Wartani
ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี+สำนักสื่อ wartani
برسام كيت مغجادي سقسي دمي كآمنن دفطاني+لمباكا ميدياوارتاني
Let us be the witnesses for peace in PATANI+Wartani Media Agency
Bersama kita menjadi saksi demi keamanan di PATANI+Lembaga media Wartani

ผู้นำวาร์ตานี คนใหม่ นักปกครองท้องถิ่น รับผลัดต่อ จากคนรุ่นใหม่รุ่นก่อตั้ง สานต่อพันธกิจ สื่อสารสาธารณะจากชุมชนเพื่อประชาชน

Posted on 0

นายซาฮารี เจ๊ะหลง,นายทวีศักดิ์ ปิ กองบรรณาธิการ

 

ที่ประชุมสมัชชาใหญ่ สำนักสื่อวาร์ตานี โหวตเลือก นายมะปากรี ลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้าน ม.9 กรงปินัง เป็น ผู้อำนวยการสำนักสื่อวาร์ตานี รับช่วงสานต่อ การสื่อสารของคนปาตานี ผอ คนใหม่ พร้อมจะบริหารองค์กรเพื่อนำมาซึ่งการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นปากเป็นเสียงของประชาชนในพื้นที่ และนำเสนอความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นตัวแสดงหลักของพื้นที่ให้มากที่สุดทั้งนี้ ให้ครอบคลุมทุกประเด็นเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ต่อไป สำหรับ ผอ คนเก่า ฝากท้ายว่าเราไม่ควรเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการ เราต้องเลือกอยู่กับฝ่ายประชาชนตามเจตนารมณ์เดิมของสำนักสื่อวาร์ตานี เราเกิดมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และเพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสื่อสารเรื่องราวของตนเองได้อย่างอิสระ

 

มะปากรี ลาเต๊ะ หรือที่รู้จักในชื่อ โต๊ะแนแบมิ ผู้ใหญ่บ้าน วัย 40 ปี หมู่ที่ 9บ้านรือเป ต.กรงปีนัง อ.กรงปีนัง จ.ยะลา ผู้ใหญ่มิ ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านกว่า 15 ปี และผ่านเส้นทางภาคประชาสังคมอย่างโชคโชน คลุกคลีกับระดับภาคประชาชนของจริง

 

ผู้ใหญ่มิ ตัดสินใจสมัครเข้าร่วมเป็นนักศึกษาในหลักสูตร “Wartani Grassroots Media”หรือ WGM ในปี 2557 เพื่อเพิ่มทักษะในด้านการสื่อสารเพื่อสันติภาพ จากนั้นเมื่อจบหลักสูตรดังกล่าวในปี 2558 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา สำนักสื่อวาร์ตานี

 

ทั้งนี้ เมื่อคณะกรรมการบริหารสำนักสื่อวาร์ตานี รุ่นที่ 2 ที่นำโดยนายอิสมาอีล ฮายีแวจิ  หมดวาระ ในที่ประชุมสมัชชาเลือกผู้นำ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายม 2559 ที่ผ่านมา ณ หอประชุม วันมูฮำหมัดนอร์ มะทา  สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดยะลา (หลังเก่า) ที่ประชุม ได้โหวตเลือก  นายมะปากรี  ลาเต๊ะ ให้เป็นผู้อำนวยการสำนักสื่อวาร์ตานี คนต่อไป

 

ห้องเรียนวาร์ตานี สถาบันพระปกเกล้า ประสบการณ์จริงในตำแหน่ง ผญบ.ในพื้นที่ จะบูรณาการและบริหาร วาร์ตานี ในฐานะ ผอ คนใหม่

 

ภายหลังจากได้รับการคัดเลือกให้เป็น ผู้อำนวยการคนใหม่ นายมะปากรี ได้กล่าวว่า หากถามว่า เดิมก่อนที่จะรับในตำแหน่งนี้หรือไม่นั้น คงต้องตอบว่า ไม่ดีกว่า แต่เมื่อสมาชิกทุกคนไว้วางใจ เราก็ต้องรับหน้าที่ในตำแหน่งนี้

 

คิดว่าตำแหน่ง ผอ .วาร์ตานี เป็นอุปสรรค์กับตำแหน่ง ผู้ใหญ่บ้านไหม  มะปากรี ตอบว่า ในอดีต ตัวเองก็ เติบโตกับภาคประชาสังคมมาโดยตลอด หากจะบอกว่า กี่ปีนั้นน่าจะ 20 กว่าปีมาแล้ว  ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะจบหลักสูตร WGM ของวาร์ตานี ได้รับการคัดเลือกจากสถาบันพระปกเกล้า ศึกษาในหลักสูตรเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ 4ส.ใต้ รุ่นที่ 1 อีกด้วย จะเห็นได้ว่า ชีวิตการเป็นผู้ใหญ่บ้านของผมก็ทำงานเคียงคู่กับองค์กรภาคประชาสังคมมาโดยตลอด ฉะนั้นแล้วการรับหน้าที่ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักสื่อวาร์ตานี ก็ไม่เป็นอุปสรรค์แต่อย่างใด

 

นายมะปากรี กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่า ผู้ใหญ่บ้าน ทำงานกับชุมชน อยู่กับชาวบ้าน เราทำงานสื่อสารสาธารณะอยู่แล้ว อาทิเช่น นำนโยบายของอำเภอมาแจ้งให้ชาวบ้านได้รับรู้ อีกทั้งได้รับรู้เสียงของประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารภาคประชาชนอีกด้วย

 

การเข้ามารับตำแหน่ง ผอ.วาร์ตานี สิ่งที่ต้องเพิ่มคือ การบริหารจัดการองค์กรสื่อด้วยความรู้ด้านสื่อที่ได้จากห้องเรียนวาร์ตานี ความรู้ด้านการจัดการความขัดแย้งที่ได้จากสถาบันพระปกเกล้า และประสบการณ์จากสนามจริง สิ่งเหล่านี้จะนำมาใช้ประโยชน์ในการบริหารองค์กรสื่อวาร์ตานี ให้เป็นสำนักสื่อเพื่อสันติภาพที่อยู่คู่กับชาวปาตานีได้

 

นอกจากนี้ เราจะบริหารองค์กรเพื่อนำมาซึ่งการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นปากเป็นเสียงของประชาชนในพื้นที่ และนำเสนอความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นตัวแสดงหลักของพื้นที่ให้มากที่สุดทั้งนี้ ให้ครอบคลุมทุกประเด็นเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ต่อไป” มะปากรีกล่าว

 

 

อิสมาอีล ผอ.คนเก่า ถอดประสบการณ์ จากผู้นำนักศึกษาสู่การบริหารสื่อ

 

อิสมาอีล ฮายีแวจิ ในฐานะอดีตผู้อำนวยการ สำนักสื่อวาร์ตานี รุ่นที่ 2 กล่าวว่า “สิ่งที่ผมทำไปแล้วในช่วงรุ่นของผมมีไม่มากหรอกครับ คือผมเองก็ไม่เคยเป็นนักสื่อสารมาก่อน เพียงแค่เคยผ่านงานบริหารจัดการองค์กรในช่วงที่เป็นนักศึกษาอยู่บ้าง ตั้งแต่เป็นตัวแทนของนักศึกษาในเขตพื้นที่ภาพใต้ตอนบนเป็นกรรมการอำนวยการประสานงาน สนนท. และสนน.จชต. (ช่วงเวลานั้น) ซึ่งตอนนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นเปอร์มัสไปแล้ว ในรั่วมหาวิทยาลัยก็ตั้งแต่ประธานชมรมฯ จนถึงวาระสุดท้ายของการเป็นนักศึกษาก็ได้รับเลือกจากนักศึกษาทั้งรั่วมหาวิทยาลัยให้ประธานสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะเห็นได้ว่าส่วนตัวจะถนัดเรื่องการบริหารจัดการองค์กรมากกว่า

 

‘’ทั้งนี้ ภายหลังจบการศึกษาและลาออกจากงานประจำในบริษัทแห่งหนึ่งเขตพื้นที่จังหวัดยะลาได้อาสาเข้ามาทำงานด้านสื่อจึงถูกเลือกให้เป็นบรรณาธิการบริหาร ก็จะดูแลงานด้านบริหารจัดการองค์กรควบคู่กับงานอีดิต (Edit) ข่าวสารจากเพื่อนผู้สื่อข่าว และเครือข่ายที่ได้ส่งมาซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นก็เขียนข่าวไปเรื่อยๆบริหารองค์กรไปด้วย ผมทำหลายๆหน้าที่กันไปตั้งแต่แรกจนจบตั้งแต่เป็นผู้สื่อข่าวจนถึงงานบริหาร ต่อมามีคุณซาฮารี เจ๊ะหลง และคุณทวีศักดิ์ ปิ มาช่วยงานด้านงานข่าว ผมก็จะถีบตัวเองมาเน้นงานด้านการวางระบบองค์กร และกำกับงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์องค์กร จนถูกเลือกให้เป็น ผู้อำนวยการ สำนักสื่อวาร์ตานี ก่อนหมดวาระเพียงไม่ถึงปีและตอนนี้กำลังดำเนินการเรื่องการศึกษาต่อต่างประเทศ” อิสมาอีล กล่าว

 

สิ่งที่ได้ทำมาแล้ว มีทั้งสำเร็จและยังไม่บรรลุเป้าหมาย

 

ช่วงเวลาที่ผมทำงานกับสำนักสื่อวาร์ตานีตลอดระยะเวลา 3 ปี สิ่งที่ทีมผมผลิตออกมาอย่างประจักษ์แก่สังคมก็จะเป็นเรื่องการสร้างคน สร้างคนให้เป็นนักสื่อสาร เราสร้างคนจากสามกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มรากหญ้า (ชาวบ้าน) กลุ่มประชาสังคม และนักศึกษา แต่เราจะเน้นหนักด้านกลุ่มรากหญ้า ส่วนกลุ่มเป้าหมายอื่นเราจะหาเวลาไปหนุนเสริมมากกว่า ตามความต้องการของแต่ละองค์กร จะเห็นได้จากสื่อโซเชียลมีเดียถึงพัฒนาการด้านสื่อขององค์กรนักศึกษาและภาคประชาสังคมบางส่วน นั่นคือผลผลิตของรุ่นผม

 

ส่วนงานอื่นๆก็จะมีงานข่าว งานพัฒนาศักยภาพบุคลากรในองค์กร งานพัฒนาช่องทางการสื่อสาร และงานเครือข่าย วันนี้ผมและเพื่อนสร้างเครือข่ายกับองค์กรสื่อทางเลือกและสื่อกระแสหลักมาพอสมควร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับรุ่นต่อไปได้บ้าง

 

แต่เสียดายเวลาที่มีบางส่วนผมและเพื่อนทำมันยังไม่สำเร็จ อาทิเช่น ช่องทางการสื่อสารที่ผ่านมาเราสามารถสื่อสารได้แค่ช่องทางเดียวผ่านเพจในโซเชียลมีเดีย แน่นอนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงมันจำกัดเฉพาะกลุ่ม แต่ยังมีอีกหลายกลุ่มเป้าหมายที่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตรงนี้ได้ ตามแผนเราตั้งใจจะขยายพื้นที่หรือช่องทางการสื่อสารที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย อาทิ ช่องทีวี และหนังสือพิมพ์รายวัน แต่ก็คงต้องให้รุ่นต่อไปทำงานหนักตรงนี้ต่อไป

 

ส่วนอีกงานก็จะเป็นเรื่องภาษา ผมเคยทาบทามเพื่อนๆที่ถนัดด้านภาษาอังกฤษ ภาษาอาหรับ และภาษามลายู มาช่วยแปลข่าวสารที่เราผลิตออกมา เพราะเรื่องภาษานี้ค่อนข้างจำเป็นต่องานสื่อสารมากถึงมากที่สุด เนื่องจากเราไม่ได้ต้องการจะสื่อสารเฉพาะภายใน แต่ภายนอกก็จำเป็น แนวคิดเราคือทุกกลุ่มเป้าหมายต้องมีหุ้นส่วน ต้องร่วมเป็นสักขีพยานต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่แห่งนี้” อิสมาอีล กล่าว

 

วาร์ตานีต้องกระบอกเสียงให้กับประชาชน เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสื่อสารเรื่องราวของตนเองได้อย่างอิสระ

 

อดีตผู้อำนวยการ กล่าวฝากปิดท้ายว่า “สำหรับสิ่งผมอยากเห็นและฝากถึง ผอ.คนใหม่และทีมงานต่องานสื่อในอนาคต คือ องค์กรสื่อที่มีอิทธิพลในพื้นที่ที่สามารถสร้างจิตสำนึกใหม่ให้กับคนปาตานี และสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้

 

เพราะในภาวะสังคมปัจจุบันเช่นนี้จะขาดคนกลางที่จะช่วยสื่อสารไม่ได้ ซึ่งผมมองว่าสื่อสามารถทำบทบาทสำคัญตรงนี้ได้ สื่อสามารถเป็นคนกลางที่จะส่งสารให้ทุกฝ่ายรับรู้และนำไปต่อยอดได้ แต่โจทย์สำคัญคือในสถาการณ์ภาพรวมสังคมถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและสื่อไม่เป็นอิสระเช่นนี้เราจะไปยืนอยู่จุดใด จะนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้และรู้ทันสถานการณ์ของสังคมการเมืองได้ ?

 

แต่เราไม่ควรเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทั้งฝ่ายรัฐและขบวนการ เราต้องเลือกอยู่กับฝ่ายประชาชนตามเจตนารมณ์เดิมของสำนักสื่อวาร์ตานี เราเกิดมาเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และเพื่อเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถสื่อสารเรื่องราวของตนเองได้อย่างอิสระ

 

อยากชวนคิดต่อว่า “ในฐานะคนทำงานสื่อในพื้นที่ความขัดแย้งที่สลับซับซ้อนนั้นเราจะทำอย่างไรกับบทบาทตรงนี้ให้สามารถตอบโจทย์กระบวนการสันติภาพตามความต้องการและเจตนารมณ์ของประชาชนอย่างแท้จริงได้ ?”อดีตผู้อำนวยการสำนักสื่อวาร์ตานี กล่าว

 

Posted in ARTICLE, EVENT, NEWS

ตำนาน 7 ขั้นบันไดที่ยังไม่ตายของ นายมะแซ อุเซ็ง

Posted on 0

โดย  กูมะ โต๊ะตีเต

 

ข่าวการเสียชีวิต นายมะแซ อูเซ็ง หนึ่งในบุคคลสำคัญขององค์กร แน่วร่วมปฏิวัติแห่งชาติ ปาตานี (BRN) ในวันที่ 11/5/2016 ได้ถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วผ่านสื่อมวลชนที่เกาะติดสถานการณ์ชายแดนใต้อย่างใกล้ชิด ซึ่งจะจริงเท็จเพียงใดนั้น คงต้องต้องให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ทั้งนี้ทางหน่วยข่าวกรองฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้ว

นายมะแซ อุเซ็ง จะเสียชีวิตหรือไม่นั้นคงไม่สำคัญเท่ากับ ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงที่ระบุว่า เขาเป็นผู้สร้างและเจ้าของตำนานหลักการ 7 ขั้นบันได สู่การก่อกำเนิดมวลชนปฏิวัติ และ ณ วันนี้การปฏิวัติฉบับประชาชนได้ถูกติดอาวุธทางความคิดในทุกระดับชั้นของสังคม (TOTAL) ทั่วทุกซอกทุกมุมในแผ่นดินแม่ของเขาอย่างเป็นกระบวนการ และเขาอีกคนหนึ่งคือ วีรบุรุษที่ฝ่ายต่อต้านรัฐ เชิดชูว่าเป็นผู้หลักแหลมและปราดเปรื่องที่ได้ถูกจารึกไว้หน้าประวัติศาสตร์ของการต่อสู้เพื่อปลดปล่อย ปาตานี จากการยึดครองจากรัฐอาณานิคม รัฐไทย (สยาม) หากแต่ในฝ่ายของรัฐแล้วเขาเป็นคนที่รัฐต้องการตัวมากไม่น้อยไปกว่า นายสะแปอิง บาซอ ที่รัฐเชื่อว่าเป็นเบอร์ 1

ผู้เขียนได้เฝ้าสังเกตการณ์ความพยายามของรัฐบาลไทยในแก้ไขปรากฏการณ์ความขัดแย้งใน 4 จังหวัดภาคใต้หรือปาตานีนั้น นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกองกำลังประชาชนชาติมลายู ยึดค่ายปีเหล็งและปล้นปืนในจำนวน 413 กระบอกพร้อมกันนั้นได้สังหารเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นยามรักษาความปลอดภัยในคืนของวันที 4/1/2004 จำนวน 4 คน ซึ่งรัฐบาลไทยเชื่อว่าเป็นวันเสียงปืนแตกหรือเป็นจุดเริ่มต้นของบันไดขั้นที่ 6 หรือเรียกว่าเป็นขั้นตอนจุดดอกไม้ไฟจนถึงวันนี้  2016 ยังไม่มีสัญญาณว่าจะเกิดความสงบลงได้  ในขณะที่รัฐบาลไทยในหลายๆรัฐบาลได้สลับสับเปลี่ยนการเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ จนสุดท้ายในวันนี้รัฐบาลไทยอยู่ภายใต้รัฐบาล(รัฐประหาร)ทหารซึ่งกล่าวกันว่า เป็นยุครัฐบาลที่มีอำนาจและมีความเป็นเอกภาพมากกว่าในหลายๆรัฐบาลก่อนหน้านี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะยับยั้งการปฏิบัติการ ของฝ่ายตรงข้ามได้

ดูเหมือนว่ารัฐบาลไทยได้พยายามใช้หลากหลายวิธีการ หลากหลายมาตรการ และหลากหลายเวอร์ชั่นทั้งใช้วิกฤติดึงมาเป็นโอกาส ทั้งใช้ศิลปะในการโน้มน้าวฝ่ายตรงข้ามให้สนับสนุนรัฐและในขณะเดียวกันก็สร้างความขัดแย้งภายในองค์กรฝ่ายตรงข้าม โดยใช้กลไกโครงสร้างขององค์กรทางศาสนาอิสลามมาช่วยเป็นกระบอกเสียงให้รัฐ เพื่อลดทอนความชอบธรรมของขบวนการฯ การนิยามคำเรียก เช่นกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรง เป็นต้น การใช้วาทกรรม  การใช้หลักการผสมผสานทางวัฒนธรรมระหว่างศาสนาพุทธกับศาสนาอิสลามให้กลมกลืน (สมานฉันท์ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า”สามาบลาแจ” แปลว่าน้ำพริกกะปิ)เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายรัฐบาลไทยว่าปรากฏการณ์ความขัดแย้งที่กำลังบรรเลงอยู่ทางภาคใต้(Patani) ณ วันนี้นั้น ไม่ใช่อื่นใด แท้จริงนั้นคือปัญหาความขัดแย้งภายในและเพื่อให้สอดรับกับสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia-TAC) จัดทำขึ้นโดยประเทศสมาชิกอาเซียน 5ประเทศ (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงค์โปและไทย ) และมีผลบังคับใช้เมือวันที 24  กุมภาพันธ์ พ.ศ.2519เพื่อกำหนดหลักการดำเนินความสัมพันธ์ในภูมิภาค ได้แก่

  1. การเคารพในอำนาจอธิปไตย ความเสมอภาค และบูรณภาพแห่งดินแดน
  2. การไม่แทรกแซงกิจการภายใน
  3. การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
  4. การไม่ใช้หรือขู่ว่าจะใช้กำลังและ
  5. การสงเสริมความร่วมมือระหว่างกันร่วมทั้งมีมาตรการเกี่ยวกับแนวทางการยุติข้อพิพาทโดยสันติวิธีโดยอาศัยกลไกคณะอัครมนตรี (HighCouncil) เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจในภูมิภาค

ทางรัฐบาลไทยถือว่า สนธิสัญญาฉบับดังกล่าวเป็นกุญแจดอกที่ 2 ในการที่จะปกป้องเพื่อไม่ให้ปรากฏการณ์ความขัดแย้งในเชิงประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐไทยผู้รุกราน(รัฐอาณานิคม) กับรัฐปาตานี ผู้ที่กำลังดำเนินการทำการปฏิวัติโดยกองกำลังประชาชนทั่วทั้งดินแดนปาตานี ไปสู่เป้าหมายเพื่อทำการปลดปล่อยปาตานี ให้ได้อิสระจาก รัฐอาณานิคมสยาม (ไทย) ที่ยึดครองนานกว่าร้อยปี

ฉะนั้นแล้ว การที่นายมะแซ อูเซ็ง ได้สร้างแม่แบบของการปฏิวัติประชาชนให้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ปลุกการต่อต้านต่อรัฐไทยได้ยากยิ่ง เพราะรัฐได้ให้เงื่อนไขของคุณภาพชีวิตและเสรีภาพทางศาสนาค่อนข้างมากพอสมควรหลังสิ้นยุคหะยีสุหลง โต๊ะมีนา ดังนั้นองค์กรใดก็ตามที่มีคนเป็นยอดคน (คนเก่ง) องค์กรนั้นก็มีฐานะมีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จเพื่อก้าวสู่ความยิ่งใหญ่และสามารถสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนของตนในทุกระดับชั้นและทุกภาคส่วนอย่างทั่วถึง บันได 7 ขั้นได้ซึมลึกไปทุกอณูของมวลชนที่รักในอิสรภาพที่รัฐอาจจะหยั่งไม่ถึงหรือเพียงแค่ทำเป็นไม่รับรู้

 

ขอบคุณภาพ/ Manager Online

 

*หมายเหตุ : สำนักสื่อวาร์ตานี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งเนื้อหา ท่าที และความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกองบรรณาธิการ

Posted in ARTICLE, POLITICS

สนามสงครามในยุคใหม่ที่ต้องจบด้วยโต๊ะเจรจา

Posted on 0

โดย แบมะ  โต๊ะมือแน

 

อัสลามุอะลัยกุม

ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวก่อนก็แล้วกันนะครับ คนแถวบ้านผมจะรู้จักผมในนามชื่อแบมะ และผมเป็นลูกหลานปาตานีโดยกำเนิดครับ วันนี้เป็นวันที่ผมต้องออกมาพูด ถึงแม้ว่าวันนี้ผมจะมีเสียงที่เเหบแห้ง ผมก็จะขอพูด ในประเด็นการเจรจาสันติภาพ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ระหว่างฝ่ายรัฐบาลไทยและฝ่ายกู้ชาติปาตานีกลุ่มต่างๆ และวันนี้ ก็เกิดกลุ่มใหม่ที่มาขอเจรจากับรัฐบาลไทยและคนกลุ่มนั้นก็คือ กลุ่ม” มาราปาตานี”

 

และเท่าที่ผมติดตามข่าวสารของการเจรจาของคนสองกลุ่มมานั้น ผมขอพูดอย่างตรงไปตรงเลยว่า ทุกๆรอบของการเจรจามันเหมือนกับว่าทางฝ่ายรัฐบาลไทย เป็นฝ่ายเอา”โมบายโฟนแล้วตั้งนาฬิกาปลุก ซึ่งสามารถปิดเปิดและเลื่อนเวลาปลุกเองอยู่ฝ่ายเดียว” เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่ไปไกลกว่าการพุดคุยที่ไร้บทสรุป ไร้จุดหมาย และไร้ทิศทาง หรืออาจเรียกได้ว่า สูญเปล่าก็ว่าได้

 

และที่สำคัญเลย คณะเจรจาของฝ่ายรัฐบาลไทยก็เป็นแค่กลุ่มคนระดับล่างที่เป็นกลุ่มคนไม่มีอำนาจเจรจาต่อรองและตัดสินใจและลงนามยอมรับการเจรจา ส่วนทางฝ่ายคณะรัฐบาลรวมถึงนายกรัฐมนตรีของไทยในเวลานี้ก็ออกมาปฏิเสธไม่ขอเจรจากับกลุ่มไหนทั้งนั้น        ส่วนฝ่ายมาราปาตานีเองก็ไม่ชัดเจนในจุดยืนและไร้อำนาจเจรจาต่อรอง และปัญหาใหญ่คือ ประชาชนปาตานีส่วนใหญ่แทบไม่มีใครรู้จักกลุ่มมาราปาตานี และการที่มาราปาตานีออกมาตั้งกลุ่มขอเจรจากับทางรัฐบาลไทยนั้น พวกเขารับอำนาจมาจากใคร นี่เป็นคำถามที่ มาราปาตานีก็ต้องออกมาตอบให้ ประชาชนใน สามจังหวัดชายแดนใต้รับทราบด้วย การที่กลุ่มเจรจาทั้ง 2 ฝ่ายไม่กล้าออกมาให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมาแก่ ประชาชนนั้น ไม่ทราบว่า ทั้ง 2 กลุ่มมีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงหรือเปล่า

 

ถ้าเราจะย้อนกลับไปดูผลการเจรจาครั้งก่อน ๆ ในอดีตที่ผ่านมา ที่ทางรัฐบาลไทยได้ทำการเจรจากับกลุ่มกู้ชาติปาตานีกลุ่มต่าง ๆ อย่างเปิดเผยบ้างและอย่างลับ ๆ บ้าง นั้น ผลออกมาเหมือน ๆ กัน คือไร้ข้อสรุปและทางฝ่ายรัฐบาลไทยก็ได้ทำการล้มโต๊ะเจรจาในทุกๆครั้งที่มีการเจรจา ซึ่งบทเรียนในอดีตที่ผ่านมานั้นมีค่ามากมายให้เราได้ศึกษาถึงแนวทางและจุดหมายของการเจรจาจริง ๆ ที่ทางรัฐบาลไทยต้องการและจุดหมายจริง ๆ ที่ทางกลุ่มกู้ชาติปาตานีต้องการ

 

ปัญหาความรุนแรงระลอกใหม่ในห้วง 12 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้ สามจังหวัดชายแดนใต้ประสบกับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่มิอาจประเมินค่าได้ หนำซํ้าความเป็นอิสระในการดำเนินชีวิตก็หายไป  มีด่านตรวจมากมาย มีทหารตำรวจทหารพราน อส. และอื่น ๆ จากหน่วยงานความมั่นคง เกิดขึ้นมากมายในเขตสามจังหวัดชายแดนใต้ จนบางครั้งเราคิดว่าเราอยู่ในดงสงครามยังไงยังงั้นเลย

 

คำถามยอดฮิตของคนสามจังหวัดชายแดนใต้ คือเมื่อไหร่จะสงบและเมื่อไหร่ทางรัฐบาลไทยจะเจรจาอย่างจริง ๆ จัง และจริงใจกับการเจรจาโดยการเปิดโต๊ะเจรจาให้มีผู้สังเกตการณ์ที่เป็นคนกลางหรือบุคคลที่มาจากประเทศเป็นกลาง

เช่น นอร์เวย์ อังกฤษ เยอรมัน เพื่อมาเป็นสักขีพยานในการเจรจา และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับ ประชาชนสามจังหวัดชายแดนใต้และคู่เจรจา ผมเชื่อว่าถ้าทางฝ่ายรัฐบาลไทยกล้าทำอย่างที่ผมเขียนมานั้น  คู่เจรจาตัวจริงก็กล้าที่จะออกมาพูดคุยและเจรจาหาข้อสรุปและหาบทสรุปที่เป็นรูปธรรมภายใต้กรอบการเจรจาที่นานาชาติ ให้การยอมรับ ไม่ใช่เป็นการเจรจาแค่นามธรรมอย่างที่ผ่าน ๆ มาในอดีตที่ทางรัฐบาลไทยเน้นย้ำว่าจะขอเจรจาภายใต้กฎหมายของไทยเท่านั้น และทุก ๆ รัฐบาลก็ได้มีจัดการพูดคุยกับฝ่ายกู้ชาติปาตานีทั้งในทางมืดและในทางสว่างนั้น ก็ได้คุยกันเท่านั้นเอง ไร้บทสรุป ไร้ทางออก  ทุกครั้งเลย

 

”เอ๊ะ…หรือว่าทางฝ่ายรัฐบาลไทยไม่เคยมีแนวคิดที่จะให้สามจังหวัดชายแดนใต้ สงบ ”

แต่…..ผมก็อยากให้ทุก ๆ คนจำไว้หนึ่งอย่างว่า ทุกๆสนามรบของโลกยุคใหม่มันจะต้องจบที่โต๊ะเจรจาเท่านั้น.

 

วัสลาม

 

ขอบคุณภาพ/ Apinan Latiwong

 

*หมายเหตุ : สำนักสื่อวาร์ตานี ทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลาง ซึ่งเนื้อหา ท่าที และความคิดเห็นของผู้เขียน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกองบรรณาธิการ

Posted in ARTICLE, POLITICS

28 เมษา กรณีปะทะที่กรือเซะ ใครรับผิดชอบ

Posted on 0

ทวีศักดิ์ ปิ ผู้ปฏิบัติงานสำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมษายนของปีนี้ ร้อนกว่าปกติ ด้วยอุณหภูมิสูงถึง 40 กว่าองศา ทำให้ความคิดคำนึงถึงอดีตเมื่อ 12 ปีที่แล้ว กลับคืนมาลางๆ หรือในปี 2547 ในวันที่เกิดเหตุโศกนาฏกรรม กรือเซะ

 

เมื่อเจ้าหน้าที่และกลุ่มคนที่คาดว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธได้ปะทะกันที่มัสยิด “กรือเซะ” ในวันที่ 28 เมษายน 2547 การเปิดฉากโจมตี ยิงกันขึ้น ทำเอาบริเวณดังกล่าวเปรียบดุจสนามรบในสงคราม เพราะมีเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว รวมทั้งลูกไฟจากกระสุนปืนปลิวว่อน ก่อนที่กลุ่มกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่าย ต้านทานกำลังของเจ้าหน้าที่ไม่ไหว จึงได้ล่าถอยเข้าไปหลบซ่อนตัวในมัสยิดกรือเซะ ที่ตั้งห่างจากจุดปะทะเพียง 200 เมตร

 

เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกกำลังเสริมเร่งระดมปิดล้อม ก่อนจะตัดสินใจใช้อาวุธหนักยิงถล่มเข้าไปในมัสยิด ปิดฉากการปะทะที่ใช้เวลาไปนานกว่า 9 ชั่วโมงท่ามกลางประชาชนประมาณ 2,000-3,000 คน ที่รวมตัวกันอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งหลังสิ้นเสียงปืนเจ้าหน้าที่พบศพของกลุ่มดังกล่าว ทั้งในและนอกอาคารมัสยิด จำนวน 32 ศพ

 

ในวันที่ 2 กันยายน 2555 ญาติเหยื่อกรือเซะ ได้เดินทางมาเข้าร้องเรียนต่อ นายถาวร เสนเนียม เพื่อขอความเป็นธรรม ซึ่งนายถาวร เสนเนียม เป็นผู้มีอำนาจดูแลปัญหา3จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนั้น ในฐานะรัฐบาล เพื่อขอความเป็นธรรม ก่อนจะร่ำไห้ออกมาด้วยความเจ็บปวดขณะแถลงข่าว หลังถูกทางรัฐบาลกล่าวหาลูกว่า เป็นโจร พร้อมเยียวยาเงินชดเชยให้จำนวน 4 ล้าน บาท แต่กลับไม่ให้ 7.5 ล้านบาท เท่ากับเหตุสลายชุมนุมคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 พวกตนจึงอยากขอทวงความเป็นธรรมกอบกู้ชื่อเสียงให้คนตาย โดยระบุ หากเยียวยาต้องเท่าเทียมในฐานะคนไทยไม่ใช่โจร

แม้ว่าเหตุการณ์นี้ผ่านมาแล้ว 12 ปี แต่ยังคงเป็นแผลในใจไม่เคยจางหายของใครหลายๆ คน โดยเฉพาะญาติผู้สูญเสีย อีกทั้งยังเป็นปริศนาว่าเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมวัยรุ่น และชายฉกรรจ์มุสลิมนับร้อยคน จึงกล้าบุกเข้าโจมตีป้อมจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ซึ่งมีอาวุธครบมือ

 

และเหตุใดจึงมีการ “ตายหมู่” ที่มัสยิดกรือเซะ มัสยิดเก่าแก่ซึ่งเป็นดั่งสัญลักษณ์ และใครกันทำให้เหตุการณ์กรือเซะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผล และเป็น 1 ในเชื้อเพลิงให้ไฟใต้ จวบจนทุกวันนี้?

ทั้งนี้นอกจากการปะทะเดือดที่มัสยิดกรือเซะ อ.เมืองปัตตานีแล้ว ในวันและเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังบุกโจมตีฐานที่มั่นของเจหน้าที่ตำรวจ-ทหารตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ไม่สงบของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวมยอดสูงถึง 107 ศพ บาดเจ็บ 6 คน ถูกจับกุม 17 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 5 นาย บาดเจ็บ 15 นาย

 

ขอบคุณภาพ Solar Garia

 

Posted in ARTICLE, Human Rights | Tagged , , ,

แม่ทัพ ภาคที่4 เชิญ PERMATAMAS นำเสนอข้อมูล เหตุที่ต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

เมื่อวันที่12 เม ย.2559 ที่ผ่านมา ณ ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผอ.รมน.ภาค ๔ ได้เชิญเครือข่ายเครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ(PERMATAMAS)เครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานีไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินร่วมพูดคุยเพื่อให้ทางเครือข่ายนำเสนอข้อมูลเหตุผล และผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยมีแม่ทัพภาค4รองแม่ทัพ ศอ.บต.และเครือข่ายภาคประชาสังคมในจ.ปัตตานี200กว่าคนร่วมรับฟัง

นางสาว ลม้าย มานะการ ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่าในวันนี้ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์ ผอ.รมน.ภาค ๔ ได้เชิญเครือข่าย คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และโรงไฟฟ้าถ่านหินปานาแระ จ.ปัตตานีไปพูดคุยและให้นำเสนอข้อมูลผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินและผลกระทบ โดยนำเสนอข้อมูลให้ทางแม่ทัพ รองแม่ทัพ และผู้ร่วมรับฟังจำนวน200กว่าคนได้รับทราบว่า กรณีผลักดันโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา . ไม่รับฟังเสียงที่แตกต่าง ไม่ได้ให้ข้อมูล ที่ชัดเจนโปร่งใส จึงเป็นต้นเหตุที่เกิดปัญหาอยู่ในปัจจุบันในมีการเดินหน้าผลักดันโครงการ โดยปิดกั้นการมีส่วนร่วมปิดกั้นข้อมูลที่เป็นจริง ผลกระทบที่จะเกิด คนในพื้นที่ก็มีความสามารถมากพอที่จะค้นคว้าข้อมูลด้วยตัวเองเนื่องจากโลกปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลให้ค้นคว้ามากมาย อย่างเช่นงานวิจัยผลกระทบโรงไฟฟ้าถ่านหินจากมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งชาวบ้านรับรู้ถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจึงออกมาคัดค้าน

คุณลม้าย กล่าวอีกว่าการจัดเวที ค.1ค.2ค.3 โรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเรือขนถ่านหิน มีการแจกสิ่งของให้ฝ่ายที่สนับสนุน แต่คนที่คัดค้านห้ามเข้าโดยผู้ว่าราชการจังหวัดออกประกาศจังหวัดห้ามคนที่มีความคิดเห็นต่างเข้าร่วมแสดงความคิดหากขัดขืนคำสั่งประกาศผู้ว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมาย
ได้นำเสนอแม่ทัพว่า ทางแม่ทัพควรจะเปิดเวทีพูดคุยข้อมูลในข้อกังวลกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินในทุกประเด็นและต้องมีความชัดเจนโปร่งใส รอบด้าน ทั้งภาควิชาการและคนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อม ไม่ใช่ทำเพียงการ แค่เปลี่ยนวาทกรรม เป็นถ่านหินสะอาด

คุณ ลม้าย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณี เครือข่ายฯได้เดินรณรงค์หยุดถ่านหินจากปัตตานี-เทพา เมื่อวันที่8-10เม ย.ที่ผ่านมา จากการพูดคุยกับผู้คนตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน ได้รับข้อมูลว่า คนไม่รู้ว่าจะมีการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินประมาณ90เปอร์เซ็นต์ ที่ที่รับรู้ว่าจะมีโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ไม่รู้ถึงพิษภัยและผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่โรงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ มูลค่าโครงการ100,000กว่าล้านบาท แต่มีการปกปิดข้อมูล ไม่ให้เกียรติคนที่จะได้รับผลกระทบ และมีพลังงานที่พลังงานทางเลือกพลังงานสะอาดและปลอดภัยให้เลือกมากกว่าถ่านหิน หลังจากนำเสนอข้อมูลจบทางรองแม่ทัพรับว่าจะเปิดเวทีพูดคุยกันหลังจากนี้โดยจะจัดเวทีพูดคุยกันให้ดีละเอียดที่สุดเท่าที่เคยจัดกันมา จะสร้างหรือไม่สร้างอีกเรื่องหนึ่งแต่ต้องจัดเวทีพูดคุยกันก่อน

ด้านดร.สมพร ช่วยอารีย์ ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ม.อ.ปัตตานี. กล่าวว่า พลังงานจากโซลาร์เซลล์ เป็นพลังงานที่สะอาดและสะดวกต้นทุนต่ำ แก้ปัญหาความขัดแย้ง และทุกบ้านสามารถติดตั้งระบบไฟฟ้าในบ้าน แต่อาจจะ มีตั้งคำถามว่า จะกำจัดแบตเตอรี่กันอย่างไรละ มันเยอะนะก็เลยเสนอต่อว่า ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ก็ได้ เปิดเสรีให้ต่อไฟฟ้าเข้าระบบซิครับ ราคาต้นทุนถูกลงได้อีกครับ แล้วจัดระบบระบบเน็ตเมตเตอริ่ง มาด้วยเลย

นักวิชาการบางคน บอกว่า พลังงานไฟฟ้าจากแสงแดดเป็นเพียงแค่อาหารเสริม คนเราต้องกินอาหารหลัก คือต้องกินพลังงานไฟฟ้าจากฟอสซิลหรือถ่านหินนั่นเอง แต่เราก็กลับมองว่า พลังงานจากถ่านหินเป็นเพียงอาหารเคมี แต่พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็นพลังงานชีวจิตหรืออาหารอินทรีย์ปลอดสารพิษ

รัฐบาลท่านบอกว่าสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ทำไมท่านไม่ลองประกาศใช้ ม.44 ให้ต่อเข้าระบบสายส่งได้บ้างละครับ นอกจากจะทำให้เรื่องผังเมืองและสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ปลดล๊อคต่างๆ ให้มันง่ายขึ้น ผมว่าท่านต้องพิจารณาให้สมดุลนะครับ

ดูเหมือนว่า พลังงานหมุนเวียนจะเดินไปได้อย่างช้ามากๆ แนวคิดของพลังงานหมุนเวียนนั้น ไม่ใช่ว่ารัฐจะต้องลงทุนเองทั้งหมดครับ เพียงแค่ส่งเสริมอย่างจริงจังเชิงประจักษ์ ว่าทำได้ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง รัฐบาลทำในระบบหน่วยงานเป็นตัวอย่าง นายกทำให้ดูเป็นตัวอย่างทั้งที่บ้าน รัฐมนตรีทุกคน รมว.ทุกกระทรวง อธิการบดีทุกมหาวิทยาลัย ตลอดจนผู้ว่าราชการทุกจังหวัดที่มีหัวใจสีเขียวลองทำดูนะครับ ผมว่าท่านจะได้เรียนรู้ว่า ปัญหา กฎระเบียบมันติดอยู่ตรงไหน ท่านจะทราบเลยว่า ที่ประชาชนต้องการทำแบบที่ไม่ยุ่งยากนั้นทำได้อย่างไรให้สะดวกและง่าย ส่งเสริมให้ตลอดวงจร เชื่อว่าการรวมพลังแบบนี้จะช่วยภาพรวมของประเทศได้ครับ

ดร.สมพรกล่าวอีกว่า สำหรับผมไม่ได้นำเสนอแนวคิดอย่างเดียว แต่ผมทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ผมทำมาสองปี ก็รับรู้กันแค่วงแคบๆ เท่านั้นครับ และอยากให้นักวิชาการที่สนับสนุนถ่านหินลองทำดูด้วยครับ อย่าคิดแต่ว่ามันแพง ไม่คุ้ม เป็นไปไม่ได้ อย่าเอาความแพงมาให้คนอื่น เผื่อท่านอาจจะได้เข้าใจศักยภาพของพลังงานทางเลือกในช่วงชีวิตนี้ วันหนึ่งท่านอาจจะคิดได้ว่า ท่านรู้สึกเสียดายแดดในช่วงที่เทคโนโลยีมันไปถึงแล้ว

ทางรอดของประเทศไทย คือการนำพลังงานทางที่เป็นไปได้มาใช้ก่อนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หายใจด้วยรูจมูกตัวเองก่อน การใช้ถ่านหินนำเข้านั้นถือว่าเป็นการยืมจมูกเพื่อนบ้านหายใจเช่นกัน การนำเข้าไฟฟ้าจากลาวแม้ว่าราคาจะต่ำก็จริง แต่มันก็มีการสูญเสียทรัพยากรของเค้าเช่นกันครับ
.เรื่องการอนุรักษ์พลังงานเราไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกันมากนักครับ มักจะเป็นเพียงแค่ฤดูกาลหรืองานแฟชั่นเฉพาะกิจมากกว่า ตามกระแสโลก ลองปรับมาเป็นกระแสวิถีชีวิตดูครับ คงไปได้ไกลมากกว่านี้ครับ

ถ้าเราบริหารจัดการได้ ในสภาวะตอนนี้ประเทศไทยยังไม่วิกฤตทางพลังงานไฟฟ้า เพียงแต่การเร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมีความจำเป็นต้องแซงหน้าพลังงานทางเลือกไปก่อนคือให้สร้างให้ได้ เพราะหากปล่อยไว้นานไปพลังงานในรูปแบบใหม่จะออกมามากเกินไป จะทำให้ธุรกิจการขายถ่านหินไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร ในขณะที่หลายๆ ประเทศพยายามหาทางลดสัดส่วนลง สำหรับท่านที่เสนอให้ใช้ถ่านหินในระดับวัยเกษียณอาจจะมีโอกาสได้เห็นภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนเกิน 20% ได้น้อยลง

พลังงานไฟฟ้า พอหรือไม่พอเป็นเรื่องของทุกคน อย่ามาบังคับให้พื้นที่ที่โครงการโรงไฟฟ้าลงมาต้องหมดทางเลือก และมิใช่ของคนในหมู่บ้านนั้นๆ มีความผิดที่ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน อย่าไปกดดันให้เค้าต้องย้อนยุคหรือข่มเหงน้ำใจด้วยการยกภูมิปัญญาในอดีตมา

ถามว่าชุมชนอื่นๆ ทำไมไม่ถูกเลือกในขณะที่โอกาสจะถูกเลือกก็มีเช่นกัน ถ้าไม่ให้เกียรติคนเห็นต่างด้วยก็ยากนะครับที่จะพัฒนาไปต่อได้ หากเป็นแบบนี้ท่านจะคืนความพอดีให้กับสังคมได้อย่างไร?
ลงมาเช็คคราบน้ำตาคนที่เห็นต่างบ้างนะครับ น้ำตาของคนเหล่านี้อาจจะซึมเข้าไปในหัวใจท่านผู้มีอำนาจด้วยบ้างครับการปกครองคน จำเป็นต้อง ปกครองใจ และปกครองงาน และปกครองการมีส่วนร่วมด้วยในยุคนี้ครับ

 

ขอบคุณข่าว จากเครือข่าย

Posted in ARTICLE, NEWS, POLITICS | Tagged , , , ,

เกณฑ์ทหารกับการ วัดดวง ใบดำ-ใบแดง

Posted on 0

โดย  ทวีศักดิ์   ปิ   ผู้ปฏิบัติงาน สำนักสื่อวาร์ตานี

ในเดือนเมษายน นอกจากจะเป็นเดือนแห่งการพักร้อน เดือนแห่งการพักผ่อน ในวันหยุดยาว  แต่สำหรับ ชายไทยที่มีอายุ ครบ 21 ปี บริบูรณ์ หรือ ชายไทยที่อยู่ในสถาบันการศึกษา อาจจะใช้สิทธิผ่อนผัน ตามกรณีไป 4-5 ปี ต่างก็ ดิ้นรนกระสับกระส่าย บางคนถึงกับ หา จอมขมังเวทย์ อาบน้ำมนต์ต่างศรัทธาในแต่ละศาสนา,สำหรับมุสลิมก็จะละหมาดฮายัต ขอ น้ำมนต์ จากบรรดาโต๊ะครู แต่อย่างไรก็ต่างระบบเกณฑ์ทหารยังมีความเหลื่อมล้ำของสังคมในฐานะลูกหลานคนรวย คนจน และบางคนถึงกับหาหนทางเพื่อใช้เงินซื้อสิทธิ์ให้หลุดพ้นจากการตรวจร่างกาย หรือภาษาทหารเรียกว่า ใช้เงินซื้อประเภทที่2 คือ ขาดคุณสมบัติตามเกณฑ์กำหนด

ซึ่งในอดีตการที่ชายไทยไม่อยากไปเกณฑ์ทหารเป็นเพราะ มีการบอกต่อๆกันมา ว่า ในค่ายทหารมีการฝึกหนัก ทำให้เกิดความกลัว ที่จะต้องไปฝึกฝน ในระยะเวลา 6 เดือน หรือ 1 ปี ในค่ายทหารและหลังจากปี 2547 หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ บวกกับมีนโนบายของกระทรวงกลาโหม ที่ส่งกองกำลังทหารเพื่อมาอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ บางคนถึงกับเกิดความกลัวที่จะต้องมาอยู่พื้นที่ชายแดนใต้ บางคนกลัวถูกแกล้ง เนื่องจากมีการบอกต่อๆกันว่า การเลือกค่ายทหารหลังผ่านการฝึกฝน บางกองร้อย วัดดวงที่โชค ใครโชคดีก็ได้อยู่รับใช้นาย แต่ใครโชคไม่ดี ก็ต้องไปอยู่ชายแดนใต้ หากเรามาสำรวจดูส่วนใหญ่คนที่จับใบแดงจะเป็นลูกหลานคนจน ส่วนลูกคนมีเงิน-คนชั้นกลางมีทางออกมากกว่า วัดดวงแดง-ดำ ตั้งแต่มีโอกาสเรียนหลักสูตร รด.เพื่อไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ในขนาดที่จำนวนความต้องการกำลังทหารเกณฑ์ในแต่ละปีขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการ บางปีจำนวน เพิ่มขึ้น บางปี จำนวนลดลง ขึ้นอยู่กับจำนวนความต้องการ

สำหรับในปีนี้ 2559 ชายฉกรรจ์ทั่วประเทศ กว่าสามแสนคนเข้ารับการเกณฑ์ทหารในช่วงวันที่ 1-12 เมษายน  ซึ่งในปีนี้  กองทัพบกต้องการกำลังพล 75,324 คน กองทัพอากาศ 8,099 คน กองทัพเรือ 16,000 คน กองบัญชาการกองทัพไทย 1,149 คนและสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 735 คน ร่วมทั้งสิ้น ในปีนี้กองทัพไทย ต้องการกำลังพลทั้งสิ้น 101,307 คน

 

Posted in ARTICLE, POLITICS, SOCIAL

ข้อท้าทายราชการรัฐไทยกรณีการยึดทรัพย์ปอเนาะญีฮาดต่อการพูดคุยสันติภาพ

Posted on 0

นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ
ทนายความ มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

 

 

ปรากฏการณ์เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2559 ที่บรรดาผู้นำองค์กรศาสนาอิสลาม จากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส ศูนย์ประสานงานจุฬาราชมนตรีประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ สภาอูลามาอฟาฎอนีย์ดารุสสลาม ชมรมมุสลิมภราดรภาพ สมาคมสถาบันศึกษาปอเนาะ และสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ร่วมออกแถลงการณ์เรื่องแนวทางการแก้ปัญหาการยึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยา (ปอเนาะญีฮาด) นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าติดตามถึงจังหวะก้าวอย่างมีนัยยะสำคัญ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาจากเนื้อหาถ้อยแถลงแล้วสอดรับกับที่ราชการรัฐไทยได้เสนอข้อมูลความจำเป็นมาโดยตลอด และในแถลงการณ์มีการเชื่อมโยงถึงพี่น้องมลายูที่ร่วมออกมาแสดงท่าทีต่อกรณีนี้ว่า

“…..ต่อมาภายหลังได้มีกลุ่มเครือข่ายองค์กรต่างๆในพื้นที่ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งจัดเวทีแสดงความคิดเห็นในประเด็นการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม และถูกนำไปขยายผลเพื่อกระตุ้นความรู้สึกร่วมว่า รัฐได้ใช้อิทธิพลเข้าคุกคามโรงเรียนปอเนาะ ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมสันติภาพ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นลักษณะของการชี้นำและบิดเบือนไปจากแก่นแท้ของความจริง ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอย่างกว้างขวาง…..”

ในขณะที่แรกเริ่มของการมีคำสั่งคดีนี้ ปฏิกิริยาพี่น้องมลายูในพื้นที่สามจังหวัดกับอีกสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา เฝ้าติดตามกระบวนการและมาตรการที่ราชการรัฐไทยปฏิบัติต่อสถาบันปอเนาะ ปฏิบัติต่อทรัพย์ที่ได้รับวากาฟ(ทรัพย์สินที่ได้รับจากการบริจาค) และพี่น้องมลายูมีปฏิกิริยาคัดค้านการปฏิบัติของฝ่ายราชการรัฐไทยอย่างกว้างขวางมีการแสดงออกโดยการร่วมเดินทางเข้าให้กำลังใจกับครอบครัวปอเนาะญีฮาด มีการระดมจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือในทุกรูปแบบ พลันที่ปรากฏการณ์แถลงของบรรดาผู้นำองค์กรศาสนาอิสลาม ปฏิกิริยาความไม่พอใจจึงพุ่งเป้าไปที่บรรดาผู้นำโดยฉับพลัน ?

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าแรงเหวี่ยงของเหตุการณ์ปอเนาะญีฮาด แรงเหวี่ยงของปรากฏการณ์ผู้นำองค์กรศาสนาอิสลาม ร่วมนั่งแถลงการณ์เรื่องแนวทางการแก้ปัญหาการยึดที่ดินโรงเรียนญีฮาดวิทยา ย่อมส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนมลายูที่นับถือศาสนาอิสลาม และส่งผลกระทบต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ และส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขอความคุ้มครองจากเอกองค์อัลเลาะฮฺให้พ้นจากความเลวร้าย (ฟิตนะห์) ทั้งปวง

 

เมื่อถึงเวลาต้องเลือกระหว่าง “ กฎหมายบ้านเมือง กับ กฎเกณฑ์ทางสังคม”  และเมื่อสังคมตั้งคำถามต่อบรรดาผู้นำศาสนาว่า ทรัพย์วากัฟซึ่งเป็นกรรมสิทธิของอัลลอฮฺ รัฐยึดได้หรือไม่ ? เป็นโจทก์ที่แหลมคมและท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

 

พลันที่ศาลแพ่งมีคำสั่งว่าให้ที่ดินปอเนาะตกเป็นของแผ่นดิน และไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษา ข้อเท็จจริงจึงยุติในขณะนี้เป็นเบื้องต้นว่า คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน มีอำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ไดใชหรือมีไวเพื่อใชหรือสนับสนุนการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายได้  โดยไม่คำนึงว่าทรัพย์นั้นจะมีบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดเป็นเจ้าของหรือครอบครองหรือไม่

ข้อท้ายทายในอนาคตสำหรับเจ้าพนักงาน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายในการยึดทรัพย์ในกรณีเช่นเดียวกันนี้ก็คือ การติดตามตรวจสอบปอเนาะหรือโรงเรียนสอนศาสนาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับอีกสี่อำเภอของจังหวัดสงขลาหรือทั่วประเทศ ที่มีรายงานจากการสืบสวนสอบสวน และปรากฏในการนำเสนอเป็นพยานในชั้นพิจารณาของศาลมาโดยตลอดว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ที่รู้กันดีสำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารเหตุความไม่สงบ

ไม่ว่าโรงเรียนสอนศาสนาในเขตเมืองยะลาที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ราชการรัฐไทยกล่าวหาว่าเป็นผู้นำของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หรือโรงเรียนที่บุคคลระดับแกนนำในการเจรจาของกลุ่มมารา มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ หรือโรงเรียนที่เคยถูกกล่าวหาจากรายงานสืบสวนของหน่วยงานความมั่นคงว่า เป็นสถานที่บ่มเพาะ หรือใช้เป็นสถานที่ฝึกกองกำลังของกลุ่มขบวนการก่อการร้าย เช่นในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา อำเภอนาประดู่ จังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ล้วนปรากฏชัดเจนในผลการซักถามในชั้นของกฎอัยการศึกหรือพรก.ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับกรณีของปอเนาะญีฮาด  และในฐานะคนมลายูมุสลิมคงต้องติดตามการทำงานของราชการรัฐไทยอย่างใจจดจ่อว่าจะมีการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ยึดทรัพย์ของโรงเรียนหรือปอเนาะดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินเมื่อไร  เพราะข้อท้าทายยิ่งอีกประการสำหรับข้าราชการรัฐไทยคือฐานความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

ขอให้กำลังใจกับทุกภาคส่วนที่ตั้งใจและจริงใจในการแก้ปัญหาความรุนแรงในพื้นที่อย่างบริสุทธิ์ใจ

 

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2559 ในเว็บไซต์ http://th.macmuslim.com/

Posted in ARTICLE, Human Rights | Tagged , , , ,

ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ : ตั้ง 6 ข้อสังเกต กรณีเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเจาะไอร้อง

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตั้ง 6 ข้อสังเกตกรณีรพ.เจาะไอร้องผ่านเฟสบุ๊ค ส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า Sorayut Aiemueayut

วันนี้นักข่าวโทรศัพท์มาหาผม 2 สาย เพื่อสัมภาษณ์ว่าด้วยกรณีความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่รพ.เจาะไอร้อง ทว่าทั้งสองครั้งผมกลับติดธุระเรื่องการเรียนการสอนและกำลังเดินทางกลับบ้านจึงไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้ แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงจะสะดวกที่จะคุยแต่ผมก็ไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้มากอยู่ดี เนื่องจากไม่ได้ติดตามข่าวสารอะไรมากนักในช่วงนี้ ข้อสังเกตต่อไปนี้จึงเป็นเพียงข้อสังเกตจากระยะห่างๆ ละกันนะครับ

คำถามสำคัญของผมคือ ทำไมต้องเป็นโรงพยาบาล

  1. ในงานศึกษาทางมนุษยวิทยาชิ้นหนึ่งของหลุยส์ โกลอมบ์ ช่วงปลายปี 1980 ในสามจังหวัดภาคใต้ของไทย โกลอมบ์ให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลและการรักษาโรคเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานที่แห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของรัฐไทยในการพยายามเข้าควบคุมและทำมวลชนในพื้นที่เป็นสำคัญ แน่นอน การรักษาพยาบาลก็นับว่ามีคุณูปการยิ่งต่อการช่วยเหลือคน ทว่า ความขัดแย้งระหว่างคติการรักษาแบบพื้นบ้านซึ่งเป็นตัวแทนของโลกมลายูกับการรักษาแบบสมัยใหม่อันเป็นตัวแทนของรัฐได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โรงพยาบาลกลายเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งประเภทหนึ่ง คนจำนวนมากไม่อยากเข้าโรงพยาบาลอันเนื่องมาจากการไม่อยากยุ่งกับรัฐไทย และบุคคลากรในโรงพยาบาลจำนวนมากก็เป็น “สิแย” ไม่ใช่ “นายู” ปัญหาในช่วงเวลานั้น อาจเป็นเพราะความเป็นธรรมที่คนมลายูจำนวนมากได้รับจากรัฐไทย
  2. เหตุการณ์ผ่านไป 30 กว่าปี โรงพยาบาลได้กลายเป็นพื้นที่ของความขัดแย้งอีกครั้งและเป็นความขัดแย้งและรุนแรงทางตรงเสียด้วย คำถามคือ ความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลในสามจังหวัด ข้อสังเกตคือ หลังจากปี 2547 เป็นต้นมา ความพยายามด้านหนึ่งของรัฐไทยในการทำงานมวลชนหรือชนะใจชนมลายูในพื้นที่ก็คือ การส่งเสริมให้คนมลายูมีพื้นที่มากขึ้นในโรงพยาบาล โดยเฉพาะสัดส่วนของบุคลากร, ทุนสนับสนุนด้านการเรียนการศึกษา ตลอดจนการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ยังมีหน่วยงานทางการแพทย์ได้ถูกก่อตั้งโดยมุสลิมเพื่อทำการสนทนาทางความรู้ว่าด้วยหลักการทางศาสนากับแพทย์สมัยใหม่ โรงพยาบาลได้เริ่มกลายเป็นสถานที่ของคนมุสลิม/มลายูมากขึ้น โดยเฉพาะคนมลายูที่ทันสมัย และ “อาจ” เป็นมลายูที่จินตนาการถึงรัฐไทยในแง่สร้างสรรค์ (ในความหมายที่บอกไม่ได้ว่าต่อต้านรัฐหรือสนับสนุนรัฐ) และมองว่าโรงพยาบาลเป็นพื้นที่แห่งความหวังประเภทหนึ่ง
  3. ทำไมผมจึงให้จุดเปลี่ยนเป็นปี 2547 แน่นอน ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดแบบฉับพลัน แต่ 2547 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่น่าคิด เท่าที่ทราบ ก่อนช่วงเวลานี้ โรงพยาบาลยังคงมีภาพของความอึมครึมอยู่มาก ชาวบ้านในชุมชนยังคงเลือกที่จะไปสถานีอนามัยที่เจ้าหน้าที่เป็นคนนายูก่อนเป็นอันดับแรก แต่หลังจากการสนับสนุนมากมาย การไปโรงพยาบาลเริ่มถือว่าเป็นปกติมากขึ้นและลดทอนความเกร็งและความกลัวลงไปได้มาก นั่นจึงหมายความว่าระยะเวลา ประมาณหนึ่งทศวรรษของความรุนแรงที่ผ่านมา สงครามแย่งชิงมวลชนได้ทำให้ความหมายของคำว่ามลายูเริ่มมีลักษณะที่แตกกระจายมากขึ้น มลายูไม่จำเป็นต้องตรงข้ามกับรัฐ และมลายูก็ไม่จำเป็นต้องสนับสนุนรัฐ ทุกวันนี้พื้นที่ระหว่างกลางความขัดแย้งนี้ได้ขยายตัวมากขึ้น โรงพยาบาลในความคิดของคนมลายูจำนวนมากมายคือพื้นที่ของความหวังและความสร้างสรรค์ในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและคนกลุ่มนี้ก็อาจจะยังเชื่อในการแพทย์พื้นบ้านเสียด้วยซ้ำ เพราะต่างก็เป็นพื้นที่ของโอกาสทั้งสิ้น
  4. แน่นอน ผมไม่อาจสรุปได้ชัดๆ ถึงสาเหตุความรุนแรงที่รพ.เจาะไอร้องครั้งนี้ ทว่า สิ่งหนึ่งที่พอมั่นใจได้คือ โรงพยาบาลได้กลายเป็นพื้นที่แบบ Contact Zone อันหมายถึงพื้นที่สังคม/กายภาพแบบหนึ่งซึ่งมีการประลองกำลังหรือแย่งชิงการนำทางอำนาจทางวัฒนธรรม จากข้อสังเกตแรก โรงพยาบาลมีลักษณะคล้ายพื้นที่ในการครอบงำของอาณานิคมสยาม ทว่า ในปัจจุบันโรงพยาบาลก็ได้กลายเป็นพื้นที่ของความหวังสำหรับคนมลายูหลายจำนวนมาก ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงในสามจังหวัดมากมายและที่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือ การที่ทั้งรัฐและคนในพื้นที่ต่างใช้โรงพยาบาลเพื่อการรักษาเยียวยามากขึ้น กระทั่งส่งผลให้ความหมายของการเป็นพื้นที่ของเจ้าอาณานิคมสยามจางหายไป ผู้คนในพื้นที่สามารถเปลี่ยนแปลงความหมายได้มากขึ้น
  5. หากเราเชื่อในแบบนี้ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับโรงพยาบาลที่เจาะไอร้องจึงมิใช่ความรุนแรงในรัฐเพียงอย่างเดียว หากเป็นการส่งสัญญาณต่อคนมลายูมุสลิมที่หันไปมีจินตนาการแบบอื่นและสร้างพื้นที่แห่งความหวังในแบบอื่นๆ ที่มิใช่การต่อต้านรัฐ แต่สัญญาณแบบนี้เองก็นับว่าเป็นยุทธวิธีที่ผิดพลาดและไร้ยุทธศาสตร์ที่มั่นคง การกระทำเช่นนี้ของกลุ่มผู้ก่อการ ก็จะยิ่งเป็นการผลักดันในมวลชนที่เค้าเชื่อว่าเป็นมวลชนตีตัวออกห่างมากขึ้น และกลุ่มผู้ก่อการก็จะกลายเป็นฝ่ายถูกโดดเดี่ยวเสียเอง เช่นเดียวกัน ท่าทีของรัฐไทยหลังจากนี้คือสิ่งที่น่าจับตา หากรัฐไทยยังคงพิจารณาผู้คนในพื้นที่ด้วยความหวาดระแวงเหมือนเดิม สักแต่จะใช้อำนาจในการควบคุมและตรวจค้นเหมือนเดิม รัฐไทยก็ไม่ต่างอะไรไปจากผู้ก่อการ
  6. ปัจจุบัน เราควรเปลี่ยนมุมมองเรื่องมวลชนในสงครามเสียใหม่ เพราะทุกวันนี้กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยทั้งการกระทำของรัฐไทยและกลุ่มผู้ก่อการเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้นและปรากฏในพื้นที่แบบ Contact Zone มากมาย หลักประกันเดียวที่จะทำมวลชนสำเร็จก็คือการสร้างหลักประกันความมั่นคงทางชีวิตให้กับกลุ่มคนที่อยู่ระหว่างกลางนี้เท่านั้น ให้ชีวิตของพวกเขาได้มีโอกาสสร้างสรรค์และดำเนินสืบต่อไป การทำลายชีวิตและพื้นที่แบบนี้จึงเท่ากับเป็นการทำลายตนเองโดยสิ้นเชิง ในกรณีนี้ ผมค่อนข้างสนับสนุนประเด็นที่ให้มีการทบทวนที่ตั้งของทหารทั้งหมดในภาคใต้ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ราชการและโรงพยาบาล เพราะมันจะเป็นการกระพือให้พื้นที่ Contact Zone มีความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้น

ลดการใช้ความรุนแรงและกองกำลัง หันมาใช้การเจรจาทางการเมือง

 

 

Posted in ARTICLE, NEWS, POLITICS

ความเป็นมา ปอเนาะญีฮาดวิทยา จากอดีต-ถึงปัจจุบัน

Posted on 0

13 มีนาคม 2559 เว็บเพจ ศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา ได้เผยแพร่ประวัติความเป็นของปอเนาะญีฮาดวิทยา

โดยสังเขป ผ่านรูปแบบ อินโฟกราฟิก ( Time Line – Pondok Jihad ) ทำให้มีผู้ใช้โซเชี่ยลมีเดีย กดไลค์ กดแชร์กันอย่างแพร่หลาย  

ซึ่งมีเนื้อหาสรุปช่วงเวลาที่สำคัญ ดังนี้ 

พ.ศ.2511 บาบอเฮง ก่อตั้ง ปอเนาะญีฮาดวิทยา เพื่อแก้ปัญหาการขาดการศึกษาและด้านสังคมที่ในสมัยนั้นมีแหล่งอบายมุขป็นเรื่องปกติ ชื่อปอเนาะว่า“ญีฮาด”นั้น หมายถึง “(มุญาฮาดะห์) การมุ่งมั่งในการพัฒนาตนเอง การปรับปรุงตนเอง”

11 กรกฎาคม พ.ศ. 2522  บาบอเฮง หรือ นายบือราเฮง เจ๊ะอาแซ ถูกยิงเสียชีวิตหลังจากนั้นชาวบ้านได้เห็นควรร่วมกันแต่งตั้ง นายดุลเลาะ แวมะนอมาป็นผู้รักษาการแทน บาบอเฮง

ปี พ.ศ.2523 นายดุลเลาะ แวมะนอ ได้แต่งงานกับ น.ส.ยาวาฮีลูกสาวบอบอเฮง และรับหน้าที่ครูใหญ่ และมีการบูรณาการ ระบบการศึกษาจากระบบปอเนาะแบบดั้งเดิม ถูกเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนญีฮาดวิทยา”โดยนายดุลเลาะ แวมะนอ รับหน้าที่เป็น ครูใหญ่

ปลายปี 2547 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาปิดล้อมโรงเรียน ค้นปอเนาะแต่ไม่ได้ตั้งข้อหาแต่อย่างใดเนื่องจากไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

กลางเดือน พฤษภาคม 2548 เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ามาพร้อมกับหมายจับ นาย ดุลเลาะ แวมะนอ ครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยา มีการออกข่าวอย่างครึกโครมในขณะนั้นทั้งๆที่ยังไม่มีการพิพากษาของศาลจนถึงที่สุด

25 พฤษภาคม พ.ศ.2548 โรงเรียนญีฮาดวิทยาหรือปอเนาะญีฮาด ถูกสั่งให้ปิดอย่างเป็นทางการ ตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีในขณะนั้น

20มิถุนายน พ.ศ.2548 นายริดวาน แวมะนอ (พี่ชาย นายบันยาล) ทายาทปอเนาะญีฮาดวิทยา พร้อมเพื่อนอีก 2 คน ถูกยิงด้วยปืนเก็บเสียงเสียชีวิต กลายเป็นอีกคดีหนึ่งในสามจังหวัดภาคใต้ที่ยังหาตัวผู้ลงมือไม่ได้

เดือนตุลาคม พ.ศ.2555 ศาลปัตตานีก็ได้มีคำสั่งให้นายดูนเลาะ แวมะนอ ครูใหญ่โรงเรียนญีฮาดวิทยา เป็นบุคคลสาบสูญ และเดือนพฤศจิกายน ในปีเดียวกัน ก็มีการอายัดทรัพย์สินที่ โดยคำสั่งของ ปปง.

เดือนสิงหาคมปีพ.ศ.2558 ศาลแพ่งได้มีการสืบพยาน ทางปอเนาะญีฮาดหรือครอบครัวแวมะนอยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของรัฐ พร้อมที่จะสู้คดีเพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งการอายัดทรัพย์สิน

25 สิงหาคม 2558 ทางครอบครัวแวมะนอ ได้เดินทางไปยังศาลแพ่ง กรุงเทพ ตามที่ศาลนัดหมายสืบพยาน และศาลสืบพยานเพียงแค่สามปาก อีกสามปากศาลได้นัดอีกครั้ง ในวันที่ 5 ตุลาคม 2558

วันอังคารที่ 15 ธ.ค.58 ศาลแพ่งมีคำพิพากษา ริบที่ดินและทรัพย์สินปอเนาะญีฮาดวิทยา ซึ่งมีเนื้อที่ 14 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ราคาประเมิน 591,090 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

14 กุมภาพันธ์ 2559ครอบครัวแวมะนอ ร่วมกับชาวบ้านและคณะศิษย์เก่าปอเนาะญีฮาดวิทยา ได้ตัดสินใจไม่ขออุทธรณ์ พร้อมเก็บข้าวของทั้งหมดย้ายออกจากบ้านซึ่งก็เป็นที่ตั้งของโรงเรียนปอเนาะ โดยย้ายมาเก็บและพักอาศัยชั่วคราว ที่โรงเรียนตาดีกากือแด บริเวณมัสยิดมัสยิดกือแด(ท่าด่าน)

สิ้นสุดการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมของรัฐของครอบครัวแวมะนอ จึงขอยุติความเกี่ยวข้องโดยสิ้นเชิงต่อที่ดินและทรัพย์สินที่ถูกยึดและตกเป็นของรัฐ

Posted in ARTICLE, SOCIAL

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ 12 ปีทนายสมชาย

Posted on 0

กองบรรณาธิการ สำนักสื่อวาร์ตานี

 

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ 12 ปีทนายสมชาย ประเทศไทยยังมีคนถูกบังคับให้สูญหายโดยไร้การสืบสวนสอบสวนอย่างเร่งด่วน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนได้ดำเนินโครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางด้านสิทธิมนุษยชน ได้เผยข้อเท็จจริงว่า การบังคับให้บุคคลสูญหายยังคงเกิดขึ้นในประเทศไทย รวมทั้งการควบคุมตัวลับอย่างต่อเนื่อง และการสืบสวนสอบสวนของหน่วยงานรัฐและองค์การอิสระกลับล้มเหลว ล่าช้า ไร้ประสิทธิภาพ ไม่เกิดผลในการนำคนผิดมาลงโทษ อีกทั้งไม่สามารถแสวงหาข้อเท็จจริงให้ญาติเพื่อคลี่คลายชะตากรรมของบุคคลที่ถูกบังคับให้หายไปและล่าสุดสำหรับในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2559 มีรายงานว่า ชายฉกรรจ์จำนวน 3 คนจับนายฟาเดล เสาะหมาน อายุ 28 ปี บังคับขึ้นรถยนต์สีดำคันหนึ่งจากบริเวณลานจอดรถของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี นายฟาเดลเป็นอดีตผู้ต้องขังคดีความมั่นคงที่ศาลจังหวัดปัตตานีได้ตัดสินยกฟ้องในคดีความมั่นคงตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันเป็นระยะเวลา 2 เดือนกว่าแล้วที่เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ได้รับเรื่องร้องเรียนคนหาย แต่การสืบสวนสอบสวนยังไม่เป็นผล ปัจจุบันยังไม่ทราบชะตากรรม หากแต่สถานการณ์การบุกอุ้มตัวนายฟาเดลที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจในเวลากลางวันในโรงเรียนที่เป็นพื้นที่สาธารณะ ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนในพื้นที่ในเรื่องความปลอดภัย

ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้

1.ขอให้ผู้บังคับบัญชาการตำรวจแห่งชาติที่มีหน้าที่โดยตรงในการสืบสวนสอบสวนคดีอาญาทั้งปวง ต้องดำเนินการให้มีตรวจสอบอย่างจริงจังและอย่างเร่งด่วน ในกรณีที่มีข้อมูลเชื่อว่ามีบุคคลใดก็ตามมีเรื่องร้องเรียนว่าถูกทำให้หายตัวไป เพื่อคลี่คลายคดีร้องเรียนและสืบสวนสอบสวนจนทราบชะตากรรม โดยไม่ต้องคำนึงว่าจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่น เนื่องจากมาตรการที่จริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐที่รับเรื่องร้องเรียนจะเป็นมาตรการที่ป้องปรามการบังคับให้บุคคลสูญหายรายต่อๆ ไป การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญกรรมที่ร้ายแรงที่สุด จึงต้องมีการสืบสวนสอบสวนอย่างคดีอาญาสำคัญโดยพลัน อย่างจริงจัง อิสระ เป็นมืออาชีพ

2.ขอให้รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรมเร่งดำเนินการจัดทำให้ร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายให้สอดคล้องกับหลักการสากล โดยกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญาและให้สัตยาบันในอนุสัญญาการคุ้มครองบุคคลไม่ให้มีการบังคับสูญหายขององค์การสหประชาชาติโดยไม่ชักช้า เพื่อสร้างมาตรฐานทางกฎหมายอาญาในประเทศโดยเร็ว ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาคมระหว่างประเทศและในระหว่างการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนต่อองค์กรสหประชาชาติ

3.ขอให้ยกเลิกระเบียบ กฎที่เอื้อให้มีการควบคุมตัวลับ การควบคุมตัวโดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวหรือโดยไม่มีการนำตัวไปศาล เช่น การควบคุมตัวตามคำสั่ง คสช.3/ 2558 และการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกจำนวน 7 วัน การควบคุมตัวตามตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 30 วัน การควบคุมตาม พ.ร.บ.ปราบปรามยาเสพติดจำนวน 3 วัน เป็นต้น และเมื่อปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่า การบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคล หรือกลุ่มบุคคล โดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือการรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย ขอให้มีการดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำด้วยอย่างเป็นธรรม

อนึ่ง การอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย โดยรัฐจะต้องไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะสถานการณ์ เหตุผล หรือต่อบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น

Posted in ARTICLE, Human Rights, POLITICS | Tagged , ,