Wartani
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี+สำนักสื่อ wartani
برسام كيت مغجادي سقسي دمي كآمنن دفطاني+لمباكا ميدياوارتاني
Let us be the witnesses for peace in PATANI+Wartani Media Agency
Bersama kita menjadi saksi demi keamanan di PATANI+Lembaga media Wartani

นักสื่อสารชี้! คนรุ่นใหม่ต้องสืบทอดอักษรยาวี เพราะมีส่วนสำคัญต่อสันติภาพปาตานี

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

วันที่ 5 เมษายน 2559 21.00-22.30 น. เสวนา ในหัวข้อ ความสำคัญของภาษามลายูด้วยอักขระยาวีในพื้นที่ปาตานี ในงาน มหกรรมภาษาและวัฒนธรรมมลายู จัดโดยชมรมภาษามลายู ม.อ. หาดใหญ่ วิทยากรโดย นายซอลาฮุดดีน กริยา ผู้ร่วมก่อตั้งสำนักพิมพ์ Awanbook และ นายทวีศักดิ์ ปิ บรรณาธิการข่าวสำนักสื่อวาร์ตานี (WARTANI) ดำเนินรายการโดย นาย ฮากีม เจะโด ประธานชมรมสันติศึกษา ม.อ.หาดใหญ่

นายซอลาฮุดดีน ได้กล่าวว่า ในประวัติศาสตร์ ตัวเขียนหรือระบบการเขียนด้วยอักษรยาวีนั้น เข้ามาสู่โลกมลายูพร้อมๆกับศาสนาอิสลาม ผ่านการค้าขายโดยชาวอาหรับ เปอร์เซียและอินเดีย ซึ่งนำเข้ามาเพื่อใช้เป็นกาอธิบายหลักคำสอนอัลกุรอ่าน และได้รับการยอมรับในโลกมลายู จึงมีการนำมาใช้สำหรับการเขียน ในด้านอื่นๆที่นอกเหนือจาก อัลกุรอ่าน อาทิ เช่น ในการทำสารราชสำนัก และหนังสือในการค้าขายในโลกมลายู

นายซอลาฮุดดีน กล่าวอีกว่า คำว่า ยาวี นั้น มาจากที่คนอาหรับใช้เรียกคนมลายูว่า Jawah หรือ jawa ซึ่งหมายถึงคนชวา ทำให้ต่างชาติเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า ดินแดนชวา ซึ่งหมายถึงมลายูนั่นเอง

นายซอลาฮุดดีน กล่าวต่อว่า เยาวชนรุ่นใหม่ต้องเห็นความสำคัญการมีอยู่ของนักเขียนยาวี เพราะเป็นการทำหน้าที่ที่จะสืบทอดดมรดกจากบรรพบุรุษให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้และยังคงอยู่กับสังคมปาตานีต่อไป

ด้าน นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวว่า หากมองภาษามลายูอักขระยาวีในฐานะคนทำงานสื่อ จะเห็นได้ว่าในประวัติศาสตร์ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ ของอักษรยาวี คือที่เขียนตามฝาผนังมัสยิด เขียนตามอิฐสุสาน (แนแซกุโบร์) สามารถที่จะมองและวิเคราะห์ออกมาว่า ภาษามลายูอักขระยาวี กับพื้นที่ปาตานีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากศาสนาได้ ถือได้ว่า อักขวะยาวี เป็นตัวอักษรที่มีความสำคัญต่อศาสนาเป็นอย่างมาก

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวอีกว่า สิ่งที่สังคมปาตานีได้ภาคภูมิใจเป็นอย่างมากคือ อักขระยาวี ถูกนำมาเขียนโดยอุลามะฮ์ปาตานีในอดีตเพื่อเขียนกีตาบ(ตำรา/หนังสือสอนศาสนา)ให้คนปาตานีได้เรียนรู้ศาสนาผ่านกีตาบที่เขียนโดยอักขระยาวี และได้มีการยอมรับว่าเป็นตำราทางศาสนาอิสลามที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวอีกว่า ความสำคัญของภาษามลายูด้วยอักขระยาวีในพื้นที่ปาตานี นั้น ได้มีการนำมาใช้เรียนในโรงเรียนตาดีกาตั้งแต่เด็ก และตาดีกาใช้หนังสือที่เขียนด้วยอักขระยาวี เป็นหนังสือเรียนของตาดีกา

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวต่ออีกว่า หากจะมองในโลกของการสื่อสารจะเห็นได้ว่า ข่าวในพื้นที่ชายแดนใต้หรือปาตานี นั้นเป็นข่าวที่สังคมมลายูในแถบนี้ให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย แต่ส่วนมากเราจะใช้ภาษาไทยในการเขียน จึงทำให้ผู้คนที่อยู่นอกประเทศเข้าใจยาก ฉะนั้นเราต้องมีการเขียนข่าวที่เป็นภาษามลายูหรือให้มีการแปลให้เป็นภาษามลายูด้วย

นายทวีศักดิ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า อักขระยาวี สำคัญต่อพื้นที่ปาตานีอย่างไรนั้น ขอตอบว่า อักขระยาวี เป็นตัวแปรสำคัญในกระบวนการสร้างสันติภาพด้วย เนื่องจาก หลักการของกระบวนการสันติภาพที่สำคัญคือความเข้าใจ สื่อที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจนั้น ต้องเป็นสิ่งที่ ผู้ที่รับสาร สามารถเข้าใจอย่างลึกซึ่ง ฉะนั้นหากเขียนด้วยภาษามลายู อักขระยาวี จะสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกร่วมได้ในระดับหนึ่งด้วย

Posted in Culture, NEWS, SOCIAL | Tagged ,

บันทึกจากคนนอก : อักษรยาวียังคงโดดเด่นในปาตานี

Posted on 0

อับดุลเลาะ วันอะฮ์หมัด 
หมายเหตุเผยแพร่ครั้งแรก
เว็บไซต์ฟาตอนีออนไลน์ เมื่อ 19 ก.พ.2016

 

กว่าสองเดือนที่ฉันอาศัยอยู่ในประเทศที่ขนานนามว่าเมืองช้างเผือก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของไทย การมาเยือนในครั้งนี้ ฉันมาพร้อมกับเพื่อนๆ อีกสี่คนจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อมาทำหน้าที่ในฐานะผู้สอนตามโครงการ การศึกษาเพื่อสันติภาพ และอีกทั้งเป็นการกระตุ้นในการใช้ภาษามลายูของคนในพื้นที่ภาคใต้ของไทย ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มภาคประชาสังคมอาเจะห์ หรือ Aceh Civil Society Task Force (ACSTF) กับกลุ่มภาคประชาสังคมปาตานี นั่นก็คือกลุ่มบูหงารายากรุ๊ป (Bunga Raya Group) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหวในประเด็นด้านการศึกษาและกลุ่มปัญญาชนปาตานีเป็นหลัก

การเรียนการสอนในรูปแบบการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ของไทย มิใช่เป็นเรื่องง่ายนัก ในที่นี้จะเห็นได้จากการที่สังคมส่วนใหญ่ที่นี่จะมีความมักคุ้นกับอักษรยาวีเป็นหลัก (ภาษามลายูที่เขียนด้วยอักษรอาหรับ) เมื่อเทียบกับอักษรไทย นับประสาอะไรกับอักษรโรมัน(ลาติน) ที่ถึงแม้นว่าทางสากลจะให้การยอมรับตัวเขียนอัลฟาเบตว่าเป็นมาตรฐานของตัวเขียนแล้วก็ตาม ทว่าสังคมที่นี่มักจะให้ความสำคัญกับตัวเขียนดังกล่าวนั้น ในฐานะตัวเลือกที่สองรองจากตัวเขียนยาวีและตัวเขียน ก.ไก่ (ภาษาไทย)

พยัญชนะของตัวเขียนยาวีนั้น เป็นการยืมจากพยัญชนะอาหรับแทบทั้งหมดและมีบางส่วนที่เอามาจากพยัญเปอร์เซีย ซึ่งพยัญชนะ(ตัวเขียนยาวี)นั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างอักษรอาหรับจำนวน 28 ตัว และอักษรเปอร์เซียจำนวน 5 ตัว ซึ่งพยัญชนะ “อลีฟ”(ا) ออกเสียงเป็น “อา”(أ)  ตัว “บาอฺ”(ب) ออกเสียงเป็น “บา” (با) เป็นต้น และเช่นเดียวกับตัว “ฆา”(ڬ)  คือเสียงที่มาจากอักษร “กอฟ” (ك) ที่มีจุดข้างบน ในขณะที่อักษร “ชา”(چ) ที่มีรูปแบบเหมือนตัว “จีม”(ج) ที่มีจุดสามจุดข้างล่าง และอื่นๆ

ตัวเขียนยาวีจะไม่มีการใช้วรรคยาวสั้น แต่จะใช้การเติมตัว “อลีฟ” “ยาอฺ” และ”วาว” เพื่อใช้เป็นสระ อา อี อู บางครั้งคนที่นี่มิค่อยใส่สระ ทำให้เกิดความสับสนในการทำความเข้าใจเช่นกัน

การใช้ตัวเขียนยาวีในภาคใต้ของไทยสามารถช่วยเหลือข้าพเจ้าที่ไม่รู้ ก.ไก่ ได้เยอะพอสมควร และการใช้ตัวเขียนยาวีมิใช่แค่เพียงในสถาบันปอเนาะและหนังสือเรียนเท่านั้น แต่ในสาธารณพบว่ายังมีการใช้ตัวเขียนยาวีเช่นเดียวกัน อย่างเช่น ป้ายบอกทาง ป้ายประชาสัมพันธ์ ห้องสุขา และแม้กระทั้งที่ห้างสรรสินค้าเอง ที่พบว่ามีการใช้ตัวเขียนยาวีอยู่เช่นกัน จากการสังเกตของข้าพเจ้า แม้แต่ในการใช้ชื่อเฟสบุ๊คพวกเขายังใช้ตัวเขียนยาวีเช่นกัน

อักษรโรมันในพื้นที่แห่งนี้จะไม่ได้รับความนิยมมากนัก ไม่ว่าจะเป็นปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางพื้นที่ทางภาคใต้ของไทย ซึ่งมีความลำบากพอสมควรสำหรับการเรียนการสอนของฉัน ซึ่งก่อนที่จะทำการสอนภาษามลายู มักจะต้องสอนพวกเขาให้เขียนและรู้จักพยัญชนะโรมันก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งที่นี่ได้เพิ่มภาระให้กับตัวฉันเองเป็นอย่างมาก และพวกเขาทำให้ฉันต้องปวดหัวยิ่งนัก ลองจินตนาการดูว่า ฉันกำลังสอนเด็กๆ ที่มีอายุประมาณ 10-19 ปี ทว่าพวกเขาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถที่จะอ่านตัวเขียนโรมันได้ และไม่ค่อยนักที่พวกเขาจะร้องขอให้ฉันเขียนชื่อพวกเขาในภาษาโรมัน(รูมี) ซึ่งคำนวณดูแล้ว สัดส่วนที่ไม่สามารถอ่านภาษาโรมันได้ไม่น้อยกว่า 50% ของประชากรที่อาศัยอยู่ในภาคใต้ของไทย ที่ไม่สามารถอ่านภาษาโรมันได้ ซึ่งหากไม่สามารถที่จะอ่านตัวเขียนรูมีแล้ว คงเข้าข่ายเหมือนการไม่รู้หนังสือโดยปริยาย ซึ่งสังคมในภาคใต้ของไทยส่วนใหญ่ก็คงเป็นเช่นนั้น

ว่าด้วยตัวเขียนยาวี เมื่อศตวรรษที่ 15 และ 16 แห่งคริสต์ศักราช วรรณกรรมมลายูมีการแพร่หลายอย่างกว้างขวาง ความยิ่งใหญ่และความมีสง่าในช่วงอดีตที่ผ่านมา ถึงกระนั้นสังคมทางภาคใต้ของไทย ยังคงมีความมุ่งมั่นปรารถนาที่จะอนุรักษ์เรื่องดังกล่าว ถ้าหากย้อนดูประวัติศาสตร์ของตัวเขียนยาวีแล้ว จะพบว่าเริ่มแรกนั้นมีการแพร่หลายมาจากคาบสมุทรปาไซ ซึ่งเป็นการเผยแพร่อย่างคู่ขนานพร้อมกับการแผ่อิทธิพลของศาสนาอิสลามในเอเชียอาคเนย์แห่งนี้ ซึ่งได้กลายเป็นภาษากลางโดยปริยาย ในฐานะภาษาเพื่อการสื่อสารระหว่างกันในภูมิภาคแห่งนี้

ตัวเขียนยาวีนั้นมีคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ยิ่งนักและได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางศิลปะ พร้อมๆ กับการเป็นอัติลักษณ์สำหรับคนมุสลิม ทว่า ณ วันนี้ สำหรับเยาวชนรุ่นใหม่ของอาเจะห์เอง กลับพบว่าพวกเขาไม่ค่อยให้ความสนใจในการศึกษาตัวเขียนยาวีอีกแล้ว ทั้งๆ ที่อาเจะห์เองเป็นเมื่องแห่งชารีอัต อย่างน้อยก็ต้องมีคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะอนุรักษ์ไว้ซึ่งอัติลักษณ์ของตัวเขียนยาวี ซึ่งสิ่งที่น่ากังวล ณ ตอนนี้คือ อย่าว่าแต่จะเขียนยาวีอ่านก็ยังไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ได้บันทึกเอาไว้มากมายถึงตำรางานเขียนของอูลามาอฺอาเจะห์ทั้งหลายล้วนเขียนตำราด้วยตัวเขียนยาวี

ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ มีเพียงสามเมืองเท่านั้นที่ได้ขนานนามว่าดารุสสาลาม นั่นก็คือ อาเจะห์ดารุสสาลาม ปาตานีดารุสสาลาม และบรูไนดารุสสาลาม ซึ่งปาตานีและบรูไนยังคงมีการกระตุ้นส่งเสริมเพื่อให้ใช้ตัวเขียนยาวีกันอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าอาเจะห์เองอาจสามารถรักษาไว้ซึ่งมรดกแห่งบรรพชนนี้ได้ ในการอนุรักษ์ตัวเขียนยาวีให้คงอยู่สืบไป

 

แปลจาก http://www.kanalaceh.com/2016/02/05/citizen-reporter-arab-jawi-mengakar-di-thailand-selatan/

 

นางสาวเมาลีเดีย อาดินดา (หนึ่งในคณะผู้แทนจากกลุ่มภาคประชาสังคมอาเจะห์ACSTF ภายใต้โครงการการศึกษาเพื่อสันติภาพ และภาษามลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)

 

Posted in ARTICLE, Culture, SOCIAL | Tagged , , , ,

ครอบครัวแวมะนอ เลือกทางใหม่ ไม่ขออุทธรณ์ คดีปอเนาะญีฮาด

Posted on 0

14 ก.พ. 2559 ที่ผ่านมา ครอบครัวแวมะนอ ปอเนาะญีฮาดวิทยา ได้เก็บข้าวของทั้งหมดที่มีอยู่ในบ้านของครอบครัว ย้ายออกไปเก็บและพักอาศัยชั่วคราว ที่โรงเรียนตาดีกากือแด บริเวณมัสยิดมัสยิดกือแด(ท่าด่าน) ) ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ. ปัตตานี   ในการย้ายบ้านวันนี้ มีชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงและศิษย์เก่าของปอเนาะได้ไปช่วยยกข้าวของ ในวันนี้อีกด้วย

นาย บันยาล แวมะนอ ในฐานะลูกชายของนายดุลเลาะ  แวมะนอ กล่าวว่า ผมเคารพในการตัดสินของศาล แต่สาเหตุที่ครอบครัวไม่ ยื่นอุทธรณ์ เนื่องจากเหนื่อยกับกระบวนการยุติธรรมที่ต่อสู้มานานแล้ว และได้ปรึกษาครอบครัว กลุ่มศิษย์เก่า และชาวบ้านในพื้นที่ ทุกคนตัดสินใจตรงกันว่าให้ครอบครัวย้ายออกจากปอเนาะ ทางศิษย์เก่าและชาวบ้านจะหาที่ดินใหม่ให้ครอบครัวได้อาศัยและสร้างโรงเรียนใหม่ตามเจตนารมณ์ของบาบอ

นาย บัลยาน  ยังได้กล่าวอีกว่า “สำหรับเรื่องนี้ น่าจะจบได้แล้ว  ไม่ขออุทธรณ์ให้ยืดเยื้อไปอีก โดยที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะจบสิ้น

เพราะ ที่ผ่านมารู้สึกเครียดกับการถูกกดดันจากหลายฝ่ายให้ยื่นอุทธรณ์ ทั้งๆ ที่อยากให้จบๆ รัฐจะเข้ามาทำอะไรในที่ดินก็เป็นเรื่องของรัฐ ตอนนี้เราได้ย้ายข้าวของและครอบครัวไปอาศัยมัสยิดท่าด่านในชุมชนอยู่ไปก่อนแล้วและต่อไปรอหารือกับชาวบ้านและศิษย์เก่าว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหนต่อไป”

นายบัลยาน ยังได้กล่าวอีกว่า ส่วนที่ศาลเชื่อว่า พ่อเป็นคนผิดก็ให้เกี่ยวข้องกับพ่อ  ซึ่งผมเองก็ไม่ทราบว่าพ่อผมไปทำอะไรบ้าง แต่ที่ทำรัฐทำกับครอบครัวในวันนี้ เหมือนกำลังเล่นฟุตบอล ที่โยนไปโยนมา การย้ายบ้านของเราในวันนี้ เหมือนกับว่า เราได้จ่ายหนี้รัฐแล้ว เมื่อไม่มีหนี้แล้ว ก็ควรหยุด ต่อไปนี้ คงไม่มีแล้ว การที่ส่งคนโน้น คนนี้ มาอีก เรา อยากจะใช้ชีวิตปกติแบบชาวบ้านทั่วไป” นายบัลยาน กล่าว

 

สำหรับ ยาวาฮี แวมะนอ ภรรยาของนายดุลเลาะ แวมะนอ ได้กล่าวว่า  “วันนี้ถ้าถามความรู้สึก มามา คงตอบไปว่า ความรู้สึก หมดไปแล้ว ฉะนั้น วันนี้ มามา มาคิดในทางที่ดี อัลลอฮ์  ได้กำหนดไว้แล้ว ให้ เราได้ฮิจเราะฮ์  อพยพเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ไม่รู้สึกเสียดายกับมูลค่าทรัพย์สิน ที่เราได้ย้ายมา สักนิดเดียว เราเชื่อว่า การฮิจเราะห์ ของเราในวันนี้ จะพบกับสิ่งที่ดีกว่านี้ คือการอยู่อย่างสบายใจ”  ภรรยา นายดุลเลาะ กล่าวทิ้งท้าย

ในส่วนของ นายมูฮัมหมัดนาวาวี หะยีอับดุลกอเดร์  อีหม่ามประจำมัสยิดกือแด(ท่าด่าน)  กล่าวว่า  “สำหรับชาวบ้านพร้อมให้ทางเลือกกับครอบครัว ตามความสะดวก จะอยู่ที่มัสยิดพัก ที่อาคารตาดีกา ไปก่อน หรือจะไปพักที่บ้านชาวบ้าน ชาวบ้านก็ยินดี

สำหรับ มาตรการช่วยเหลือนั้น จะมีการหารือกับชาวบ้านว่าจะดำเนินการสมทบทุนเพื่อสร้างที่อยู่ใหม่ในรูปแบบไหน อย่างไรต่อไป” อีหม่านมัสยิด กือแด กล่าว

Posted in ARTICLE, Culture, Education, Human Rights, POLITICS, RELEGION, SOCIAL

เมาลิดสัมพันธ์อูแบความร่วมมือระหว่างปอเนาะกับชุมชน

Posted on 0

กีดัม การิง   อาสาสมัครสำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ2559สถานศึกษาปอเนาะฆูนุงอามานร่วมกับชาวบ้านได้มีการจัดกิจกรรมเมาลิดสัมพันธ์ ณ สถานศึกษาปอเนาะฆูนุงอามาน (ปอเนาะอูแบ)หมู่ที่ 1 บ้านอูแบ ตำบลบาเจาะ อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ภายในงานมีการบรรยายเกี่ยวกับเมาลิด ผู้เข้าร่วมโดยประมาณ 500 คน

 

นายบีดิง มะลี โต๊ะครูสถานศึกษาปอเนาะฆูนุงอามาน (ปอเนาะอูแบ) กล่าวว่า“จัดงานเมาลิดสัมพันธ์ในครั้งเป็นงานสำคัญของพี่น้องมุสลิมที่จะรำลึกถึงศาสดามูฮัมหมัด(ซ.ล)ในมารยาทอันดีงามรูปแบบความในประพฤติปฏิบัติตามที่ได้เป็นแบบอย่างเพื่อให้คนในชุมชนและนักเรียนให้มีจิตในรำลึกถึงมีพระคุณและอยากเห็นคนในชุมชนได้มีความสัมพันธ์กัน” นายบีดิงกล่าว

 

นายมะสุกรี อภิบาลแบ ผู้ใหญ่บ้านอูแบ กล่าวว่า“ผมรู้สึกภูมิใจได้เห็นชาวในชุมชนได้มีความร่วมมือกันกับงานเมาลิดสัมพันธ์ ในวันนี้รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่ง ถ้าเป็นไปได้ในวันข้างจะจัดให้ใหญ่กว่านี้อีก ได้เห็นคนในชุมชนมีความสามัคคีอยู่ร่วมกันและอยากให้เด็กที่เรียนที่ได้เห็นเป็นตนแบบเพื่อได้นำไปใช้ชุมชนของตนเอง” นายมะสุกรี กล่าว

 

นายมูหะมัดอาบีดิน บาระตายะ ผู้อำนวยการโรงเรียนดำรงวิทยา กล่าวว่า “ส่วนตัวผมเอง รู้สึกดีถ้าเป็นกิจกรรมที่มีสัมพันธ์ทำงานร่วมกัน ส่วนมากคนในชุมชนไม่ค่อยมีการทำงานร่วมกัน ได้มีการจัดกิจกรรมแบบนี้ได้เห็นคนในชุมชนได้มีการทำงานร่วมมือกัน แม้ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้บริหารท้องถิ่นหรือฝ่ายปกครองจะมีความร่วมมือกันถึงจะอะไรมีความสำเร็จในศาสนาก็มีการสอน แม้ว่าจะทำอะไรก็ตามถ้ามีความร่วมมือกันเกิดผลความสำเร็จ”นายมูหะมัดอาบีดิน กล่าว

 

นายวีรยุทธเหล็มเล้า ปลัดอำเภอบันนังสตา กล่าวว่า“วันนี้ได้รับมอบหมายจากนาอำเภอให้เข้าร่วมกิจกรรมเมาลิดสัมพันธ์ที่ปอเนาะฆูนงอามาน(ปอเนาะอูแบ) รู้สึกยินดีในฐานะผมเป็นมุสลิมคนหนึ่งที่ได้รับเกียจร่วมในกิจกรรมในครั้งนี้ก็รู้สึกยินดี เนื่องจากว่างานเมาลิดนี้เป็นงานสำคัญของพี่น้องมุสลิมที่จะรำลึกถึงศาสดามูฮัมหมัด(ซ.ล)ในมารยาทอันดีงามรูปแบบความในประพฤติปฏิบัติตามที่ได้เป็นแบบอย่าง อัลลอฮ.ส่งศาสดามาเพื่อในเป็นแบบอย่างเพื่อในการตักตื่นพี่น้องมุสลิมได้อยูในอิสลามขยายไปสู่พี่น้องต่างศาสนิ รู้สึกดีใจในความร่วมมือของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนค่าราชการก็มาร่วมหมดไม่ว่าจะเป็นต่างมุสลิมหรือไม่ต่างศาสนิมาดูในกิจกรรมเมาลิดของพวกเราในวันนี้เป็นสิ่งที่ดีจะขยายรูปแบบการเผยแพร่ศาสนารูปแบบหนึ่งของศาสดาเราในมารยาททอันดีงามให้คนได้รับรู้ปฏิบัติต่อไปในอนาคต” นายวีรยุทธกล่าว

Posted in Culture, NEWS | Tagged , , ,

ภาษามลายูในมโนสำนึกของรัฐไทย : ความรุนแรงและการกดขี่ทางวัฒนธรรม

Posted on 0

Abdulloh Wanahmad  : AwanBook

 

ความจริงผู้เขียนเองปรารถนาที่จะถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ด้วยภาษามลายู เพื่อมิอยากก่อสภาวะย้อนแย้งกับสิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะวิพากษ์ ในประเด็นเกี่ยวกับอัตลักษ์ของคนมลายูปาตานี โดยเฉพาะในด้านภาษาอันเป็นแก่นสารที่แสดงถึงการเป็นอยู่และการดำรงของชาติพันธุ์ๆ หนึ่งในผืนพิภพแห่งนี้

แต่ด้วยความที่ว่าสังคมและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายล้วนมีความถนัดในภาษาไทย ผู้เขียนเองจำต้องใช้ภาษาไทยในการบอกกล่าวถึงความจริงที่ได้ประสบกับสังคมมลายู ที่ถูกทำลายตัวตนของวัฒนธรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เว้นแม้กระทั่งภาษา ที่กำลังจะถูกกลืนลงไปในหุบเหวลึกแห่งความหลังของประวัติศาสตร์การต่อสู้ของบรรพชนจวบกระทั่งปัจจุบัน ที่กำลังจะสู่ห้วงสมัยแห่งโลกาภิวัตน์ ที่อาจถูกหลงลืมในอนาคต

ในฐานะผู้เขียนเติบโตในพื้นที่แห่งนี้ อันเป็นดินแดนแห่งสนธยาในด้านของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่กำลังเร่าร้อนและยังคุกรุ่นของควันไฟแห่งสงครามและความขัดแย้งนานนับศตวรรษ

หลายครั้งด้วยกันปรากฏการณ์ในพื้นที่แห่งนี้ ที่กำลังดำรงอยู่ตั้งแต่ผู้เขียนจำความได้ ได้ก่อคำถามมากมายที่ยังคงไม่มีคำตอบจนถึงทุกวันนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นเรื่องที่น่าวิตกก็คือ กลุ่มชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐแบบกึ่งปกครองกึ่งการกดทับ ซึ่งบางครั้งทั้งสองอย่างนั้นจะแยกมิออกด้วยซ้ำ สิ่งใดที่รัฐเรียกว่าการปกครองและสิ่งใดที่รัฐกำลังกดทับกลุ่มคนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศที่พร่ำกระพือโหมโรงต่อสายตาชาวโลกว่าเป็นเมืองที่ดำเนินการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาโดยตลอด ประเทศที่ให้สิทธิและเปิดโอกาสให้แกพลเมืองในการดำรงตนอยู่บนครรลองของความเชื่อและประเพณีของปัจเจกชนแม้กระทั่งกลุ่มชน

แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับผู้ที่มีจิตสำนึกและปัญญาชนของชาวมลายูก็คือ อัตลักษณ์ตัวตนของชาวมลายูปาตานีจะไม่สูญพันธุ์จริงหรือ? ยิ่งเมื่อสังคมมลายูเองแม้กระทั่งในโลกมลายู ยังคงพร่ำสอนลูกหลานถึงความยิ่งใหญ่ของชาติพันธุ์มลายู ด้วยคมปราชญ์ที่ว่า มลายูคงไม่มีวันสาบสูญจากโลกใบนี้ (Melayu takan hilang di dunia) ทว่าเมื่อมองย้อนกลับมายังอาณาบริเวณปาตานีแห่งนี้ วาทกรรมดังกล่าวมิอาจเป็นจริงได้สำหรับชาวมลายูปาตานี

ซึ่งเมื่อสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัย ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเป็นไปของสถานการณ์ของภาษามลายู ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ควรจะเป็น ตามสภาวะแวดล้อมของสังคมนั้นๆ

ความจริงแล้วภาษาอาจมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น ตามความรุ่งเรืองของยุคสมัยและสังคมที่กำลังวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะเราจะเห็นได้จากการที่ทุกภาษาที่มีอยู่ในโลกล้วนมีการพัฒนาไปตามสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งในพจนานุกรมของแต่ละประเทศที่จะมีการปรับปรุงเกือบทุกสมัย และบางประเทศอาจปรับปรุงเพิ่มเติมคำต่างๆ ลงไปในพจนานุกรม อันเป็นรากศัพท์ใหม่ เพื่อเป็นการรักษาความสมบูรณ์ของแต่ละภาษาของชนชาตินั้นๆ ที่จะต้องเป็นที่อ้างอิงในงานเขียน งานวิชาการ และในด้านวรรณกรรม

ทว่าสำหรับสังคมปาตานีแล้ว หากมองดูสถานการณ์ทางด้านภาษา กลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม ที่นับวันยิ่งอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก กล่าวคือนับจากอดีตเป็นต้นมาสังคมปาตานีได้ตกอยู่ในสภาวะตกระกำลำบากทั่วทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเมืองที่ต้องถูกบีบรัดด้วยระบบการปกครองจากบนลงล่าง ในด้านเศรษฐกิจทีอยู่ในสภาวะขาดแคลนยากไร้ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ที่มิสามารถจัดการบริหารตามความเหมาะสมของพื้นที่ได้ ในด้านการศึกษาที่ถือเป็นกุญแจหลักในการตอบโจทย์สภาพปัญหาสังคมโดยรวมในอนาคต ที่อยู่ในช่วงของการถูกต้อนบังคับเข้าระบบที่มีหลักสูตรเป็นเครื่องมือล้างความคิด เพื่อตอบสนองนโยบายฉบับสุดโต่ง ณ ขณะนั้น ที่อยู่ในช่วงการดำเนินการเข้าควบคุมความคิด ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม เพื่อให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของผู้ปกครองในช่วงนั้น

ส่วนในด้านภาษาถึงแม้ไม่มีการดำเนินการขจัดอย่างชัดแจ้ง แต่มันก็ได้ร่อยหรอลงไปอย่างอัตโนมัติ เมื่อทางผู้ปกครองมิได้เปิดโอกาสให้กับภาษามลายูได้เบ่งบานอย่างสะดวกราบรื่น อีกทั้งยังมีความคับแคบในการเปิดพื้นที่ให้กับสังคมที่สนทนาด้วยภาษามลายูอันเป็นภาษาแม่ของตน ทำให้ความเข้มแข็งของภาษามลายูปาตานีนับจากนั้น ตกอยู่ในช่วงขาลงและหมดโอกาสที่จะได้พัฒนาภาษามลายูโดยปริยาย

เมื่อภาษามลายูถูกดัดมิให้เติบโต วรรณกรรมมลายูต้องพลอยห่างหายจากสังคมปาตานี ประกอบกับวารสารและงานตีพิมพ์ถูกตรวจสอบจากผู้ปกครอง ทำให้ผู้เป็นปัญญาชนที่ขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว ต่างทิ้งภาระงานและหน้าที่ ทำให้สังคมปาตานีไร้ซึ่งสื่อที่เป็นภาษามลายูโดยดุษฎี

ถึงแม้ในบางช่วงจะปรากฏสื่อสิ่งพิมพ์ในรูปแบบวารสาร แต่ก็อยู่ได้ไม่นานมิอันต้องปิดตัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ประเด็นภาษามลายูที่เป็นเสมือนปัจจัยหนึ่งที่เป็นสิ่งที่น่าวิตกของปัญญาชนปาตานี ที่มีความกังวลต่อลมหายใจแห่งอัตลักษณ์ ที่อาจต้องสลายสิ้นในสักวัน ด้วยเหตุนี้ทำให้สังคมมลายูปาตานีจากอดีตจวบจนปัจจุบัน การต่อสู้ในเชิงอนุรักษ์ภาษาแห่งภูมิบุตรมิเคยห่างหายไปจากสังคมปาตานี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และอุณหภูมิของการเมืองและบริบทพื้นที่ ณ ขณะนั้น

อย่างไรก็ตามถึงแม้การต่อสู้ของท่านหะยีสุหลงในอดีตยังไม่บรรลุผล ที่ได้ยื่นข้อเรียกร้องเจ็ดข้อ หนึ่งในนั้นคือเรื่องการใช้ภาษามลายู ที่ต้องการให้ประกาศใช้เป็นภาษาทางการควบคู่กับภาษาไทย ทั้งในโรงเรียนประถมตลอดจนในหน่วยงานราชการ แต่ปรากฏการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน เสมือนรัฐเองก็คงมิอาจหลีกพ้นในเรื่องดังกล่าว

แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่รัฐเองยังมีความเคลือบแคลงสงสัยและกังวลต่อการดำรงอยู่ของภาษามลายู ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งรัฐ หากภาษามลายูยังคงเติบโตได้อย่างราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ ในการธำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์แห่งตนในอนาคต

และยิ่งเป็นที่น่าเสียดายอีก ในเมื่อนโยบายของรัฐเอง ยังคงมีความมืดดำและจุดด่างพร้อยแฝงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่พยายามที่จะทำลายภาษาของชนกลุ่มน้อยในประเทศของตนอย่างจงใจ ด้วยการพยายามทดลองด้วยนานาวิถี ถึงกระนั้นยังไม่ลดละความพยายามดังกล่าว จนกระทั่งถึงขั้นใช้วิธีการทดลองหลักสูตรแบบทวิภาษา โดยการสอนภาษามลายูด้วยอักขระไทย ที่กำลังอยู่ในช่วงการดำเนินการทดลอง

ทว่าสิ่งที่ประจักษ์ชัดในความพยายามของรัฐนั้น คือการพยายามบีบรัดการเจริญเติบโตของภาษามลายู ให้อยู่ในอาการแคระแกร่น มากกว่าที่จะให้พื้นที่และมีความอิสระในการดำเนินการพัฒนามรดกทางภาษาอันเป็นกลุ่มชนหนึ่งของประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์สิ่งที่มีอยู่และฟื้นฟูสิ่งที่กำลังจะหายไป

วันนี้รัฐเองยังคงให้การสนับสนุนชนิดจุนเจืองบประมาณมากกว่าการสนับสนุนอย่างเต็มพิกัด ในฐานะเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการประคับประคองภาษามลายูที่อยู่ในสถานการณ์กึ่งเป็นกึ่งตายเช่นนี้

ภาครัฐเองรู้ทั้งรู้ถึงความเป็นจริงที่กำลังประสบกับภาษามลายูในปาตานี ที่ค่อนข้างน้อยนิด และที่สำคัญหน่วยงานรัฐเอง ที่ได้มีการริเริ่มใช้ภาษามลายูในสถานที่ราชการ ถึงกระนั้นมิได้เป็นการยินดีปรีดาไม่ หากแต่อยู่ในฐานะการให้ความเคารพต่อคนในพื้นที่เท่านั้น เพราะหากสังเกตการใช้คำล้วนมีความบกพร่องเกือบ 80-90% เสมือนเขียนเพื่อให้เห็น จะถูกหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ปัญหาภาษามลายูปาตานีที่ไม่มีมาตรฐานในการใช้ สาเหตุหนึ่งมาจากการอ่อนด้อยของสังคมเกี่ยวกับภาษามลายูเอง อันเนื่องมาจากอิทธิพลของภาษาไทยที่ได้เข้ามามีบทบาทเหนือกว่าภาษาแม่ของตนไปเสียแล้ว สองเกิดจากความสะเพร่าของหน่วยงานรัฐเอง ที่มิให้ความสำคัญเท่าที่ควรจะเป็น สามเพราะยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในด้านภาษามลายูโดยตรงเป็นการชัดเจนทั้งประจำสถาบันชาติและแม้กระทั่งในพื้นที่เอง ที่รัฐเป็นผู้สนับสนุน เหมือนอย่างประเทศเพื่อนบ้าน

วันนี้สิ่งที่เราได้เห็นปรากฏการณ์ก็คือ ภาษามลายูยังคงเป็นภาษาที่นับวันยิ่งมีความถดถอยลงทุกขณะ ถึงแม้จะมีพื้นที่ในการสื่อสารก็ตามแต่ ล้วนใช้ไปในทางที่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่ยังคงมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในแง่การใช้คำและประโยคที่ไม่ถูกต้อง

 

หมายเหตุ : สำนักสื่อวาร์ตานี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งเนื้อหา ท่าที และความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกองบรรณาธิการ

 

Posted in ARTICLE, Culture, Human Rights | Tagged , , ,

ผลวิจัยพบ ว่าว Ber Emas ว่าวของคนมลายูปาตานี กำลังเตรียมจดสิทธิบัตรทางปัญญา

Posted on 0

Zawawee Jujur

จากการทำศึกษาวิจัยเรื่องว่าวพบว่า ในอดีตที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมคนมลายูมีการละเล่นว่าว Ber Emas ในมะโย่ง ตอนแดวอมูดอ และยังพบอีกว่า ว่าวชนิดนี้เป็นว่าวที่เจ้าเมืองทำการพยากรณ์อากาศบ้านเมืองในสมัย 7 หัวเมืองปาตานี จากหลักฐานของช่างหลวงสายบุรี
เป็นที่เข้าใจว่า ว่าวบูแลหรือว่าววงเดือนนั้น เป็นลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรมของชายแดนใต้ เนื่องจากเราได้เห็นการละเล่นว่าวมาเป็นเวลาช้านานกว่า 500 ปีมาแล้ว แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าว่าวบูแล คือลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรมของมาเลเซีย ตามที่มาเลเซียได้จดเป็นสิทธิบัตร มรดกทางปัญญาของประเทศตัวเอง

นายรัศมินทร์ นิติธรรม ประธานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขุนละหารและผู้ใหญ่บ้าน ม.7 ตำบลละหาร อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า “ด้วยสาเหตุที่ ว่าวบูแลหรือว่าววงเดือน ได้กลายเป็นลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรมของมาเลเซียแล้ว ตนก็ได้มีแนวคิดว่า จะหาว่าวชนิดใดที่เป็นว่าวของคนชายแดนใต้ จึงพบว่า ในอดีตนั้น เคยมีว่าวที่ชื่อ Ber Emas ที่แปลว่า “ทอง” เนื่องจากตกแต่งด้วยทอง แรกเริ่มไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ว่าวชนิดนี้ มีรูปร่างแบบไหน จึงได้ไปศึกษาดูทราบว่า ว่าวชนิดนี้ มีการใช้ในการละเล่นมะโย่ง ตอนแดวอมูดอ  ซึ่งว่าว Ber Emas นั้น มีการประดิษฐ์ โดยการใช้ ไม้ไผ่ถึง 23 ก้าน ในขณะที่ว่าวบูแลใช้ไม้ไผ่แค่ 7 ก้าน ส่วนรูปร่างนั้นมาจากเทพของฮินดู แต่ก็มีการปรับเปลี่ยนให้ออกมาในลักษณะที่สอดคล้องกับมลายูอิสลามมากขึ้นด้วยการตกแต่งดอกไม้
นายรัศมินทร์ เล่าให้ฟังอีกว่า ในสมัยเจ็ดหัวเมืองนั้น ว่าว Ber Emas เจ้าเมืองใช้ในการพยากรณ์อากาศ ซึ่งในปัจจุบันมีหลานของช่างหลวงที่สายบุรีที่พบหลักฐานว่า ว่าว Ber Emas มีการใช้ไม้ไผ่จำนวน 23 ก้านจริง ตนจึงเชื่อว่า นั่นคือหลักฐานยืนยัน ในสมัยนั้นช่างหลวงสายบุรีเป็นคนทำว่าว Ber Emas
นายรัศมินทร์ เล่าต่อว่า ตนก็อยู่ในช่วงทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็ได้ศึกษาเรื่องว่าว ชนิดนี้ และจะมีการเตรียมไปจดทะเบียนขึ้นลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของคนมลายูในชายแดนใต้ต่อไป

 

——————————————————

ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http:[email protected]_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

Posted in ARTICLE, Culture | Tagged , ,

วัฒนธรรมต่อขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมปาตานี

Posted on 0

ซัมรี  สาวี  รหัสนักศึกษา WGM141001
นักศึกษาในโครงการฝึกปฏิบัติงานนักผลิตสื่อเพื่อสันติภาพ
Wartani Grassroots Media – Internship

 

วัฒนธรรม เกิดขึ้นด้วยบริบทของมนุษย์และสังคม โดยแต่ละสังคมจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของบริบทสังคม บุคคล กลุ่มคนหรือชุมชน  ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้น ทำให้เกิด วิถีการดำเนินชีวิต การแต่งกาย การกิน ดื่ม และการอยู่อาศัยที่ต่างกัน พูดได้ว่าวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดปัจจัยสี่นั่นเองการแสดงออกทางกายภาพความรู้สึกทางอารมณ์ พฤติกรรมและการกระทำต่างๆของบุคคลหรือกลุ่มชนในสังคมจะเป็นตัวกำหนดความเหมาะสมและการยอมรับ เช่นในบางสังคมยอมรับการเปิดเผยศีรษะของสตรีเพศ แต่ในบางสังคมกลับปฏิเสธในสิ่งนั้น

ฮัสนี ดอเลาะแล ประธานศูนย์ วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS) กล่าวว่า “ในปัจจุบันนี้สังคมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งเป็นสังคมที่เป็นมุสลิมส่วนใหญ่มีวิธีการในการดำเนินชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตแห่งอิสลาม นับวันก็ยิ่งห่างไกลกับวิถีชีวิตแบบอิสลาม จะทำอย่างไรให้สังคมเราอยู่ในรูปแบบของสังคมอิสลาม”

ฮัสนี กล่าวอีกว่า “สังคมบ้านเราเดียวนี้มักจะเลียนแบบการดำเนินชีวิตของศาสนาอื่นมาใช้ เช่น การแต่งกาย อาหารการกิน เป็นต้น ซึ่งสมัยก่อนนั้นไม่เคยเกิดขึ้น  จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ทำงานด้านวัฒนธรรมจะต้องคิดแก้ปัญหา และเผยแพร่ข้อมูลวิถีชีวิตที่เป็นแบบอิสลามให้สังคมรับรู้และเกิดการปฏิบัติ

เราควรที่จะให้สังคมนี้รับรู้ตระหนักและเข้าใจว่า วิถีชีวิตแห่งอิสลามเป็นอย่างไร ให้เห็นความสำคัญของวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมอิสลาม เมื่อเห็นความสำคัญและเข้าใจแล้วสังคมก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง เกิดคุณค่าและอนุรักษ์สืบไป” ฮัสนี กล่าว

ฮัสนี กล่าวเพิ่มเติมว่า “วัฒนธรรมจึงเป็นเครื่องมือที่สร้างระเบียบ กฎเกณฑ์ ในสังคมมนุษย์ เป็นมรดกทางสังคมทำให้สังคมมีแบบแผนของการดำเนินชีวิต ซึ่งสังคมที่มีวัฒนธรรมเดียวกันย่อมที่จะมีความรู้สึกที่ผูกพันกัน ทำให้สังคมเกิดความสามัคคีในกลุ่มชนนั้น และที่สำคัญวัฒนธรรมนั้นเป็นเครื่องกำหนดของความเจริญหรือความเสื่อมของสังคมอีกด้วยดังนั้น การต่อสู้ในทางวัฒนธรรมของสังคมใดๆจึงกำเนิดขึ้นเพื่อดำรงไว้ซึ่งกฎเกณฑ์ ระเบียบแบบแผน ความเรียบร้อย ในบริบทของการยอมรับร่วมกันของวัฒนธรรมตนเอง

วัฒนธรรมในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมปาตานี เริ่มมีการเคลื่อนไหวนับจากรัฐได้ใช้นโยบายกลมกลืนทางวัฒนธรรมให้เป็นวัฒนธรรมเดียวกัน คือ วัฒนธรรมไทย แต่โดยรวมแล้วบริบททางสังคมที่แตกต่างกันนั้นไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ล้วนแล้วมีอัตลักษณ์ของตนเองมาช้านาน และที่สำคัญวัฒนธรรมปาตานีก็ได้มีกฎเกณฑ์ ระเบียบแบบแผน และอยู่บนบรรทัดฐานการให้ความยอมรับในสังคมอย่างเด่นชัด

ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเชื้อชาติมลายูปาตานีที่อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขไร้ซึ่งการแบ่งแยกของกลุ่มชนในสมัยประวัติศาสตร์นำมาสู่การเรียกร้องประเด็นวัฒนธรรมของตนเองที่ตกทอดมาสู่ปัจจุบัน” ฮัสนี กล่าว

ฮัสนี กล่าวต่อว่า “การเรียกร้องและการเคลื่อนไหวประเด็นทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่มีมายาวนานนั้น เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า คนในสังคมปาตานียังคงต้องการรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตนเอง สังเกตได้จากการก่อเกิดของกลุ่มคนที่มุ่งส่งเสริมอนุรักษ์และรณรงค์ความเป็นมลายูปาตานียังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน

ทั้งเพื่อส่งเสริมการพูดภาษามลายู การแต่งกาย วิถีความเป็นอยู่การละเล่น เป็นต้น รวมไปถึงการจัดตั้งกลุ่มในสถานศึกษาเพื่อสร้างจิตสำนึกของความเป็นชาติพันธ์มลายูให้กับนักศึกษาที่จากบ้านเกิดแต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นอยู่ในบริบทของวัฒนธรรมมลายูได้ สิ่งเหล่านี้เป็นปรากฏการณ์ส่วนหนึ่งที่คนในพื้นที่ยังคงให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมของตน และนั่นคือการสร้างพื้นที่หนึ่งเพื่อเผยแพร่ความเป็นสังคมที่มีแบบแผนและกฎเกณฑ์ ตลอดจนแสดงอัตลักษณ์ของตนเองให้สังคมภายนอกได้รับรู้” ฮัสนี กล่าว

ฮัสนี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาคประชาสังคมในพื้นที่ก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่ร่วมกันผลักดันกับสิ่งเหล่านี้ ด้วยอุดมการณ์ของความเป็นมลายูปาตานีนำมาสู่การจัดขบวนงานเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริม ฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมมลายูปาตานีให้ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เคยมีมาและสามารถปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น ความร่วมมือร่วมใจในการทำกิจกรรมในสังคม ความเกื้อกูลกันระหว่างคนในชุมชน ความเสมอภาคระหว่างชนชั้น เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมที่เคยมีมาของคนในพื้นที่

ดังนั้นโดยภาพรวมมิติวัฒนธรรมในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมปาตานีล้วนเป็นความต้องการของคนในพื้นที่ที่ต้องการสร้างบรรยากาศขอความเป็นมลายูให้เกิดขึ้น  อิทธิพลการขยายตัวของวาทกรรมสากลที่ว่าด้วย สิทธิ ท้องถิ่น และความหลากหลายทางวัฒนธรรมก็เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความชอบธรรมในงานเคลื่อนไหวประเด็นวัฒนธรรมของตนเองฉะนั้นแล้วความชอบธรรมจะสมบูรณ์หากประชาชนในพื้นที่ให้ความสำคัญกัวัฒนธรรของตนเองอย่างจริงจัง โดยวางอยู่บนพื้นฐานสำคัญ คือ สังคมต้องเปิดพื้นที่ของการยอมรับและเคารพใน“ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของชาติพันธุ์นั้นๆด้วยเช่นกัน” ฮัสนี กล่าว

——————————————————

ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http:[email protected]_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

Posted in ARTICLE, Culture | Tagged , ,

Awan Book รณรงค์อักษรยาวี ผ่านสื่อออนไลน์

Posted on 0

Awan Book รณรงค์อักษรยาวี ผ่านสื่อออนไลน์


11200614_1590092664578460_1433144966043845287_n

สำนักพิมพ์อาวัณบุ๊ก (Awan Book) เปิดตัว จดหมายข่าว Cetusan รายปักษ์ ซึ่งเผยแพร่ผ่าน เวปไซด์ www.issuu.com/awanbook เพื่อรณรงค์ให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงอัตลักษณ์ของตนเอง ผ่านภาษาเขียนยาวี ที่กำลังจะหายไป เพราะไม่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ และสาเหตุสำคัญเนื่องจากไม่มีสื่อยาวีให้บริโภค จึงเป็นที่มาของจดหมายข่าวออนไลน์นี้ นอกจากช่องทางเวปไซด์แล้วจะขอรับไฟล์ pdf ก็ได้ ตามความสะดวก ทางสำนักพิมพ์อาวัณบุ๊ก จะส่งไฟล์ให้อ่านหรือปริ้นท์อ่านตามอัธยาศัย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับไฟล์ผ่านทาง

อีเมลล์ : [email protected]
หรือเฟบุค :  www.facebook.com/awanbook2013

 

——————————————————

ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http:[email protected]_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

 

Posted in Culture | Tagged

ตาดีกามะนังดาลำ (Pustaka Manang) กับการยกระดับการศึกษา

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อWARTANI

 

ตาดีกามะนังดาลำ (Pustaka Manang) กับการยกระดับการศึกษา

ชมรมตาดีกามะนังดาลำ Pustaka Manang ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลมะนังดาลำ จัดงานมหกรรมตาดีกาสัมพันธ์ Pesta Perhimpunan
ในระหว่างวันที่ 18-19 เมษายน 2558 ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลมะนังดาลำ อำเภอ สายบุรี จังหวัด ปัตตานี โดยมีผู้เข้าร่วมงาน 500 กว่าคน

 

Posted in Culture, VIDEO | Tagged ,

มหกรรมตาดีกาลำใหม่”รวมใจเป็นหนึ่งต้านภัยยาเสพติด”

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อWARTANI

เมื่อวันที่ 14-15 มีนาคม 2558 ชมรมตาดีกาตำบลลำใหม่ และองค์การบริหารส่วนตำบลลำใหม่ ได้จัดงานมหกรรมตาดีกาลำใหม่ ร่วมใจเป็นหนึ่ง ต้านภัยยาเสพติด ณ โรงเรียนตาดีกาบ้านบาโงฮารอ ตำบลลำใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยมีนายก องค์การบริหารส่วนตำบลลำใหม่ ให้เกียรติเปิดพิธีในงานครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ภายในงานมีกิจกรรมและการแสดงมากมายให้ผู้เข้าร่วมงาน ร่วมเชียร์ ร่วมให้กำลังใจ และร่วมชื่นชม อาทิเช่น กิจกรรมเดินขบวนพาเหรดเริ่มจากสนามกีฬาข้างโรงงานพลาสติกยูเนี่ยนจนถึงสนามกีฬาโรงเรียนตาดีกาบ้านบาโงฮารอ

กิจกรรมขับร้องอนาชีดจากชมรมตาดีกาตำบลลำใหม่ จากตัวแทนอำเภอเมืองยะลา จากคณะวีร่า (WIRA) จากคณะนาดีชาบ๊าบ (Nadi Shabab) จากคณะมุสรา (Kompang Musra) และจากคณะฆามัร (Kompang Gamar)

กิจกรรมการอ่านบทกวีภาษามลายูชิงแชมป์แห่งประเทศไทย การอ่านปาถกฐาภาษามลายูจากตัวแทนประเทศอีนโดนีเซีย กิจกรรมสุดพิเศษสามารถเรียกเสียงฮ่าจากท่านผู้ชมอย่างนักแสดงรับเชิญสองพี่น้องอิควานี (Ikhwani) และกิจกรรมการแสดงศิลปะการป้องกันตัวปันจัตซีลัตฮารีเมา (Silat Harimau)

ส่วนกิจกรรมการประกวดของน้องๆนักเรียนตาดีกาก็มีหลายกิจกรรมเช่นเดียวกัน อาทิเช่น การประกวดขับร้องอนาชีด การประกวดอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน การแข่งขันกีฬาฟุตบอลชาย ตะกร้อชาย วอลเลย์บอลหญิง และแชร์บอลหญิง เป็นต้น

ลิ้งค์ที่เกี่ยวข้อง :
https://youtu.be/s7Z9m65Xex4
https://www.facebook.com/video.php?v=634222813346127

——————————————————

ติดตามสำนักสื่อวาร์ตานี ได้ที่
Website : http://wartani.com
Facebook : https://www.facebook.com/wartanimap
Twitter : http:[email protected]_News
Google Plus : http://gplus.to/wartani.com
Youtube : http://www.youtube.com/wartani.com

Posted in Culture, VIDEO | Tagged ,