็นภาพว่าทำไมคนสมัยนี้ถึงเห็นแก่ตัว กดขี่คนที่ด้อยกว่า และดูหมิ่นคนที่ทำงานเพื่อสังคม ก็เพราะว่าพวกเขาซึมซับแนวคิดทุนนิยมเข้าไปเต็มสมองเสียแล้ว และคำถามที่ตามมาคือ พวกเขาเหล่านั้นได้รับแนวคิดทุนนิยมมาได้อย่างไร คำตอบที่พอจะหาได้ก็คือ จากระบบการศึกษาที่ตอบโจทย์ระบบทุนนิยม ระบบการศึกษาที่คัดเด็กเกรดA ไปเป็นผู้คุมงาน และคัดเกรดปลายแถวไปเป็นแรงงาน ระบบการศึกษาที่สอนให้คนอยู่แต่ในห้องเรียนโดยไม่สนใจสภาพความเป็นจริงในสังคม ระบบการศึกษาที่สอนให้เด็กเชื่อในวิวัฒนาการของสัตว์ที่ว่าผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงจะอยู่รอด ระบบการศึกษาที่สอนให้เด็กอยากเป็นเจ้าคนนายคนมากกว่าที่จะสอนเรื่องความเท่าเทียมกันของคนในสังคม ระบบการศึกษาที่สอนให้เรียนสูงๆได้เกรดดีๆและจบออกมาได้ชิงตำแหน่งงานสูงๆ มากกว่าที่จะสอนเรื่องการช่วยเหลือคนอื่นที่ด้อยกว่าให้จบออกมาพร้อมเพรียงกัน มากกว่าที่จะสอนเรื่องการสร้างงานเพื่อรองรับคนที่ด้อยกว่า ฯลฯ นอกจากนี้ แนวคิดทุนนิยมยังซึมซับผ่านสื่อต่างๆที่คอยกรอกหูเราทุกวันๆ ผ่านโฆษณาชวนเชื่อ ผ่านละคร ผ่านข่าวสาร จนทำให้เรากลายเป็นพวกบริโภคนิยมทุนนิยมอย่างไม่รู้ตัว

นอกจากอิทธิพลของทุนนิยมที่ได้ทำลายหลักคิดอันบริสุทธิ์ของมุสลิมผ่านระบบการศึกษาที่จัดสรรโดยรัฐบาลทุนนิยมจักรวรรดินิยมสยามและสื่อที่มีวัตถุประสงค์ด้านธุรกิจกำไรแล้ว ทุนนิยมยังได้แทรกซึมไปยังชนบทห่างไกลอันมีประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงาม ทุนนิยมได้เจาะทะลวงไปยังรากฐานและเปลี่ยนรูปแบบความเป็นชุมชนชนบทและได้สร้างปัญหาใหม่ๆขึ้นมา ทุนนิยมได้ปลูกฝั่งให้คนชนบทต้องออกมาหากินในตัวเมือง ทุนนิยมสร้างความรู้สึกว่าคนชนบทนั้นล้าหลังและด้อยพัฒนา ทุนนิยมได้สร้างให้คนชนบทไม่มีเวลาที่จะจัดกิกรรมสร้างสรรค์ในชุมชนเพราะมุ่งแต่หาเงินจุนเจือตัณหา ความต้องการ และความสะดวกสบายของปัจเจกชน สิ่งเหล่านี้ได้ทำลายความเป็นชุมชนชนบทแบบดั่งเดิมที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เฮฮา สนุกสนาน การจัดกิจกรรมเพื่อกระชับความสัมพันธ์ของคนในชนบทก็ลดน้อยลง ความร่วมมือในการทำงานเพื่อส่วนรวมของคนในชนบทค่อยๆห่างหายไป  เมื่อเราพินิจพิจารณาถึงสังคมชนบทสมัยนี้ เราจะพบว่า สังคมชนบทมีปัญหาดังต่อไปนี้ ปัญหาการหย่าร้างมากขึ้น(อาจด้วยเหตุผลที่ต่างคนต่างทำงาน ไม่มีเวลาเชื่อมหัวใจให้กันและกันมากพอ) ปัญหาชุมชนไร้คนดูแล (เพราะคนหนุ่มสาวต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ทิ้งให้คนแก่ต้องดูแลกันเอง) ปัญหาขาดความอบอุ่นของคนในชุมชน (บางคนร้ายแรงถึงขั้นมีเพื่อนที่รู้ใจเป็นหมาด้วยซ้ำไป ห่างไกลจากญาติสนิทมิตรสหาย)  ปัญหามีเงินแต่ไม่มีความสุข (เราจะเห็นคนป่วยทางสมองเยอะขึ้นในปัจจุบัน ทั้งโรคเครียด ปวดหัว ไมเกรน บางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย ฯลฯ พวกเขาต้องทำงานหนัก เพื่อให้ได้เงิน และนำไปจ่ายให้กับโรงพยาบาล และที่สำคัญความเครียดคือต้นต่อของโรคต่างๆด้วย)  ปัญหาของชุมชนไม่มีความเข้มแข็ง (ชนบทต้องประสบกับปัญหาที่บานปลายระดับประเทศ เช่น ปัญหายาเสพติด)  ปัญหาการคอรัปชั่นในระดับท้องถิ่น ปัญหาพวกผู้นำที่เห็นแก่ลาปยศเงินตรา และไม่สนใจต่อปัญหาของลูกบ้าน สิ่งนี้ได้กัดกรอนความเป็นปึกแผ่นและความแข็งแกร่งของชุมชนชนบททีละนิดละน้อย จนมันอ่อนแอในที่สุด)  ปัญหาขาดคนสานต่อวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามดั่งเดิมของบรรพบุรุษ (ทุนนิยมดึงคนหนุ่มสาวที่มีคุณภาพของเราไปเป็นแรงงานในเมืองจนหมด เหลือเพียงคนชราที่รอวันจากไปพร้อมๆกับความดีงามต่างๆของพวกเขาอย่างไม่มีวันกลับมา)

เมื่อเราทราบถึงอันตรายของทุนนิยมที่เข้ามาครอบงำต่อความคิดความเชื่อของนักศึกษา เยาวชนคนหนุ่มสาว และทำลายความเป็นสังคมชนบท เราพอจะหาทางแก้ไขอะไรได้บ้าง ในงานเขียนส่วนนี้ ผมแค่ต้องการที่จะเสนอแนะแนวทางบนฐานความคิดความเข้าใจของผมเอง แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะแก้ปัญหาระดับโลกที่มีอยู่รอบตัวเราได้ง่ายๆ แต่มันอาจเป็นแสงสว่างน้อยๆที่ปลายอุโมงค์ ที่พอจะทำให้ผู้ถูกเลือกทุกท่านได้เห็นหนทางและมาร่วมมือกันสร้างสังคมใหม่ที่ดีกว่า อนาคตใหม่ที่สดใสกว่า ตัวตนใหม่ที่สร้างสรรค์กว่า ความสัมพันธ์ใหม่ที่ไม่ได้อยู่บนฐานของผลประโยชน์ ความก้าวหน้าแบบใหม่ที่ถ่วงดุลกันระหว่างโลกแห่งจิตวิญญาณและโลกแห่งวัตถุ การพัฒนาแนวใหม่ที่ไม่ทำลายธรรมชาติ ไม่พยายามเอาชนะธรรมชาติ แต่เป็นการพัฒนาที่พยายามปรับตัวเข้ากับธรรมชาติและอาศัยใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ และมาร่วมกันสร้างความเข้าใจต่อปรัชญาและวิทยาศาสตร์แขนงใหม่ที่จะทำให้เรารักกันมากขึ้น มากกว่าที่จะเป็นปรัชญาและวิทยาศาสตร์ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อมาประหัตประหารกัน ทำร้ายกัน และแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมมาเป็นของส่วนตน

ประเด็นการแก้ปัญหาที่ผมอยากนำเสนอนั้น เกี่ยวข้องและขัดแย้งโดยตรงกับแนวคิดทุนนิยม ขั้วตรงข้ามของแนวคิดทุนนิยมก็คือแนวคิดสังคมนิยม  แนวคิดหัวใจหลักของสังคมนิยมคือ ความมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมอันเท่าเทียมและเป็นธรรม สังคมนิยมเชื่อว่ามนุษย์นั้นเท่าเทียมกัน ไม่มีระบบชนชั้นวรรณะในสังคม ทุกๆคนมีความเสมอภาคและมีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรต่างๆอย่างเท่าเทียมกัน สังคมนิยมมองว่ามนุษย์นั้นมีศักยภาพที่จะพัฒนาและดูแลซึ่งกันและกันได้เมื่อทุกๆคนในสังคมได้เรียนรู้และตระหนักถึงความเป็นมนุษย์(ธรรม)ในตัวของทุกๆคน ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนนะคับว่า สังคมนิยมไม่ใช่แนวคิดหรืออุดมการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ และไม่ใช่แนวคิดของอิสลามด้วย ในขณะเดียวกัน ถึงแม้ว่าผมจะนิยมชมชอบในแนวคิดสังคมนิยม แต่ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธทุนนิยมหรือมองว่าทุนนิยมชั่วร้ายซะทีเดียว เพราะอิสลามก็สอนให้เราเป็นมือบน {ผู้ให้ ซึ่งแปลว่าต้องรวย} มากกว่าที่จะเป็นมือล่าง {ผู้รับ ซึ่งแปลว่าผู้ด้อยฐานะ} อิสลามสอนให้เราทำมาค้าขาย สอนให้เราออกไปหาริซกี ฯลฯ แต่ในขณะเดียวกัน อิสลามก็ได้มอบภาระและความรับผิดชอบให้กับคนรวยที่จะต้องดูแลคนยากจน คนด้อยโอกาส เด็กกำพร้า ทุนฉุกเฉินของชาติ ฯลฯ โดยการมอบซากาตประจำปี (คล้ายๆกับอัตราภาษีก้าวหน้า ซึ่งแปลว่า ยิ่งรวยมาก ยิ่งต้องจ่ายทรัพย์สินเพื่อดูแลคนยากจนมากขึ้นไปด้วย)   นอกจากซากาตประจำปีแล้ว ก็ยังมีซากาตฟิตเราะห์และภาษีต่างๆด้วย แท้จริงแล้วแนวคิดของอิสลามนั้น อยู่กึ่งกลางและถ่วงดุลกันระหว่างแนวคิดทุนนิยมและแนวคิดสังคมนิยม อิสลามไม่โน้มเอียงหรือสุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง เพราะเมื่อไรที่เป็นทุนนิยมเต็มตัว โลก ประเทศ สังคม ชุมชน ปัจเจกชน ก็ย่อมประสบปัญหาเหมือนที่เรากำลังเจออยู่ตอนนี้ ทุกคนต่างแย่งชิงทรัพยากร สมบัติ เงินตรามาเป็นของตัวเอง พยายามไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจและตำแหน่งที่สูงเพื่ออำนวยให้ตัวเองได้กอบโกยผลประโยชน์ของส่วนรวม กดขี่คนที่ด้อยกว่าเพื่อให้ได้ไปอยู่บนจุดสูงสุดของยอดปีรามิด หลอกลวง ต้มตุ่น เห็นแก้ตัว ไร้หัวใจ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งจุดหมายปลายทางที่จะทำให้ตัวเองเป็นคนที่สะดวกสบาย สนองตัณหา และไม่สนใจว่าคนอื่นนั้นจะเป็นอย่างไร ลัทธิทุนนิยมคือลัทธิที่บูชาในทรัพย์สินเงินทอง มีพระเจ้าตนใหม่ที่เรียกว่าเงิน มนุษย์ที่ตกหลุมพรางของทุนนิยม จะศรัทธาและบูชาต่อทรัพย์สินเงินทองมากกว่าพระเจ้าของตัวเอง ในทางกลับกัน เมื่อมนุษย์สุดโต่งในลัทธิสังคมนิยม สังคมหรือประเทศชาติก็จะกลายเป็นคอมมิวนิสต์ มีความเป็นเผด็จการ คนเก่งและคนที่ด้อยกว่าต้องทำงานเหมือนๆกัน ไม่เปิดโอกาสให้คนที่มีศักยภาพสูงกว่าทำอะไรได้อย่างเสรีและมีประสิทธิภาพได้ ต้องเชื่อเหมือนๆกัน อำนาจการตัดสินใจต่างๆจะตกอยู่ที่ผู้ปกครองอย่างเบ็ดเสร็จเท่านั้น เพราะฉะนั้น หนึ่งในแนวทางการแก้ปัญหาของสังคมและปัจเจกชนที่กำลังประสบพบเจออย่างปวดร้าวและแสนสาหัส  ณ ปัจจุบันนี้ก็คือ เราต้องรีบเร่งสร้างคนที่มีทัศนคติใหม่ คนที่มองว่าสังคมนั้นมีความสำคัญพอๆกับปัจเจกชน สร้างระบบการศึกษาที่จะทำให้คนนั้นมีความเท่าเทียมกัน ไม่แยกตำรา ทฤษฏี หลักคิดต่างๆออกจากความเป็นจริงของสังคม มีการรณรงค์ให้ทุกคนมีจิตสำนึกรักและเสียสละเพื่อสังคม มีความเคารพต่อกฎ ระเบียบ วัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของชุมชนและสังคม หากจะพูดให้เข้าใจอย่างง่ายก็คือ เอาหลักคิดสังคมนิยมมาปะทะกับลัทธิทุนนิยม แล้วเมื่อนั้นอุดมการณ์อิสลามก็จะบังเกิดเห็นเป็นรูปธรรมได้จริง

 

ผู้ถูกเลือกทุกท่านครับ ตอนนี้เราก็เดินทางในโลกแห่งศิลปะของตัวอักษรจนใกล้จะถึงบทสุดท้ายของงานเขียน บางท่านอาจจะอ่านแล้วรู้สึกว่ามันซับซ้อนเกินไปหรือเปล่า แน่นอนว่ามันซับซ้อนและมึนงง เพราะสิ่งที่ได้สาธยายบนแผ่นกระดาษสีขาวเล่มนี้ คือสิ่งที่เป็นนามธรรมมากๆ มันไม่มีตัวตน มันคือความคิดที่ถูกแปรให้เป็นตัวอักษร เรากำลังเล่นอยู่กับความคิดที่แสนจะว่องไวของเราอยู่ แต่ผมเชื่อว่า ความคิดที่เป็นนามธรรมนี้แหละ ที่ค่อยทำหน้าที่ควบคุมการกระทำของเรา เมื่อใดที่เรารู้ว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่และสามารถควบคุมมันได้ เราก็จะตระหนักรู้และมีสติ เมื่อใดที่เรามีสติ เราก็จะสามารถควบคุมการกระทำให้เป็นไปในทิศทางที่ดีได้ การกระทำและการปฏิบัติที่กระทำอย่างต่อเนื่องนี้เอง ที่จะเป็นเครื่องมือไปกำหนดจิตใจว่า เราจะเป็นคนอ่อนโยนหรือแข็งกระด้าง

 

สุดท้ายนี้ ก็อยากฝากให้น้องๆเพื่อนๆ ร่วมทั้งพี่ๆด้วยว่า การใช้ชีวิตในรั้วมหาลัยและสังคมเมืองนั้น มีสิ่งอบายมุขและความเลวร้ายต่างๆที่พร้อมจะดึงเราลงสู่หลุมอเวจีทุกที่ทุกเวลา การที่จะควบคุมตัณหาได้นั้นเป็นสิ่งที่ยากเหลือเกินสำหรับคนหนุ่มสาวอย่างเรา แต่กระนั้น เครื่องมือหนึ่งที่พิสูจน์มาแล้วว่าสามารถช่วยเราได้ อย่างน้อยก็ยับยั้งเราให้ห่างไกลจากหลุมดำนั้นได้ ก็คือ ญะมาอะห์ (Jamaah ) หลายครั้งหลายคราที่ญะมาอะห์ทำให้เรารู้สึกอายที่จะขับรถซ้อนท้ายกับแฟน ญะมาอะห์จะคอยเตือนเราว่า อันนั้นดีอันนั้นไม่ได้ ญะมาอะห์จะดึงสติเมื่อเราเริ่มหลงใหลกับแสงสีเสียงของกาลเวลา ญะมาอะห์จะทำให้เรารู้จักบริหารจัดการเวลา ความรับผิดชอบ ความตระหนัก ญะมาอะห์จะสอนให้เรารู้จักความรักที่แท้จริงและการเสียสละเพื่อสังคม  ผู้ถูกเลือกทุกท่านจงพยายามเกาะกลุ่มให้เยอะที่สุดและเชิญชวนเพื่อนๆที่ไม่ได้มีโอกาสอย่างเราได้เกาะกลุ่มญะมาอะห์ด้วย ไม่ว่าจะในรูปแบบชมรม ชุมนุมต่างๆ สโมสร องค์การนักศึกษา  ศาสดามูฮัมหมัด(ซ็อลฯ) กล่าว…แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับยามาอะห์ และใครที่ชอบแบบตัวใครตัวมันนั้น เขาก็จะอยู่แบบตัวใครตัวมันในนรกเช่นกัน และซาตาน(ปีศาจชั่วร้าย)จะมาเป็นเพื่อนกับเขา

*หมายเหตุ : สำนักสื่อวาร์ตานี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งเนื้อหา ท่าที และความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกองบรรณาธิการ

*สำนักสื่อวาร์ตานี แก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหา เวลา 10.30 น. /  24-12-58

Posted in ARTICLE, Education | Tagged , , , , ,

รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม เผยสาเหตุที่เด็กนักเรียน กินหมู

Posted on 0

กองบรรณาธิการสำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมื่อวัน 25 พ. ย. 2558 ทางอาจารย์และรักษาการผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวมุสลิมไทยโพสต์ กรณีที่เด็กนักเรียนและผู้ปกครองของเด็ก ต้องกินข้าวกล่องหมู ในสถานที่พักสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติฯ ตำบลคลองหก อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 13 พ.ย.2558 ที่ผ่านมานั้น

นายสุนทร แดงวิไล อาจารย์และรักษาการผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนาราม ม.5 บ้านเกาะบาตอ ตำบลเมาะมาวี อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ได้เผยว่า “ทางคณะครูและนักเรียนได้เดินทางไปทัศนศึกษาที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดอยุธยา ด้วยเครื่องบิน ซี 130 ของทหารอากาศโดยได้เดินทางไปขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยานนราธิวาส หรือสนามบินบ้านทอน ต.โคกเคียน จ.นราธิวาส – ดอนเมือง กรุเทพฯ  ระหว่างวันที่ 11-13 พ.ย.58 ตามโครงการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนารามจำนวนทั้งสิ้น 103 คน ประกอบด้วย เด็กนักเรียน จำนวน 49 คน ครู 12 คน และผู้ปกครอง 49 คน และได้เข้าพักที่บ้านพัก สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี โดยวันแรกก็ไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศ จากนั้นก็ไปสวนสัตว์ดุสิต แล้วก็กลับมานอนที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี

วันที่สองก็ไปที่ศูนย์ศิลปะชีพบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากนั้นก็ออกไปที่ตลาดน้ำอโยธยา แล้วเข้าไปเที่ยวที่เมืองเก่าอยุธยา แล้วไปทานอาหารที่เมืองเก่าอยุธยามีร้านอาหารหลายร้านแต่เขาไม่เปิดในวันนั้น โดยคุณครูได้ให้ผู้ปกครองไปหาอาหารรับประทานตามอัธยาศัย ก็มีร้านอาหารมุสลิมอยู่ร้านหนึ่งข้างโรงพยาบาล โดยให้ผู้ปกครองสั่งอาหารมื้อเย็นมาเพื่อนำมารับประทานในที่พัก

โดยปกติอาหารที่สั่งที่ร้านอาหารในที่พักที่สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ คลองหก ธัญบุรี เขาจะแยกมื้อแรกก็เหมือนกันหมด คือไข่ต้ม กล่องของเด็กกับผู้ปกครองจะแตกต่างกัน โดยของผู้ใหญ่จะเป็นกล่องโฟมใหญ่ ของเด็กก็จะเป็นกล่องโฟมขนาดเล็กแตกต่างลงมา แล้วก็เขียนที่กล่องโฟมว่าเป็นของนักเรียนของผู้ปกครอง

ส่วนในวันที่เกิดเหตุนั้นทางร้านเขาไม่ได้เขียนที่กล่องโฟมว่าเป็นของใคร ส่วนอาหารที่สั่งในมื้อสุดท้ายเป็นมื้อเช้าก่อนกลับบ้าน ก็คือ เมนูผัดเผ็ดไก่ แต่ไม่ได้เขียนระบุว่าของเด็กหรือของผู้ใหญ่ แต่ลักษณะของโฟมนั้นแตกต่างกัน

ในช่วงเช้าเขาได้มาส่งอาหารที่รถ แต่ไม่ได้เขียนไว้ที่กล่องโฟมว่าเป็นของผู้ปกครองหรือเด็ก พอปล่อยให้ทุกคนมารับกล่องอาหาร ผู้ปกครองก็รู้ๆ กันว่ากล่องใหญ่เป็นของผู้ปกครอง กล่องเล็กเป็นของเด็ก จากนั้นผู้ปกครองและเด็กก็มารับอาหารที่รถจนเกือบหมด แต่เมื่อผู้ปกครองของเด็กเอาอาหารออกมารับประทาน เขาก็เห็นมาลักษณะของเนื้อที่มีลักษณะที่แปลกๆ(เนื้อหมู) ซึ่งอาหารอาหารที่สั่งไว้มันไม่ใช่แบบนี้ จากนั้นผู้ปกครองคนหนึ่งก็มาบอกครู พอครูรู้ครูตกใจมาก แต่เมื่อหันไปดูกล่องอาหารส่วนใหญ่เขาก็รับไปเกือบหมดแล้ว

ครูก็บอกว่าไม่ได้แล้ว เราผิดแล้ว จากนั้นคุณครูคนที่รับผิดชอบในเรื่องการสั่งอาหารดังกล่าวก็รีบไปที่ร้านเลย จึงได้ไปถามที่ร้านอาหารว่าเป็นยังไงทำกันแบบนี้ได้ยังไง

ทางร้านอาหารได้บอกว่า… อาหารที่มาสั่งนั้น มาสั่งในช่วงกลางคืน และวัตถุดิบที่เป็นเนื้อไก่มันหมด จึงไม่สามารถทำให้ครบตามจำนวนได้ เพราะครูเขาไปสั่งไว้รู้สึกว่าจะ 105 กล่อง ถ้าจำไม่ผิด และเขาก็รู้ว่านักเรียนและผู้ปกครองที่มานี่เป็นมุสลิม มีครูที่เป็นพี่น้องชาวไทยพุทธและผู้ปกครองที่เป็นพี่น้องไทยพุทธจำนวนหนึ่งด้วย

เขาบอกว่า ข้าวกล่องที่ทำให้นั้น เนื่องจากวัตถุดิบในส่วนที่เป็นไก่หมด เขาจึงได้นำเนื้อหมูมาทำให้กับพี่น้องที่เป็นชาวไทยพุทธ แต่เขาไม่ได้เขียนกำกับมาที่กล่องไหนเป็นของพี่น้องชาวไทยพุทธ(หมู) กล่องไหนเป็นของพี่น้องชาวไทยมุสลิม(ไก่) และคนที่มาส่งกล่องอาหารเขาก็ไม่บอก เพราะตอนที่มาส่งอาหารครูเขาก็อยู่ตรงนั้น เพราะครูกำลังมีกิจกรรมนำนักเรียนมาออกกำลังกายซึ่งอยู่ใกล้ๆ รถบัสทั้ง 2 คันดังกล่าว

หลังจากนั้นคุณครูเขาก็ไปบอกผู้ปกครองว่า ยอมรับรับความผิดพลาด คือยอมรับผิด คือมันผิดพลาดไปแล้วไม่รู้จะทำยังไงนะคะ แล้วได้อธิบายสาเหตุว่าเหตุการณ์มันเป็นยังไง แต่ก็มีผู้ปกครองและเด็กบางคนยังไม่ได้ทาน เพราะผู้ปกครองบางคนบอกว่าเขาคนอยู่กับคนจีน เขาบอกว่าเขาเห็นเนื้อเขาก็รู้เขาจึงไม่รับประทานข้างในกล่องที่ไปรับมา นี่คือสิ่งที่เป็นสัตย์จริงตามที่เห็นเพราะเป็นคนที่ร่วมคณะและได้อยู่ในเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วยตัวเอง

ครูทั้งหมดจึงได้ขอโทษขอโพย ยอมรับผิด เพราะเหตุการณ์มันเกิดขึ้นแล้ว ต้องขอโทษอย่างแรง(ภาษาปักษ์ใต้หมายถึงขอโทษอย่างมากๆ) บางคนผู้ปกครองเขาก็เข้าใจ เขารู้ว่าคุณครูก็ไม่ได้ตั้งใจ

ก็มีผู้ปกครองบางคนเขาโทรศัพท์กลับมาที่บ้าน  เราก็ได้พูดคุยกันในรถ เพราะเราได้เหมารถบัสเพื่อใช้โดยสารในกรุงเทพฯ จำนวน 2 คัน เมื่อมาถึงสนามบินเราก็คุยกันมาตลอดว่า ยอมรับผิด

เพราะเราอยู่ในพื้นที่นี้เราก็รู้ แต่นี่เป็นเหตุการณ์ที่เราไม่รู้และไม่คาดคิด และทางร้านก็ไม่ได้บอกว่า อาหารในกล่องดังกล่าวมีหมู เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ทางครูเองก็ไม่ได้คาดคิด มันเป็นเหตุ

สุดวิสัยจริงๆ เป็นสิ่งที่เราคณะครูทุกคนยอมรับผิดและมีความรู้สึกเสียใจ เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น แต่มันก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว ทางผอ.เอง ก็รีบเอารถมารับที่สนามบินบ้านทอน แล้วนำนักเรียนและผู้ปกครอง

กลับไปทานอาหารที่เตรียมไว้ที่โรงเรียน เพราะทราบข่าวว่านักเรียนและผู้ปกครองบางคนยังไม่ได้ทานอาหาร ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดฝัน ไม่มีใครเจตนาหรือตั้งใจให้มันเกิด นี่คือความสัตย์จริง”

ในส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่า ไม่มีครูมุสลิมร่วมเดินทางไปกับคณะครูและนักเรียนในกิจกรรมครั้งนี้นั้น บังเอิญในวันดังกล่าวครูมุสลิมมีภารกิจส่วนตัวกับทางบ้าน ส่วนครูมุสลิมคนหนึ่งที่ทางโรงเรียนได้ประชุมกันแล้วว่าจะให้ร่วมคณะในการทัศนศึกษาครั้งนี้ก็ติดภารกิจการแข่งเรือของชุมชน จึงไม่มีครูมุสลิมคนไหนสามารถร่วมเดินทางไปด้วย และเนื่องจากในการเดินทางครั้งนี้ ทางโรงเรียนมีงบประมาณอันจำกัด ทางโรงเรียนได้เรียกเก็บค่ามีส่วนร่วมในการเดินทางครั้งนี้กับคณะครูคนล่ะ 700 บาท เพื่อร่วมสมทบทุนในการเดินทาง”  รักษาการรองผู้อำนวยการ โรงเรียนชุมชนวัดอัมพวนารามกล่าวทิ้งท้ายไว้ให้คิด.

 

ขอขอบคุณ สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์

Posted in Education, RELEGION | Tagged ,

20 ปี PERKASA เปิดตัวหลักสูตร KSPI ก้าวทันอาเซียน

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

20 ปี Perkasa เปิดตัวหลักสูตร KSPI ก้าวทันอาเซียน

สกู๊ปพิเศษ : มูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาห้าจังหวัดชายแดนใต้ หรือ Perkasa ได้จัดงานวันตาดีกา ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 20 ปี ของ Perkasa เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี
อับดุลมูไฮมีน สาและ ประธานมูลนิธิศูนย์ประสานงานตาดีกาห้าจังหวัดชายแดนใต้ กล่าวว่า “ วันนี้เรามีการจัดงาน “วันตาดีกา” เนื่องด้วยครบรอบ 20 ปี Perkasa ซึ่งงานนี้เป็นงานวิชาการ ต่างจากงานมหกรรมที่เราเคยจัด เราได้เชิญผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการศึกษา เพื่อเป็นเกียรติในพิธีการ และเป็นการเปิดตัวหลักสูตรมาตรฐานการเรียนการสอนของตาดีกา เรียกว่า หลักสูตร KSPI โดยหลักสูตรนี้พร้อมที่จะรองรับอาเซียน” อับดุลมูไฮมีน กล่าว
อดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า “ตาดีกาของเราซึ่งจะกลายเป็นแหล่งความรู้สำคัญของเยาวชนในภูมิภาคอาเซียน เพราะฉะนั้นตาดีกาในหลักสูตรใหม่ที่จะเกิดขึ้นคือ KSPI จะมีการเสริมภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ซึ่งจะเป็นศักยภาพสำคัญอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากภาษามลายูกลางที่เราสอนอยู่แล้ว นอกจากนั้นแล้วตาดีกาเราปูพื้นฐานภาษาอาหรับทีถูกต้องทั้งการอ่านและการเขียนเพื่อไปสู่การเรียนในระดับสูงขึ้น หรือเป็นพื้นฐานที่จะไปเรียนในต่างประเทศได้ดีกวาเดิมให้ได้ นอกจากนั้นหลักสูตรตาดีกาใหม่จะทำความเข้าใจกับพีน้องในประเทศไทยเข้าใจว่าตาดีกาสอนอะไร และสอนอย่างไร” อดินันท์ กล่าว
มูฮัมหมัด มะสีละ ครูสอนโรงเรียนตาดีกา กล่าวว่า “ประชาคมอาเซียนมีคนใช้ภาษามลายูกว่าครึ่งหนึ่งของภูมิภาค ดังนั้นตาดีกาจึงมีส่วนสำคัญและเป็นสถาบันพื้นฐานต้นๆที่จะสอนเด็กได้เรียนรู้ภาษามลายูบากู เราอยู่ในปาตานีได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์เพราะเราสามารถใช้ภาษาไทยเพื่อสื่อสารกับคนส่วนกลางจนถึงลาวได้อย่างดี และภาษามลายูที่มีคนในอาเซียนใช้กว่าครึ่งเราก็สามารถเรียนรู้ได้ ถ้าเราไม่ถนัดใช้ภาษามลายูจะเสียโอกาสอย่างมาก” มูฮัมหมัด กล่าว
ลิ้งที่เกี่ยวข้อง : https://youtu.be/vDKupwsp8hg

——————————————————

ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http://www.twitter.com/@Wartani_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

Posted in Education, VIDEO | Tagged , , ,

ศูนย์วัฒนธรรมสลาตันเปิดห้องเรียนรู้วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพ

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี
ออกแบบกราฟิกโดย : อาร์กอม บือแน รหัสนักศึกษา WGM141004
นักศึกษาในโครงการฝึกปฏิบัติงานนักผลิตสื่อเพื่อสันติภาพ
Wartani Grassroots Media – Internship

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 ศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน หรือที่รู้จักกันสั้นๆว่า “บูมี (BUMI)” เปิดห้องเรียนรู้วัฒนธรรมเพื่อสันติภาพวันแรกด้วยการปฐมนิเทศนักศึกษา ภายใต้ชื่อโครงการห้องเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สาธารณชนจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ รุ่นที่ 1 เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม จนถึงวันที่ 11 กรกฎาคม 2558 รวมทั้งหมด 2 เดือนเต็ม โดยมีนักศึกษาผู้เข้าร่วมวันแรกประมาณ 24 คน จากจำนวนผู้สมัครทั้งหมด 35 คน

11128582_978659458841314_478262053_n
ออกแบบกราฟิกโดย : อาร์กอม บือแน รหัสนักศึกษา WGM141004
นักศึกษาในโครงการฝึกปฏิบัติงานนักผลิตสื่อเพื่อสันติภาพ (Wartani Grassroots Media – Internship)

เริ่มด้วยการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมอบรมและกล่าวต้อนรับโดย คุณคอยรุดดีน ดือเร๊ะ ประธาน ศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน ต่อด้วยการกล่าวปาฐกถาหัวข้อ “ความสำคัญของอัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรมมลายูกับการดำรงชีวิต” โดย คุณอับดุลการิม การียา นักวิชาการอิสระ

ฮารีสัน เจะมะ ฝ่ายสังคมสัมพันธ์และเครือข่าย ศูนย์วัฒนธรรมสลาตัน และประธาน โครงการห้องเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สาธารณชนจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ รุ่นที่ 1 กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ในการจัดโครงการนี้ก็เพื่อหนุนเสริมการจัดขบวนเยาวชนต่อการฟื้นฟูและเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี, เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นให้กับเยาวชน และเสริมสร้างความเข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่หลากหลายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งข้อมูลในพื้นที่โดยผ่านปราชญ์ชาวบ้านและผู้เฒ่าในชุมชน” ฮารีสัน กล่าว

ฮารีสัน กล่าวต่อว่า “หลักสูตรในการอบรมโครงการห้องเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นสู่สาธารณชนจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ รุ่นที่ 1 ครั้งนี้มีทั้งหมด 5 หมวดวิชาด้วยกัน 1) หมวดวิชาวัฒนธรรม 2) หมวดวิชาประวัติศาสตร์ 3) หมวดวิชาสิทธิและกฎหมาย ไทย / สากล / อิสลาม 4) หมวดวิชาการจัดการองค์กร 5) หมวดวิชาสื่อมัลติมีเดีย” ฮารีสัน กล่าว

ฮารีสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับสัปดาห์แรกเริ่มด้วยการปฐมนิเทศนักศึกษา ส่วนวันที่สอง (วันที่ 8 พฤษภาคม 2558) เริ่มอบรมในหมวดวิชาแรกตามหลักสูตรที่มีไว้ คือ “หมวดประวัติศาสตร์” เพื่อทำความเข้าใจต่อความหมายและความสำคัญของประวัติศาสตร์ รวมทั้งเรียนรู้การเข้าถึงประวัติศาสตร์ โดย อาจารย์ฮัสนี ดอเลาะแล ประธาน ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา

——————————————————

ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http://www.twitter.com/@Wartani_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

Posted in Education | Tagged , , ,

บันทึกเหตุการณ์ : การทำกิจกรรมของนักศึกษา เครือข่ายเยาวชนอิสระชายแดนใต้ (IRIS)

Posted on 0

IKATAN REMAJA INDEPENDEN SE-PATANI(IRIS)

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน 2558
ขบวนรถของนักศึกษา“เครือข่ายเยาวชนอิสระชายแดนใต้ หรือ IKATAN REMAJA INDEPENDEN SE-PATANI (IRIS)” จาก มอ. ปัตตานี ได้เดินทางไปทำกิจกรรม SambutanAnakPatani # 2 ที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ในขณะที่ขบวนรถได้เดินทางถึงที่หมู่บ้านไอตอกอ เวลาประมาณ 12.40 น. ตัวแทนนักศึกษาได้ทำการโบกรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ขับสวนทางมาเพื่อที่จะสอบถามเส้นทางที่จะไปยังหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 หลังจากที่มีการพูดคุยสอบถามกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มนักศึกษา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอถ่ายรูปบัตรประชาชนของประธานโครงการ โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักฐานในการเข้ามาทำกิจกรรมในพื้นที่ที่ตน (เจ้าหน้าที่ตำรวจ) รับผิดชอบ
ต่อมาเวลาประมาน 14.00 น.ขบวนรถของนักศึกษาได้เดินทางมาถึงกองร้อยทหารพรานที่ 1109 บ้านน้อมเกล้า หมู่ที่ 12 ตำบลสุคิริน อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ก่อนทางเข้าหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานสกัดขบวนรถของนักศึกษาและได้ขอถ่ายรูปบัตรประจำตัวประชาชนของนักศึกษา และป้ายรถสองแถวทั้ง 8 คัน จากนั้นได้มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานอีกกลุ่มหนึ่งได้เดินลงมาจากค่ายและตรงเข้าหาขบวนรถของนักศึกษา โดยใช้คำพูดที่ก้าวร้าวในลักษณะบีบบังคับให้นักศึกษาลงมาจากรถเพื่อต้องการจะถ่ายรูปนักศึกษาทุกคนที่ได้ร่วมขบวนมาด้วย จึงทำให้เกิดการปะทะคารมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารพรานกับตัวแทนนักศึกษา จนกระทั้งเจ้าหน้าที่ทหารพรานอีกชุดหนึ่งได้ใช้วิทยุสื่อสารไปหาบุคคลปริศนาที่พวกเขาอ้างว่าได้รับคำสั่งให้สกัดกั้นขบวนรถนักศึกษาในครั้งนี้บุคคลปริศนาดังกล่าวได้ตอบกลับมาว่า ให้ถ่ายรูปโดยรวม และถามน้อง ๆ ว่ามาจากไหน มาทำอะไร และให้ปล่อยขบวนรถทั้งหมดผ่านไป และก่อนที่ขบวนรถนักศึกษาจะเดินทางออกไปนั้น เจ้าหน้าที่ได้ขอเบอร์โทรศัพท์ของประธานค่ายไว้และได้ทำข้อตกลงร่วมกันว่าหากเจ้าหน้าที่จะเข้าไปเยี่ยมเยือนในพื้นที่ทำกิจกรรมจะมีการประสานไปล้วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้นักศึกษาตื่นตกใจ
ขบวนรถของนักศึกษาได้เดินทางถึงที่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 ในเวลาประมาน 16.00น.ทำให้กำหนดการล่าช้ามาก จนกระทั้งเวลาประมาน 18.50น. ในขณะที่นักศึกษากำลังนั่งพูดคุยอยู่ที่ลานกิจกรรมอยู่นั้น ก็มีรถกระบะสี่ประตูสีขาวขับมาจอดข้างถนนแล้วมีเจ้าหน้าที่ทหารพรานพร้อมอาวุธครบมือกระโดดลงมาจากรถและมุ่งหน้าตรงมาที่นักศึกษา พร้อมร้องถามว่าผู้รับผิดชอบโครงการอยู่ที่ไหน ทำให้กลุ่มนักศึกษาตกใจกลัวเป็นอย่างมาก อันเนื่องจากภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายยังไม่จางหายก็ต้องพบกับเหตุการณ์นี้อีก เจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดนี้เป็นชุดเดียวกันกับที่สกัดกั้นขบวนรถนักศึกษาที่กองร้อยทหารพรานที่ 1109 จากการสนทนาพูดคุยเจ้าหน้าที่ที่อ้างตนว่าเป็นผู้กอง กล่าวว่า “เจ้าหน้าที่สามารถเข้ามาโดยไม่ต้องประสานขออนุญาตใคร” ทั้ง ๆที่ทางนักศึกษาได้ให้เบอร์โทรศัพท์และทำข้อตกลงกันแล้ว ว่าถ้าเจ้าหน้าที่ทหารพรานจะเข้าไปในพื้นที่ที่นักศึกษาทำกิจกรรมอยู่ให้ประสานประธานโครงการก่อน เพื่อป้องกันมิให้นักศึกษาตื่นตกใจ และเจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดนี้ยังอ้างอีกว่า “ต้องการเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยให้นักศึกษา”
นักศึกษาได้ตอบปฏิเสธและกล่าวอีกว่า หากนักศึกษาต้องการความช่วยเหลือจะประสานไปเอง จากนั้นเจ้าหน้าทหารพรานก็ยอมกลับไปโดยดี เจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดนี้เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงชุดแรกที่มาเยี่ยมเยือนถึงพื้นที่การทำกิจกรรมของนักศึกษาในวันนี้

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน 2558
วันที่สองของการทำกิจกรรมเวลาประมาน 10.00 น. ก็ได้มีเจ้าหน้าที่อีกกลุ่มมาขอเข้าพบซึ่งอ้างว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มที่มาหาน้องเมื่อคืนและยังบอกอีกว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ดูแลความสงบเรียบร้อยระหว่างสองอำเภอ คือ อำเภอแว้ง กับ อำเภอสุคีริน โดยมีหัวหน้าชุดชื่อ ร.ต.พิชิตพณ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบประมาณ 4-5 นาย ได้มาขอพบประธานโครงการ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่จัดขึ้น
ในเวลาต่อมาก็มีเจ้าหน้าที่ระดับ เสนาธิการ ชื่อ เสธ.สมโภช (ไม่ทราบยศ) มาขอพบอีกด้วย ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยระว่างสองอำเภอเช่นกัน เสธ.สมโภชคนดังกล่าว ได้ขอแทรกกิจกรรมของนักศึกษาเพื่อมอบข้าวสารและยารักษาโรคให้แก่นักศึกษา
ในขณะเดียวกันก็มีหน่วยงานที่อ้างว่าเป็นหน่วยงาน“ภาคประชาสังคมของรัฐ” โดยอ้างว่ามาจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีหัวหน้าหน่วยชุดชื่อ สุทิน พันธุ์เทพ กับพวกที่ติดตามมาด้วยสามนาย แต่ไม่ยอมแสดงบัตรประจำตัวใด ๆ เพื่อยืนยันตัวตน จะมาขอพบกับนักศึกษา เพื่อสอบถามเกี่ยวกับกิจกรรมที่จัดขึ้นเช่นเดียวกัน พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ชุดนี้พยายามที่จะถ่ายรูปบรรยากาศภายในพื้นที่ทำกิจกรรมของนักศึกษา อีกทั้งยังเจาะจงถ่ายรูปนักศึกษาและได้พยายามขอเบอร์โทรศัพท์ของนักศึกษาหลายคน ภายหลังนักศึกษาทราบข่าวมาว่าหนึ่งในสามคนนี้ที่อ้างตนว่าเป็นหน่วยงาน“ภาคประชาสังคมของรัฐ” จาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เคยไปถ่ายรูปการดำเนินกิจกรรมของนักศึกษาในหลายพื้นที่อีกด้วย
ในช่วงเที่ยงของวันดังกล่าวนักศึกษาได้รับแจ้งจากนักศึกษาหญิงว่า มีทหารพรานชายสามนายได้บุกรุกเพื่อจะเปิดห้องพักของนักศึกษาหญิง และเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพรานทั้งสามทราบว่ามีนักศึกษาอยู่ในห้องพัก จึงมีการพูดคุยระหว่างนักศึกษาหญิงและเจ้าหน้าที่ทหารพราน

เจ้าหน้าที่ทหารพราน : มีใครอยู่มั้ย
นักศึกษาหญิง : มีคนอยู่ค่ะ อย่าเพิ่งเปิดนะ กำลังเปลี่ยนชุด
เจ้าหน้าที่ทหารพราน :อ่อ…ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร น้องเมียพี่ก็อยู่อย่างนี้ (หมายถึงเปลี่ยนชุดต่อหน้าต่อตาทหารนายนั้น) ไม่เป็นไรที…
นักศึกษาหญิงได้รั้งกลอนประตูเอาไว้เพื่อไม่ให้ชายแปลกหน้าเข้ามาในห้องได้ หลังจากที่ได้แต่งตัวกันเรียบร้อยแล้วจึงได้เปิดประตูห้อง เพื่อพูดคุยกับชายแปลกหน้าทั้งสาม
นักศึกษาหญิง :พี่ไม่ทราบหรือค่ะ นี่ห้องพักผู้หญิง นะค่ะ
เจ้าหน้าที่ทหารพราน : พอดีพี่หลงทางนะ จะไปที่ทำกิจกรรมของนักศึกษา แต่หาไม่เจอ
นักศึกษาหญิง : สถานที่ทำกิจกรรมมันอยู่ในหมู่บ้านค่ะ
เจ้าหน้าที่ทหารพราน : ครับผม ครับผม
และเจ้าหน้าที่ทหารพรานได้กล่าวหยอกเย้านักศึกษาหญิงอีกด้วยว่า “แต่งตัวสวย สวย ล่ะ เดียวจะพาไปแถวสวนดอกไม้”
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารพรานทั้งสามนายจึงได้ล่าถอยไปอย่างไร้ร่องรอย พฤติกรรมดังกล่าวของทหารพรานส่งผลให้นักศึกษายิ่งไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่ และจำเป็นต้องเข้มงวดกับการจัดเวรยามมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ช่วงเย็นของวันดังกล่าวได้มีเจ้าหน้าที่ทหารพรานชุดเดิมที่อ้างว่าเป็นเจ้าของพื้นที่ ได้นำกำลังประมาณ 7-8 นาย พร้อมอาวุธครบมืออาสาจะอยู่ดูแลความเรียบร้อยให้กับนักศึกษา แต่นักศึกษาได้ปฏิเสธ และได้ห้ามเจ้าหน้าที่ทหารพรานเข้าใกล้พื้นที่การทำกิจกรรมของนักศึกษาอีกต่อไป เนื่องจากเหตุการณ์ในช่วงบ่ายที่มีทหารพรานชายสามนายที่บุกรุกห้องพักของนักศึกษาหญิง เจ้าหน้าที่ทหารพรานยืนยันจะอยู่รักษาความปลอดภัย และอาสาลาดตระเวนให้อีกด้วย จนเกิดการปะทะคารมระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารพรานกับนักศึกษา
นักศึกษา : “ทำไมเจ้าหน้าที่ทหารพรานไม่แจ้งหรือประสานนักศึกษาหรือผู้ใหญ่บ้านล่วงหน้าตามที่สัญญากันไว้”
นายทหารยศผู้กอง : “ผมจะประสานหรือไม่ประสานใครก็ได้ เพราะเป็นพื้นที่ของผม ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นเพียงลูกน้องของผม ผมจะแจ้งหรือไม่ก็ได้”
หลังจากนั้นจึงมีการทำข้อตกลงร่วมกันอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ทหารพรานตกลงที่จะอยู่ที่ป้อมยาม ชรบ.
ต่อมาเวลาประมาน 20.00 น. มีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจ ประจำที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 12 โดยมี ส.อ.มะไซดี ดีเยาะ เป็นหัวหน้าชุดมาขอพบปะพูดคุยกับตัวแทนนักศึกษาเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมของนักศึกษาในครั้งนี้ และก็ได้ล่าถอยในเวลาต่อมา

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน 2558
ในวันที่สามของการทำกิจกรรมเวลาประมาณ 11.30 น. มีเจ้าหน้าที่ชุดเดิมที่อ้างตัวว่าเป็นหน่วยงานภาคประชาสังคม ที่มาจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และอ้างว่ามาเยี่ยมเยือนส่งท้ายก่อนที่นักศึกษาจะกลับ พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ชุดนี้ยังคงเหมือนเดิมคือพยายามถ่ายรูปและสอบถามพูดคุยกับสมาชิกค่าย ถึงกำหนดการของกิจกรรม บางคนก็ถูกเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวขอเบอร์โทรศัพท์มือถือโดยอ้างว่าจะได้สอบถามความเรียบร้อยหลังจากออกจากพื้นที่ไปแล้ว หลังจากที่ออกจากพื้นที่ทำกิจกรรมแล้ว ได้มีเจ้าหน้าที่โทรหานักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งและได้พยายามสร้างความสนิทสนมกับนักศึกษาผู้หญิงอีกด้วย

ข้อสังเกต :
– ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่มาขอพบไม่มีการประสานโดยตรงที่ประธานค่ายทั้ง ๆที่มีการตกลงกันแล้วว่าให้มีการประสานล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้ นักศึกษาตื่นตกใจ
– ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่มาขอพบมีการขอถ่ายรูปบัตรประชาชนของประธานค่าย
– ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่มาขอพบพร้อมด้วยอาวุธครบมือ เดินไปเดินมาในบริเวณที่นักศึกษาทำกิจกรรมอยู่ อีกทั้งมีการสูบบุหรี่ในบริเวณที่นักศึกษาทำกิจกรรม
– ทุกครั้งที่เจ้าหน้าที่มาขอพบมักจะมีเจ้าหน้าที่เดินตรงไปหานักศึกษาผู้หญิง และมีการหยอกเย้านักศึกษาผู้หญิงเสมอ

บันทึกการเดินทางนักศึกษานักกิจกรรมภายใต้กฎอัยการศึกหนุ่มสาวนักกิจกรรมนักศึกษา ความหวัง ความท้าทาย รอยยิ้ม มิตรภาพกระบอกปืน(ตัวแทนอำนาจ และความหวาดกลัว) คำเหล่านี้มิใช่ศัพท์ใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือปาตานี เมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก
IRIS2

IRIS4

ขอบคุณภาพ Arfan Wattana

——————————————————

ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http://www.twitter.com/@Wartani_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

Posted in Education, EVENT, POLITICS | Tagged , ,

รับสมัคร “โครงการอบจริยธรรมภาคฤดูร้อน ครั้งที่ 28”

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

โครงการอบจริยธรรมภาคฤดูร้อน ครั้งที่ 28

รับสมัครเด็กอายุตั้งแต่ 10 -13 ปี (รับจำนวนจำกัด 150 คนเท่านั้น)
เริ่มวันที่ 1-5 เมษายน 2558 เวลา 09-13.00 น.
ณ โรงเรียนมาอาฮัดดารุลมาอารีฟ ปัตตานี

หลักฐานการรับสมัคร
– ค่าสมัคร 350 บาท
– บัตรประชาชน 1 ชุด
– สำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด
– รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 ชุด
– บัตรสุขภาพ 1 ชุด

จัดโดย : คณะนักศึกษาและศิษย์เก่ามาอาฮัดดารุลมาอารีฟ

1797358_617340005034408_6534909009439861000_n

——————————————————
ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http://www.twitter.com/@Wartani_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

Posted in Education, EVENT | Tagged

เครือข่ายครูสอนตาดีกาหนองจิก จัดงานมหกรรมวิชาการศาสนาภาคปฏิบัติ

Posted on 0


มะปากรี ลาเต๊ะ และอับดีลอามัน สาและ
นักศึกษา Wartani Grassroots Media

ฮัมดี มูซอ ประธาน คณะทำงานมหกรรมวิชาการและกิจกรรมศาสนาภาคปฏิบัติ กล่าวว่า “เราจัดงานมหกรรมครั้งนี้ภายใต้แนวคิดการศึกษาที่มีคุณภาพ คือ พื้นฐานของความก้าวหน้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเด็กนักเรียนเกิดความเข้าใจต่อบทบาทและหน้าที่ของตนเอง และเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนตาดีกาในอำเภอหนองจิก รวมทั้งเพื่อยกระดับเข้าสู่โลกอาเซียนและนานาชาติ ทั้งในเรื่องการศึกษาและครูผู้สอนลูกหลานของเรา” ฮัมดี กล่าว

ฮัมดี กว่าวต่อว่า “สำหรับกิจกรรมภาคปฏิบัติในครั้งนี้มีอยู่สองกิจกรรมด้วยกัน คือ การจัดการพิธีศพและการประกอบพิธีฮัจย์” ฮัมดี กล่าว

ฮามีดะ ยะโกะ ครูสอนโรงเรียนตาดีกาบ้านบางตาวา กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกภูมิใจที่เห็นการจัดกิจกรรมในรูปแบบนี้ มันทำให้ดิฉันสามารถเรียนรู้ถึงวิธีการจัดการพิธีศพไปด้วย ส่วนเด็กนักเรียนเองก็สามารถเรียนรู้ถึงวิธีการจัดการพิธีศพเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นศพเพศชายหรือหญิง อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ถึงวิธีการประกอบพิธีฮัจย์ ในงานยังมีมีเวทีเสวนาให้ความรู้ เพื่อให้ลูกหลานเราสามารถเรียนรู้ถึงวิธีการแก้ปัญหาในชีวิต แล้วเราจะบ่มเพาะเด็กนักเรียนได้อย่างไรบ้าง เป็นต้น” ฮามีดะ กล่าว

ฮัจยี อัฮหมัด ฮัจยี ฮุซเซ็น โต๊ะครู ปอเนาะดอนยาง กล่าวว่า “ความจริงกิจกรรมที่จัดในงานมหกรรมวิชาการนั้น ทุกคนเคยเรียนทฤษฎีจากหนังสือมาแล้ว เพียงแต่ขาดการปฏิบัติ พอมีกิจกรรมนี้ขึ้นมาเราก็สามารถมาร่วมกันทดลองปฏิบัติด้วยกัน เมื่อถึงเวลาที่คนในครอบครัวเราเสียชีวิต เรานี่แหละจะช่วยจัดการพิธีศพเอง” ฮัจยี อัฮหมัด กล่าว

ฮัจยี อัฮหมัด กล่าวทิ้งท้ายด้วยความหวังว่า “ฉะนั้น สำหรับวันนี้ครูหนุ่มๆสาวๆ วันนี้พวกคุณจะต้องมุ่งมั่น เสียสละทั้งเวลา แรงใจ และแรงกาย เพื่อดำเนินภารกิจที่สำคัญของอัลลอฮฺ (ซ.บ) ถ้าหากคนหนุ่มสาวละเลยต่อหน้าที่นี้ แล้วใครจะมารับผิดชอบแทนคนหนุ่มสาวที่พลังอย่างพวกเราได้ ตอนนี้สังคมต้องการคนที่มีอีหม่านและภักดีต่อัลลอฮฺ (ซ.บ.)” ฮัจยี อัฮหมัด กล่าว

—————————————-­—————
ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http://www.twitter.com/@Wartani_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

Posted in Culture, Education, EVENT | Tagged ,

นักศึกษาวิทยาลัยดารุลมาอาเร็ฟ จัดมหกรรมวิชาการพัฒนาศักยภาพสู่ความเป็นผู้นำ

Posted on 0

อักมาน ดูมิแด และมะตามีซี สาแม
นักศึกษา Wartani Grassroots Media

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2558 กลุ่มนักศึกษาวิทยาลัยดารุลมาอาเร็ฟ (Kulliah Darul Maarif – PETIDAM) ร่วมจัดงานมหกรรมวิชาการ ณ วิทยาลัยดารุลมาอาริฟ ตำบลจะบังติกอ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของนัก­ศึกษา สู่การเป็นนักศึกษาที่มีวิสัยทัศน์กว้างไก­ล ซึ่งในงานครั้งนี้มีกิจกรรมมากมาย อาทิเช่น การประกวดอนาชีด การประกวดอ่านสุนทรพจน์ ซุ้มการแสดงนิทรรศการ เป็นต้น

อุซตาสมูฮำหมัด หะยีอับดุลเราะมาน รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยดารุลมาอารีฟ กล่าวว่า “การจัดงานมหกรรมวิชาการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อประชาสัมพันธ์วิทยาลัยแห่งนี้” อุซตาสมูฮำหมัด กล่าว

 มะฮูเซง หะยีอับดุลเราะมาน ประธาน โครงการมหกรรมวิชาการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาสู่ความเป็นผู้นำ กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้ เรามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา และนักศึกษาจากวิทยาลัยกับนักศึกษาสถาบันอื่นๆ รวมทั้งเพื่อประชาสัมพันธ์วิทยาลัยให้คนนอกรู้จักมากยิ่งขึ้น” มะฮูเซง กล่าว

อุซตาสมูฮำหมัด หะยีอับดุลเราะมาน รองผู้อำนวยการ วิทยาลัยดารุลมาอารีฟ กล่าวว่า “งานมหกรรมในครั้งนี้มีซุ้มต่างๆมากมาย อาทิเช่น ซุ้มอาเซียน ซุ้มภาษามลายู ซุ้มข่าวสารมุสลิมทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม และซุ้มอื่นๆ เป็นต้น สำหรับซุ้มของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษา (ซานาวี) มี 3 ซุ้ม ด้วยกัน ส่วนของนักศึกษาระดับปริญญา ก็จะมีซุ้มของนักศึกษาสาขาวิชาปฐมวัย สาขาวิชาการจัดการ และสาขาวิชากฎหมาย
” อุซตาสมูฮำหมัด กล่าว

รุสดี หะยีอับดุลเลาะ หัวหน้า ซุ้มชมรมอักษรศาสตร์ยาวี กล่าวว่า “สำหรับซุ้มนี้ คือ ซุ้มชมรมอักษรศาสตร์ภาษายาวี หรือ เปส ก๊าฟ (PES KHAF) ก่อตั้งกลุ่มโดยนักศึกษาชายและหญิง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาและรณรงค์การใช้แบบอักษรภาษามลายู ซึ่งดินแดนปาตานีแห่งนี้ช่วงแรกๆ แบบอักษรภาษามลายูเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ส่วนบทบาทของกลุ่มนี้ ก็เพื่อที่จะรักษาเอกลักษณ์และสืบทอดต่อไป” รุสดี กล่าว

มูหมัดอัสมิง เปาะแมรีซอ ประธาน เครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความมุสลิมจังหวัดชยแดนภาคใต้ กล่าวว่า “โดยหลักๆของซุ้มนี้ คือ เพื่อมาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่ใช้ในพื้นที่ และวิธีการเรียกร้องขอความเป็นธรรมตามโครงสร้างของรัฐ รวมทั้งมาให้ความรู้แก่นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจเรื่องสิทธิและกระบวนกาทำงานของกระบวนการยุติธรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ” มูหมัดอัสมิง กล่าว

คอยรี อะหมัด หัวหน้า ซุ้มห้องสมุด กล่าวว่า “ซุ้มนี้ถือเป็นซุ้มของทุกคนในโรงเรียน ซึ่งเป็นห้องสมุดของวิทยาลัย โดยมีการดำเนินงานมากกว่า 13 ปีมาแล้ว ซึ่งในซุ้มนี้จะมีการขายหนังสือต่างๆ เช่น หนังสืออูลามาอฺปาตานี และมีการจำหน่ายสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เป็นต้น” คอยรี กล่าว

ฮูสาซัน ตาเยะ หัวหน้า ซุ้มข่าวสารมุสลิมทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้เราได้รับรู้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมุสลิมทั่วโลกที่ถูกละเมิดสิทธิ และกลั่นแกล้ง เอารัดเอาเปรียบในหลายๆด้าน

วันนี้เรามีการจัดซุ้มตัวอย่างที่เห็นได้ชัดใน 3 ประเทศเพื่อนำเสนอ คือ กรณีประเทศซีเรีย ปาเลสไตน์ และโรฮิงยา ในประเทศพม่าซึ่งทั้ง 3 ประเทศนี้ทุกคนคงทราบแล้วว่าจากข้อมูลอ้างอิงทั้ง 3 ประเทศนี้กำลังเผชิญกับวิกฤติอย่างหนักที่สุด ส่วนวัตถุประสงค์ของซุ้มนี้ ก็เพื่อให้ชาวโลกทุกคนรับรู้ถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึง” ฮูสาซัน กล่าว

อาคูยา บือราเฮง หัวหน้า ซุ้มวัฒนธรรม กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของซุ้มนี้ คือ เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ถึงที่มาของวัฒนาธรรมในพื้นที่ และความหมายของวัฒนธรรมยกตัวอย่างเช่น ว่าววงเดือน มีที่มาจากไหน อย่างไร เป็นต้น รวมทั้งเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษของเราที่ผลิตสร้างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในพื้นที่ที่มีข้อคิดในตัวมันเสมอมา” อาคูยา กล่าว

เพาซาน รอมลี นักเรียน โรงเรียนดารุลมาอารีฟ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า “งานนี้ก็ยังมีภาคเวทีด้วย โดยมีกิจกรรมมากมาย อาทิเช่น การขับร้องอานาซีด การอ่านบทกวี และการเสดงอื่นๆอีกมากมาย สุดท้ายขอให้กิจกรรมครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี อินชาอัลลอฮฺ !!” เพาซาน กล่าว

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง :
http://wartani.com/dev/?p=2838
https://youtu.be/0uDaGzGSALs
—————————————-­—————
ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http://www.twitter.com/@Wartani_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com

Posted in Education, VIDEO | Tagged ,